วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

Samson

หนัง HD

รีวิว Samson - แซมซั่น มนุษย์พลังเทพ

“Samson แซมซั่น โคตรคนจอมพลัง” เรื่องราวของชายหนุ่มแห่งเผ่าดานที่เกิดมาพร้อมกับพละกำลังมหาศาล “คนเดียวล้มราชสีห์ด้วยมือเปล่า คนเดียวโค่นศัตรูทั้งกองทัพ” เขาคือวีรบุรุษที่พระเจ้าเลือกให้เป็นผู้ปลดปล่อยผู้คนให้พ้นจากการเป็นทาส นำไปสู่ความขัดแย้งกับกองทัพคนเถื่อนจากกองทัพมหาอำนาจ “ฟิลิสเตีย” มีเพียงศรัทธาในพระเจ้าและพลังแห่งเทพของแซมซั่นเท่านั้นที่จะพาเขาฝ่าวิกฤตสงครามการนองเลือดนี้ไปได้ รีวิว Samson

เรื่องย่อ

ในยุคสมัยที่ชาวฮิบรูต้องถูกรุกรานโดยกองทัพฟีลิสตีน พระเจ้าได้กำหนดชะตากรรมให้ แซมซั่น (เทย์เลอร์ เจมส์) บุรุษผู้มีพละกำลังมหาศาลมาเป็นผู้ปลดปล่อยชาวฮิบรูทั้งมวล แต่เขากลับอยากเลือกทางสันติภาพด้วยความรักที่มีต่อ ทาเร็น (ฟรานเซส โซลโด ดั๊กลาส) สาวรับใช้ของ ราลลาห์ (แจ๊คสัน รัทซ์โบน) เจ้าชายโฉดแห่งอาณาจักรฟีลิสตีน โดยหารู้ไม่ว่า ราลลาห์วางแผนหวังกำจัดแซมซั่นและหวังขึ้นครองบัลลังก์เพื่อปราบชาวฮิบรูให้สิ้นซาก งานนี้แซมซั่นต้องพิสูจน์ให้พระเจ้าได้เห็นว่าเขาคู่ควรกับพลังที่ได้มาดั่งพระประสงค์อย่างแท้จริง

วันที่เขากำเนิดทูตสวรรค์มาเข้าฝันแม่ของเขาว่า “เด็กคนนี้เป็นผู้ที่ได้รับพลังพิเศษจากทวยเทพ” และเมื่อชนชาติอิสราเอลตกเป็นทาสของกองทัพคนเถื่อน ผู้ถูกเลือกจาก “พระเจ้า” อย่าง “แซมซั่น” ชายหนุ่มผู้ครองพลังที่ไม่มีมนุษย์คนไหนจะต่อกรได้ เขาคือฮีโร่เพียงหนึ่งเดียวที่จะก่อสงครามแย่งชิงอิสระภาพคืนมาให้มนุษย์โลก!

พลังเทพเจ้าของแซมซั่นแข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวที่สุด พละกำลังกล้ามเนื้อของเขาที่สามารถสังหารสิงโตหนึ่งตัวได้อย่างง่ายดาย ตามตำนานเล่าว่า ระหว่างที่แซมซั่นกำลังเดินทางกลับบ้าน เขาพบสิงโตตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาทำร้าย แต่ด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่ง ทำให้เขาง้างปากสิงโตฉีกขาดจนมันตายคาที่ได้ในไม่กี่นาที และด้วยพลังที่เหนือมนุษย์แซมซั่นสามารถสยบทหารทั้งกองทัพได้ด้วยตัวเขาคนเดียว
โดยหนังนั้นจะเล่าถึงสมัยที่ชาวฮิบรู ผู้ถูกผู้รุกรานโดยกองทัพฟีลิสตีน พระเจ้าได้กำหนดชะตากรรมให้ แซมซั่น บุรุษผู้มีพละกำลังมหาศาลมาเป็นผู้ปลดปล่อยชาวบ้านทั้งเมือง แต่เขากลับเลือกเส้นทางสันติด้วยความรัก ที่มีต่อสาวรับใช้ของเจ้าชายโฉด แห่งอาณาจักรศัตรู โดยหารู้ไม่ว่าเขาได้ถูกหลอกแล้วถูกวางแผนกำหนด กำจัด แซมซั่น และหวังขึ้นครองบัลลังก์เพื่อปราบชาวฮิบรู ให้สิ้นซากงานนี้แซมซั่นต้องพิสูจน์ให้พระเจ้าได้เห็นว่า เขาคู่ควรกับพลังที่ได้มาดังพระประสงค์อย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะดูคล้ายคลึง กับหนังแนวเทพจอมพลังอย่าง เฮอร์คิวลิส มากแต่ความจริงแล้วนั้นเพราะเรื่องได้ เอามาจากคัมภีร์ไบเบิลของชาวฮิบรู ที่กล่าวถึงแซมซั่นตุลาการในยุคอิสราเอลโบราณ ซึ่งถูกอ้างในส่วนของหนังสือ ซึ่งมีเป็นหนังแล้วในปี 1949 ไม่เคยถูกดัดแปลงสู่ภาพยนตร์มาแล้ว ครั้งหนึ่งซึ่งหนังเวอร์ชั่นนี้ จะดึงเอาเหตุการณ์หลายส่วนมาจากคัมภีร์ไม่น้อย ทั้งการฉีกปากสิงโต กินน้ําผึ้งจากซี่โครงสิงโต สังหารทหาร 30 นาย โดยภาพรวมคือการทำให้ภาพลักษณ์ของ แซมซั่น ดูเป็นฮีโร่มากกว่าบุคคลในประวัติศาสตร์นั้นเอง

ซึ่งข้อดีสำคัญเท่าที่สังเกตได้เลย คือเรื่องเล่าอภินิหารต่างๆ ที่ทำให้ดูเป็นเรื่องราว เชิงศาสนาดูได้อย่างเพลิดเพลินเหมือนซีรีย์ ในสมัยก่อน ซึ่งด้วยคุณภาพโปรดักชั่นในปัจจุบัน ก็เชื่อเพื่อให้ภาพจินตนาการถูกสร้างสรรค์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ปัญหาสำคัญกับไปตกที่บทภาพยนตร์ ในการสร้างตัวละคร และงานกำกับหนังแทนซะอย่างนั้น

โดยปัญหาที่สำคัญของหนังเลย คือเรื่องของบทหนังที่ต้องร้อยเรียงเหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตของแซมซั่น ที่ถูกกล่าวอ้างในคัมภีร์ให้ได้ครบถ้วน และเสริมแต่งเรื่องราวให้มีสีสัน มากยิ่งขึ้นแต่ไอ้ที่ใส่เพิ่มเข้ามากับไม่ ช่วยให้เรารู้จักจำสั้นมากนักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำเหตุการณ์จากคัมภีร์เองก็ไม่ได้ดูมีตรรกะ อะไรมากพอเราเลยได้เห็น แซมซั่น ตัดสินใจพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า หลายเหตุการณ์เข้าขั้นโง่บัดซบเลยก็ว่าได้ แบบต้องกุมขมับเลยทีเดียว

แม้หน้าหนังของ SAMSON จะดูคล้ายคลึงกับหนังแนวเทพจอมพลังอย่าง เฮอร์คิวลิส มาก แต่ความจริงแล้วพลอตเรื่องได้เอามาจาก คัมภีร์ไบเบิลของชาวฮิบรู ที่กล่าวถึง แซมซัน ตุลาการในยุคอิสราเอลโบราณซึ่งถูกอ้างถึงในส่วนของบุ๊คออฟจัดจ์ (Book of Judge) ซึ่งเคยมีหนัง Samson and Delilah (1949) ที่เคยดัดแปลงสู่จอภาพยนตร์โดยซีซีล บี เดอมิลล์ มาครั้งหนึ่งแล้ว

ซึ่งหนังเวอร์ชั่นนี้ก็ดูจะดึงเอาเหตุการณ์หลายส่วนมาจากคัมภีร์ไม่น้อยทั้งการฉีกปากสิงโต กินน้ำผึ้งจากซี่โครงสิงโต สังหารทหาร 30 นาย แต่โดยภาพรวมคือการทำให้ภาพลักษณ์ของแซมซั่นดูเป็นซูเปอร์ฮีโร่มากกว่าบุคคลในประวัติศาสตร์ ซึ่งข้อดีสำคัญเท่าที่สังเกตได้เลยคือเรื่องราวอภินิหารต่างๆทำให้เราดูเรื่องราวเชิงศาสนาได้อย่างเพลิดเพลินเหมือนซีรีส์โคแนนทางทีวีสมัยก่อน ซึ่งด้วยคุณภาพโปรดักชั่นในปัจจุบันก็เอื้อเฟื้อให้ภาพจินตนาการถูกรังสรรค์ได้ง่ายขึ้นมากด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ปัญหาสำคัญกลับไปตกที่บทภาพยนตร์ การสร้างตัวละคร และงานกำกับของหนังแทน

ปัญหาสำคัญของบทหนัง SAMSON คือการต้องร้อยเรียงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตแซมซั่นที่ถูกกล่าวอ้างในคัมภีร์ให้ได้ครบถ้วนและเสริมแต่งเรื่องราวให้มีสีสันมากขึ้น แต่ไอ้ที่ใส่เพิ่มเข้ามากลับไม่ได้ช่วยให้เรารู้จักแซมซั่นนัก มิหนำซ้ำเหตุการณ์จากคัมภีร์เองก็ยังดูไม่มีตรรกะมากพอ เราเลยได้เห็นแซมซั่น ตัดสินใจพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า

หลายเหตุการณ์เข้าขั้นโง่บัดซบแบบต้องกุมขมับเลยล่ะ ตั้งแต่การหลงรักผู้หญิงฟีลิสตีนที่เป็นทาสรับใช้เจ้าชายชั่ว ตัวเองก็ดันไปตกหลุมแผนของเจ้าชายทั้งที่รู้ว่าเป็นคนชั่วขนาดไหนแบบไม่เอะใจเลยเหรอ มิหนำซ้ำตอนท้ายเรื่องที่แซมซั่นไปหลงรัก เมียของเจ้าชายก็ไม่เอะใจอีกว่านางอยู่ตอนเมียคนแรกตาย เรียกได้ว่าตกม้าตายเพราะความหื่นแท้ๆเลย 555

ส่วนการสร้างหนัง HDตัวละครในหนัง SAMSON เรียกได้ว่าแบนสนิท ตั้งแต่แซมซั่นเองที่เราก็ไม่ได้เห็นด้านที่ฉลาดหรือเป็นผู้นำสักนิดนอกจากความหื่นและพละกำลังมหาศาลแล้ว เราเลยไม่มีอะไรให้เอาใจช่วยพระเอกคนนี้ซักเท่าไหร่ ยิ่งตัวเจ้าชายราลลาห์เนี่ย โห..คือชั่วแบบบริสุทธิ์ ทั้งเรื่องหวังแต่จะเคลมบัลลังก์พ่อ  รีดนาทาเร้นกับชาวฮิบรู แถมคิดแต่จะกำจัดแซมซั่นทั้งเรื่อง สงสัยทีมบทน่าจะยึดละครหลังข่าวบ้านเราเป็นต้นแบบการเขียนบทซะหละมั้ง?

และในเมื่อบทจอดสนิท งานกำกับเองก็พลอยมีปัญหาไปด้วยเพราะบรูซ แมคโดนัลด์กับเกเบรียล เซบลอฟ ไม่สามารถคุมจังหวะหนังได้เลย มีหลายช่วงที่หนังเล่าไปแบบไม่มีทิศทางและขัดขากันเอง ฉากหนึ่งเป็นฉากรักหวานซึ้ง อีกฉากตัดไปให้เห็นความชั่วของเจ้าชาย ราลลาห์ แล้วก็ตัดมาเล่าฉากรักหวานซึ้งของคู่เดิมอีก

จนเห็นเลยว่าส่วนโรแมนติกกลายเป็นส่วนเกิน ยิ่งการพยายามดูหนังผ่านเน็ตจะปูภาพลักษณ์หนุ่มโรแมนติกสุดหล่อให้ เทย์เลอร์ เจมส์ ในบทแซมซั่นที่หน้าผมเสื้อผ้าดูพังยับ แทนที่คนดูจะได้เคลิ้มกลับขำแทนซะงั้น หรือการกำกับฉากแอ็คชั่นที่ไม่ได้มีความสมจริงแต่อย่างใด แถมยังดูสับสน ชวนมึน แถมยังลากยาวจนดูน่าหัวเราะอีก

แล้วพอตัดสลับไปเล่าฉากดราม่าก็ไม่ได้ชวนให้เกิดอารมณ์ร่วมแต่อย่างใด จนมันกลายเป็นแค่หนังศาสนาที่เอาแอ็คชั่นแฟนตาซีมาบังหน้าเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าหนังสร้างตามหลังหนังอย่าง Ben-Hur ฉบับปี 1959 หรือพวกหนังอีพิกยุคสตูดิโอรุ่งเรืองหนังอาจประสบความสำเร็จก็ได้นะ แต่เอ๊ะ! นั่นมัน 50 กว่าปีแล้วนี่หว่า

รีวิว Samson

ทีนี้มากันที่ เทย์เลอร์ เจมส์ ผู้รับบทแซมซั่น จากที่หาผลงานที่ผ่านมาแล้วก็พบว่า เขาคือนักแสดงตัวประกอบอดทนอย่างแท้จริงเรียกได้ว่านับผลงานที่มีชื่อตัวละครของเขาได้น้อยมาก ซึ่งถ้าหากหนัง SAMSON ได้รับการตอบรับที่ดีอาจทำให้ เทย์เลอร์ เจมส์ ได้รับโอกาสดีๆได้แน่นอน แต่ขอโทษเถอะบทมนุษย์จอมพลังในปัจจุบันนี่แจ้งเกิดดาราได้น้อยมาก

วิจารณ์

เรื่องราวของ จอมพลังในคัมภีร์ไบเบิล ผู้ได้พรจากเทพให้มีพลังมหาศาล ที่ไม่ได้ปรากฎตัวในจอเงินเลยมาเป็นเวลานาน เท่าที่จำได้ผมไม่เคยเห็นหนัง Samson บนจนเงินเลยน่ะตั้งแต่เกิดมา จะได้ดูก็หนังเก่าๆยุค ก่อนผมเกิดน่ะครับ แต่หลังจากมี Hercules จอมพลังฝั่งตำนานกรีก ที่รับบทโดย The Rock ออกมา มันก็ให้คิดถึง Samson มาตะหงิดๆ เพราะหนังเก่าที่ผมเคยดู มี Samson กับ Hercules ถูกสร้างให้อยู่ในเรื่องเดียวกัน ( จำไม่ได้ละเรื่องอะไร ) แต่ ออกมามั่วๆหน่อย เรียกว่า เอา จอมพลัง จากตำนานกรีก มาผสมกับ จอมพลัง ในพระคัมภีร์ เหมือน การ์ตูน เซ้นต์เซย่า เอา ลูซิเฟอร์ จากไบเบิล มาเจอ กับ อาเธน่า เทพีกรีก ได้ประมาณนั้น

อึดมาก​ เก่งเกิน​ นี่คือ​ฮัคหรือ​คนเหนือมนุษย์​เหรอ​เนี่ย​ ซึ่งจุดนี้​เมื่อฮีโร่นั้น​เก่งเกิน​ก็ทำให้ตัวร้าย​นั้น​อ่อน​มากๆ​ สู้กัน​มันส์นะ​ เเต่​ตัวร้ายน่ารำคาญเเละไม่น่าจดจำ​เลย​ สิ่งที่ดีที่สุด​ของหนังเรื่องนี้​คือฉากเเอ็คชั่น​ ดราม่า​ เเละ​การถ่ายภาพที่มีวิวทิวทัศน์​ที่สวยงาม​ จุดที่เป็นปัญหาที่ใหญ่มากคือการหลุดตัวเองออกมาจากการเป็นหนังเเอ็คชั่นเเละหนังศาสนาจนทำให้ดูไปรู้สึกเเปลกๆในบางช่วง เเถมสิ่งที่เป็นจุดด้อย​อย่างเเรงเลยคือซีจีที่ลอยหนักมาก​ นักเเสดง​ที่เล่นได้​เเข็งไปบ้าง​ เเละ​บทที่เดาได้ง่าย​ รวมเเล้ว​อาจไม่ใช่หนังที่สมบู​รณ์เเบบ เเต่​ว่าเป็นหนังที่สามารถดูเอามันส์ได้​อยู่

สรุป

ขนาดบทเฮอร์คิวลิสยังไม่ทำให้ใครดังได้เลย แม้แต่มีเดอะร็อคเล่นหนังก็ยังแป๊กอ่ะ 555 เลยทำให้นี่อาจเป็นโอกาสได้รับบทนำครั้งสุดท้ายแล้วล่ะสำหรับบุรุษกล้ามใหญ่คนนี้ เพราะหนังแทบไม่ให้โอกาสเขาได้แสดงอย่างอื่นเลยนอกจากหน้าหื่นกับหน้าเหยเกตอนเบ่งพลัง ส่วนนักแสดงคนอื่นก็ยังถือว่าโนเนมมาก ที่สำคัญการได้เห็น บิลลี เซน ที่เคยรับบทเศรษฐีจาก Titanic (1997) มากลายเป็นคิงบวมเบียร์ก็ชวนให้อเนจอนาถใจหนักเข้าไปอีก

The Curse of the weeping woman

หนัง HD

รีวิว The Curse of the weeping woman : คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้

ลาโรโยนา ผีตัวล่าสุดในจักรวาลคอนจูริ่ง ที่รอบนี้เจมส์ วาน ดึงเอาผีในตำนานปรัมปราของเม็กซิโกมาขยายเป็นหนังเรื่องยาว ต่างจากผีแม่ชี และ แอนนาเบลล์ 2 ผีตัวก่อนหน้าที่ดึงมาจากหนัง The Conjuring แล้วขยายออกมาเป็นภาคแยก หนังตกอยู่ในความรับผิดชอบของผู้กำกับหน้าใหม่ ไมเคิล ชาเวส ที่ไม่เคยกำกับหนังยาวมาก่อนเลยสักเรื่องเดียว แต่ก็ได้รับความไว้ว่างใจจากเจมส์ วาน ให้ประเดิมกับเรื่องนี้ แถมยังมั่นใจให้ ไมเคิล ชาเวส ไปสานต่อ The Conjuring 3 แทนตัวเขาเอง ที่กำกับทั้งภาค 1 และ 2 มาด้วยตัวเอง รีวิว The Curse of the weeping woman

เรื่องย่อ

เรื่องราว ลาโยโรนา หญิงร่ำไห้ วิญญาณร้าย เธอติดอยู่ในโชคชะตาอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเอง คำกล่าวขานเรื่องราวของเธอโด่งดังทั่วโลกมายาวนาน เมื่อยามมีชีวิต เธอกดลูกตัวเองจมน้ำจากความโกรธแค้น และกระโดดลงสู่สายน้ำอันปั่นป่วนขณะร่ำไห้อย่างเจ็บปวด ยามนี้ เธอร่ำไห้นิรันดร และหากใครที่ได้ยินเสียงเพรียกแห่งความตายยามค่ำคืนของเธอต้องพบจุดจบ เธอคืบคลานในความมืด เรียกร้องหาเด็ก ๆ เพื่อนำมาแทนที่ลูกของตน ยิ่งเวลาผ่านไปนับศตวรรษ ความปรารถนาของเธอกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น รุนแรงยิ่งขึ้น และวิธีการของเธอก็น่ากลัวยิ่งขึ้นทุกที ปี 1970 ที่ลอสแองเจลิส ลาโยโรนา แฝงกายในความมืด ติดตามเด็กชายที่ไม่สนใจฟังคำเตือนอันน่าขนลุกของนักสังคมสงเคราะห์สาวผู้เป็นมารดา ที่คาดว่าลูกของตนกำลังอยู่ในอันตราย ไม่ช้าเธอและลูกของเธอก็ถูกดึงเข้าสู่ดินแดนเหนือธรรมชาติสุดสะพรึง ซึ่งเธอคิดว่า ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเธอที่จะรอดจากความแค้นของ La Llorona อาจเป็นนักบวชผู้ไม่แยแสโลกและฝึกฝนเวทมนตร์เพื่อรับมือปีศาจนั่นเอง

ด้วยเหตุที่ ลาโรโยนา เป็นผีจากตำนานปรัมปรา หนังก็เลยเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของลาโรโยนา ในยุคอดีตกาลตอนที่เธอยังเป็นคนอยู่ ลาโรโยนา เป็นสาวสวยที่ตกหลุมรักกับเศรษฐีรูปงาม ได้แต่งงานและมีลูกชาย 2 คน แต่ไม่นานจากนั้นสามีก็ไปมีหญิงใหม่ และพามาหยามเธอถึงที่บ้าน

ทำให้ลาโรโยนาโกรธจัดจนขาดสติ ด้วยความคิดอยากจะประชดสามีจึงจับลูกชายทั้ง 2 กดน้ำตาย พอลูกตายสติกลับมา ลาโรโยนารู้สึกผิดกับบาปที่เธอได้ทำลงไป เลยกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย วิญญาณไมได้ไปผุดไปเกิด แต่กลับวนเวียนตามล่าเอาชีวิตเด็กเพื่อเอามาทดแทนลูกทั้ง 2 ของเธอ

หนังตัดมาในยุค 70s เล่าเรื่องราวครอบครัวของแอนนา เจ้าหน้าที่ศูนย์สังคมสงเคราะห์ในลอส แองเจลิส แอนนาดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวเม็กซิกันที่มีแพททริเซีย ผู้เป็นแม่และลูกชายอีก 2 คน ครอบครัวนี้บังเอิญไปต้องคำสาปของลาโรโยนา ที่กำลังตามเอาชีวิตลูกชายทั้ง 2 ของแพททริเซีย หนัง HDและด้วยความที่แอนนาไปพัวพันกับครอบครัวนี้ทำให้ ลาโรโยนา มาตามพยาบาทต่อถึงครอบครัวของเธอ ทำให้คริส และ แซม ลูกทั้ง 2 ของแอนนากลายเป็นเป้าหมายต่อไปของลาโรโยนา

หนังทำได้น่ากลัวมากในช่วงแรก กับการปูความสยองของลาโรโยนา ที่เริ่มคืบคลานมาสู่ครอบครัวของแอนนา ฉากหลอกหลอนหลาย ๆ ฉากถือว่ามีไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ทั้งฉากหลอกเด็กในรถเล่นกับกระจกหน้าต่างมือหมุน เป็นฉากสยองชวนลุ้นมาก และฉากหลอกเด็กริมสระน้ำที่ดึงเอาร่มกันฝนมาเป็นอุปกรณ์ผีหลอกได้เข่าท่าดี

สิ่งที่ชอบ

สิ่งที่โดดเด่นของ ‘คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้‘ ก็คงจะเป็นความสนุกในการสรรค์สร้างไอเดียการหลอกหลอนชวนขนหัวลุกได้ตลอดทั่วทั้งเรื่องนี่แหละ บางทีก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ไม่เคยเห็นแบบมาก่อนก็ทำให้ทึ่งได้

แม้เราจะพอรู้ว่า ฉากแบบนี้ เดี๋ยวมันต้องมาเว็บสตรีมหนังแต่เราก็อาจเดาไม่ถูกว่ามันจะมาตรงไหน ตอนไหน ภาพและเสียงที่ชวนให้นิ่งเงียบงันก่อนจะตกใจสุดขีด ขนาดกับคนไม่ค่อยจะตื่นกลัวกับผีในหนัง ไม่ค่อยจะสะดุ้งกับฉากตุ้งแช่

รีวิว The Curse of the weeping woman

สิ่งที่เสียดาย

ที่น่าเสียดายคือฉากเด็ด ๆ ที่น่ากลัวนี่เราได้เห็นกันหมดแล้วในตัวอย่างหนัง ฉากอื่น ๆ ก็ไม่ได้ชวนลุ้นเท่านี้แล้ว การออกแบบภาพลักษณ์ของลาโรโยนา ก็ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นผีหน้าขาวตาดำฟันดำอยู่ในชุดลูกไม้สีขาวเหมือนชุดเจ้าสาว พอเป็นชุดขาวแล้วจับไปอยู่ในมุมมืด ๆ ก็เอาไปประยุกต์ใช้ในฉากหลอนได้มาก แต่พอเข้าครึ่งหลัง ลาโรโยนา เริ่มปรากฏตัวบ่อยขึ้น แล้วไม่โผล่มาแบบวับ ๆ แวม ๆ อีกต่อไปแล้ว แต่มาแบบตัวเป็น ๆ โจ้ง ๆ เลย พออกมาถี่ขึ้น ความน่ากลัวก็ลดน้อยถอยลงไป แรก ๆ ยังปิดตาชวนลุ้น พอเข้าครึ่งหลังนี่นั่งดูได้เฉย ๆ แล้ว

ผีลาโรโยนานี่ถือว่าพ้นขีดจำกัดของผีทุกตัวในจักรวาลคอนจูริ่งไปแล้ว คือเธอมีร่างกายจับต้องได้ สามารถออกมากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับบรรดาเหยื่อได้ด้วย ด้วยความที่พลอตหนังไม่มีอะไรซับซ้อน ทำให้เล่าเรื่องได้ไม่มาก ตัวละครในหนังก็ไม่มาก หลัก ๆ ก็มีแค่แม่กับลูกทั้ง 2 หนังก็เลยจำต้องเดินหน้าไปด้วยฉากลาโรโยนาออกมารังแกเด็กไปทุก ๆ วัน หลัง ๆ ก็เลยเริ่มหมดมุก

ต้องหากินกับฉากมาตรฐานในหนังผี อย่างฉากในอ่างอาบน้ำที่เล่นกับแล้วไม่รู้กี่เรื่อง แล้วที่น่าหงุดหงิดก็คือ เด็กในเรื่องต้องรับหน้าที่ตัวละครไร้ความคิดแล้วทำเรื่องโง่ ๆ ที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม ตามตำนานเล่าไว้ว่า ผีลาโรโยนา ก่อนปรากฏตัวนี่ เหยื่อจะได้ยินเสียงของเธอเรียกหาลูกก่อน แต่ในหนังก็ไม่ได้เอาเสียงโหยหาของเธอมาใช้ ทั้งที่จุดเด่นนี้น่าจะเพิ่มความสยองของเธอขึ้นได้อีกมาก

โดยรวม

The Curse of La Llorona ไม่เพียงแค่เปิดตัวผีตัวใหม่ในจักรวาลคอนจูริ่งเท่านั้น ยังเปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่ ราฟาเอล ออลเวรา หมอผีเม็กซิกัน ราฟาเอล เป็นหมอผีที่ถูกสร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาเด่นชัด ฝีมือดี อุปกรณ์เยอะ ที่สำคัญชอบเล่นมุกตลกหน้าตาย พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบโทนเดียว ไม่ค่อยแสดงสีหน้าอาการทางหน้าตา

ดูแววแล้วราฟาเอลน่าจะต่อยอดไปมีบทบาทสำคัญในเรื่องต่อ ๆ ไปในจักรวาลคอนจูริ่ง เสียมากกว่าผีลาโรโยนาเสียอีก ส่วนความน่ากลัวของหนัง ให้อยู่ในระดับเดียวกับ The Nun ที่พอมีฉากให้ได้ลุ้นสะดุ้งชวนปิดตาอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นมีฉากลุ้นยาว ๆ ชวนจดจำอย่างใน Annabelle Creation ถ้าชอบหนังผี อยากลุ้นก็ได้ลุ้นครับ แต่ถ้าพลาดไปก็ไม่น่าเสียดาย

สรุป

ถ้าใครจะมาดูเอาสยอง หลอนๆ ไม่กล้าปิดไฟนอน นี่ก็อาจจะต้องเผื่อใจเอาไว้หน่อย แต่ถ้าใครขวัญอ่อน ไม่ชอบหนังตุ้งแช่ Jump scare เยอะๆ นี่ ก็อาจจะต้องหลีกเลี่ยงนิดนึง เพราะเรื่องนี้การหลอกมีแค่แบบนั้นแหละ ถึงยังไงก็ไปลองดูด้วยตัวเองได้ หนังเปิดรอบพิเศษ sneak preview ตั้งแต่ 13-16 เมษายน 62 ใครสนใจก็ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเลยจ้า

Pet Sematary

ดูหนัง HD

รีวิว Pet Sematary - กลับจากป่าช้า

นับว่าเป็นหนึ่งในบทประพันธ์ที่ได้รับความนิยมในระดับต้น ๆ ของสตีเฟน คิง ที่ผู้อ่านชื่นชมและยกให้เป็นนิยายที่ชวนขนหัวลุกมาก ทำให้นิยายถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในช่วงเวลาแค่ 3 ปีหลังนิยายออกขาย แม้ว่าหนัง Pet Sematary เวอร์ชั่นแรกในปี 1989 จะไม่จัดอยู่ในทำเนียบหนังจากนิยายของสตีเฟน คิง ที่ถูกใจแฟน ๆ นัก แม้ว่า pet sematary 1989 จะเป็นหนังน้อยเรื่องนักที่เจ้าตัวสตีเฟน คิง รับหน้าที่ดัดแปลงนิยายของเขาเป็นบทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง แต่หนังก็ยังมีฉากสยองที่อยู่ในความทรงจำมาตลอด รีวิว Pet Sematary

เรื่องย่อ

Louis Creed เขามีภรรยา Rachel และลูกสองคน Gage กับ Ellie พวกเขาได้ย้ายบ้านไปยังสถานที่แห่งใหม่ซึ่งมีสุสานสำหรับสัตว์อยู่ใกล้ๆ บ้านของเขา หลังจากเกิดอันน่าสลดใจขึ้นกับแมวของพวกเขา แมวตัวนั้นโดนรถบรรทุกชนโดยอุบัติเหตุ ทำให้ Louis ต้องฝังแมวตัวนั้นในสุสานสำหรับสัตว์นั้น แต่อะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป และนั่นอาจพิสูจน์ให้ Louis เห็นได้ว่าบางครั้ง ความตายอาจจะดีกว่าก็เป็นได้

ผ่านมา 30 ปี Pet Sematary ก็ได้ฤกษ์ถูกรีเมคอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่มีชื่อสตีเฟน คิง มาเกี่ยวข้องในงานเบื้องหลัง แต่เป็นหน้าที่ของ เจฟฟ์ บูห์เลอร์ มือเขียนบทหน้าใหม่มาแรง ที่เพิ่งมีผลงาน The Prodigy ออกฉายไปไม่นานนี้ และยังจะมี Jacob’s Ladder อีกหนึ่งบทประพันธ์ของสตีเฟน คิง ที่รอกำหนดฉาย
แล้วก็ยังมี Grudge หรือ จูออน ที่ถูกกลับมารีเมคอีกครั้ง จำชื่อเขาไว้ได้เลยคนนี้ขึ้นแท่นมือเขียนบทหนังสยองขวัญแห่งยุคนี้แล้ว เจฟฟ์ เล่าเรื่องราวในครึ่งแรกตามเนื้อหาในเวอร์ชั่นแรกเกือบจะเป๊ะ ๆ เล่าเรื่องครอบครัว “ครีด” ที่ย้ายถิ่นฐานจากบอสตันมาอยู่ในเมืองลัดโลว์ เมืองเล็ก ๆ ในรัฐเมน ด้วยเหตุจาก หลุยส์ ครีด ผู้พ่อเป็นแพทย์ที่ย้ายมาประจำการในเมืองนี้ ในครอบครัวยังมี เรเชล ภรรยาที่รับหน้าที่แม่บ้านดูแล เอลลี่ ลูกสาววัย 9 ขวบ และ เกจ ลูกชายวัยไม่น่าจะเกิน 2 ขวบ

บ้านของครอบครัวครีดดูโอ่อ่าใหญ่โตมาก เป็นบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่ามหาศาลกว่า 126 ไร่ แต่ด้านหน้าบ้านติดถนนหลวงที่มีรถบรรทุกวิ่งกันขวักไขว่ และเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ ครอบครัวหลุยส์มีเพื่อนบ้านเพียงหลังเดียวในละแวกนั้นคือ “จัด” ลุงแก่ ๆ ที่อยู่โดดเดี่ยวเพราะเมียป่วยตายไปนานมากแล้ว จัดมาสานสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวครีด ด้วยความเป็นคนเก่าแก่เลยรู้ประวัติความเป็นมาของพื้นที่ละแวกนี้เป็นอย่างดี หลังจากย้ายมาได้ไม่นาน “เชิร์ส” แมวเหมียวของเอลลี่ก็กลายเป็นเหยื่อของรถบรรทุก
ด้วยความที่เป็นแมวสุดรักของลูกสาว จัดเลยพาหลุยส์ไปยังสุสานโบราณของชนพื้นเมืองที่อยู่ในป่าลึก ด้วยพลังลึกลับของผืนป่านี้ทำให้เชิร์สกลับมามีชีวิตและกลับมาหาเอลลี่ในคืนนั้น แต่เชิร์สไม่ได้กลับมาในสภาพแมวที่น่ารักตัวเดิม กลับกลายเป็นแมวดุร้าย เริ่มกัดและข่วนคนในครอบครัว

หลังจากดูหนัง HDไต่ระดับจากแมวผี มาสู่เด็กผี ซึ่งตรงนี้เปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับที่เป็นลูกชายคนเล็ก มาเป็นเอลลี่ลูกสาวของครีดประสบอุบัติเหตุจากรถบรรทุกชนหน้าบ้าน ครีดซึ่งทำใจไม่ได้ก็นำลูกสาวไปฝัง เพื่อหวังให้ฟื้นกลับมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าการกลับมานี้ไม่ปกติ แต่เขาก็ยังฝืนทำลงไปโดยไม่บอกใคร
ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดความรู้สึกสูญเสียคนที่รัก จิตใจแตกสลายเศร้าเสียใจ จนยอมแลกให้ได้ลูกสาวกลับมาได้ดีไม่ต่างจากต้นฉบับ แต่สิ่งที่หนังทำให้แตกต่างคือ การเล่นใหญ่ จากฟื้นมาแค่ 1 กลับมี 2 3 4 ตามมา… ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแบบหักต้นฉบับไปเลย ทำให้หนังเปลี่ยนเป็นฉากจบอีกแบบที่ต่างไปมาก และเผลอๆ ขยายสเกลไปทำภาคต่อเป็นหนังซอมบี้บุกเมืองได้อีกต่างหาก…

จัดรู้สึกว่าเป็นความผิดของเขาที่แนะนำให้หลุยส์เอาเชิร์สไปฝังที่นั่น ทำให้หลุยส์ต้องเอาเชิร์สไปปล่อยไว้ไกล ๆ บ้าน แต่แล้วเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ครอบครัวครีดก็ต้องเสียสมาชิกในครอบครัวรายต่อไปให้กับรถบรรทุกที่วิ่งผ่านหน้าบ้าน และรอบนี้ถึงคิวของเอลลี่ ที่เรารู้ทันทีว่าหลุยส์จะตัดสินใจทำอย่างไรกับศพของลูกสาวสุดรักของเขา

หนังเลือกคงพลอตหลัก ๆ และตัวละครเดิมไว้ครบถ้วน รายละเอียดถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงท้าย มีการเพิ่มบทบาทของผี วิคเตอร์ ปาสเคา คนไข้ของหลุยส์ที่เขาไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ หนังออนไลน์และยังคงตามมาหลอกหลอนเขาอยู่บ่อยครั้ง และที่เพิ่มบทบาทมาอย่างมากคือ เซลดา พี่สาวของเรเชล ที่ตายไปในตอนที่เรเชลยังเด็ก

และเธอรู้สึกว่าเป็นตราบาปอยู่ในใจตลอดมา ถ้ามองว่าการเพิ่มบทบาทของเซลดาเข้ามานั้น ก็ช่วยเพิ่มดีกรีความสยองให้กับหนังได้อย่างมาก เพราะผีเซลดานี่ถือว่าน่ากลัวสุดแล้วในเรื่องนี้ แต่ถ้ามองถึงน้ำหนักที่มีผลต่อเรื่องราว ก็ต้องบอกว่าเซลดา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของหนังเลย เป็นแค่ผีในอดีตที่ตามหลอนจิตใจของเรเชลเท่านั้น

รีวิว Pet Sematary

จุดที่เปลี่ยน

จุดที่เปลี่ยนแปลงหนักหนาสุดก็คือการเปลี่ยนให้ เอลลี่ ลูกสาวคนโตกลายเป็นผีที่กลับจากหลุมศพ จากเดิมในหนังเวอร์ชั่นก่อนและนิยายต้นฉบับที่สตีเฟน คิง เขียนให้เกจ น้องชายคนเล็กเป็นเหยื่อรถบรรทุกและเป็นผีเด็กที่กลับจากป่าช้า ซึ่งทีมงานก็ให้เหตุผลในการปรับเปลี่ยนไว้น่าสนใจว่า การให้เอลลี่ที่เป็นเด็กวัย 9 ขวบรับหน้าที่ผีตัวหลักของเรื่องนั้น

เด็กโตสามารถสร้างสถานการณ์น่ากลัวได้มากกว่าเด็ก 2 ขวบ บวกกับการถ่ายทำที่จะต้องกำกับเด็กเล็กนั้นยากเกินไป แล้วจะต้องใช้ซีจีมาช่วยอีกในหลาย ๆ ฉากที่เด็กไม่สามารถแสดงได้ จากที่ดูก็เห็นพ้องตามนั้นจริง สาวน้อย เจเต ลอว์เรนซ์ ที่มารับบท เอลลี่ ตอนเป็นเด็กผู้หญิงก็ดูธรรมดาเผิน ๆ ไม่ได้เข้าตาโดดเด่นอะไรนัก แต่พอกลายร่างเป็นผีเด็กนี่ก็น่ากลัวดี

โดยรวม

ด้วยการที่เขียนเปิดช่องให้ใส่ฉากสยองได้มากขึ้น ทำให้ pet sematary เวอร์ชั่นนี้อัดแน่นไปด้วยฉากลุ้น ๆ ว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาให้สะดุ้งตอนไหน เน้นไปที่บรรยากาศความน่ากลัวมากกว่าจะเล่นกับฉากตุ้งแช่ ผีในหนังก็น่ากลัวทุกตัว ทั้งผีวิคเตอร์ ปาสคาล , ผีเซลดา , ผีเด็กเอลลี่ , ผีแมว ชอบที่หนังเลือกจะเล่นกับการคาดหวังคนดู ด้วยการคงฉากเฉือนข้อเท้าสุดหวาดเสียวจากเวอร์ชั่น 1989 มาหยอกเล่นในเวอร์ชั่นนี้

ให้คนดูลุ้นใจหายใจคว่ำว่าจะเหยื่อจะโดนเฉือนหรือยังตอนไหน ก็ถือว่าทีมงานชุดใหม่สามารถยกระดับความน่ากลัวของ pet sematary ขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่ละเลยไปก็คือความรู้สึกร่วมที่หลุยส์มีต่อลูกสาว ที่จะพาให้เราเข้าใจถึงความรู้สึกที่เขาเลือกฝืนกฏธรรมชาติพาลูกสาวไปฝังในสุสานโบราณ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร และที่อาจหาญมากที่สุด

ก็คือการเลือกเปลี่ยนฉากจบของหนังที่ไปไกลจากของเดิมมาก เรียกว่าเปลี่ยนแบบไม่เกรงใจสตีเฟน คิง เลย เพราะเจ้าตัวไม่ได้มาเกี่ยวข้องในเวอร์ชั่นนี้แล้ว น่าจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบกับฉากจบแบบใหม่นี้ ก็เป็นข้อดีสำหรับคนที่เคยดูเวอร์ชั่น 1989 แล้วได้ลองมาสัมผัสฉากจบแบบใหม่นี้ดู แล้วถามตัวเองว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน

สรุป

สำหรับคนที่ชอบหนังสยองขวัญ ก็ถือว่าเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องแปลกใหม่กว่าในยุคปัจจุบัน ที่กลายเป็นผีแนวคอนเจอริ่งไปซะหมด (แนวผีปีศาจโบราณ) ถ้าชอบความแตกต่าง ชอบเนื้อเรื่องแนวของสตีเฟนคิง ก็ตีตั๋วดูได้เลยครับ ไม่ดีเว่อร์ แต่ก็ไม่ผิดหวังสักทีเดียวในแนวสยองขวัญสั่นประสาท ที่เกลื่อนตลาดอยู่ทุกวันนี้

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

ดูหนัง HD

รีวิว สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ - Songkran Sabsatanlogun

นับว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในปีนี้ของผู้กำกับ พชร์ อานนท์ หลังจากปลายปีที่แล้วส่ง หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2018) ที่คาดว่าจะเป็นการปิดฉากแฟรนไชน์ภาพยนตร์ ซึ่งได้กระแสตอบรับจากแฟนหนังขาประจำค่อนข้างดีทีเดียว แม้ดีกรีความฮาจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง รีวิว สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

เรื่องย่อ

หลัง สมจริง จงจ้องหอย (สมจิตร จงจอหอ) นักมวยค่ายตัวเองต้องปราชัย เสือ ส. วาเลนไทน์ (น้าค่อม ชวนชื่น) เจ้าของค่ายมวยก็ดูจะหมดหวังกับการปั้นใครขึ้นมาแทน ยิ่งความแค้นทำให้พลั้งปากท้าส่งนักมวยไปต่อยกับค่ายของศัตรู (ตั๊ก บริบูรณ์) จนต้องปั้นนักมวยรายใหม่ขึ้นมา แต่จะเอาไอ้แหว่ง (บอล เชิญยิ้ม) เหยิน (นุ้ย เชิญยิ้ม) ก็ดูสิ้นหวัง หรือจะเป็นสองลูกชายสุดหล่ออย่าง ปีใหม่ (ยอร์ช ยงศิลป์) หรือ ลอยกระทง (นิก คุณาธิป) ก็ดูจะไม่เอาในทางมวยเสียเลย คงเหลือแต่ สงกรานต์ (โรเบิร์ต สายควัน) ลูกชายที่เคยถูกจับในวันบวช เป็นความหวังสุดท้าย แต่จะได้ชัยชนะหรือไม่คงต้องลุ้นกันเหนื่อยหน่อย
แล้วก็มาถึง สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ กับเรื่องราวของเจ้าของค่ายมวยที่นำแสดงโดย น้าค่อม ชวนชื่น ที่ต้องหาคนมาแข่งมวยเพื่อต่อลมหายใจค่ายให้อยู่ต่อได้ หลังจากที่ลูกชายนักมวยเพียงคนเดียวของค่ายได้แพ้ยับให้กับเสี่ยค่ายมวยคู่แข่งที่รับบทโดย ตั๊ก บริบูรณ์

แค่ชื่อของ ค่อม ชวนชื่น กับ ตั๊ก บริบูรณ์ ก็ช่วยการันตีความฮาได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะ ยิ่งพ่วงตามมาด้วย นุ้ย เชิญยิ้ม บอล เชิญยิ้ม และ โรเบิร์ต สายควัน ที่กระแสกำลังมา พร้อมกับนักแสดงเจ้าประจำของมุกตลกทำนองนี้อีกหลายคน เช่น สมจิตร ผัดไท หยอง ลูกหยี สุเทพ สีใส และ ดาว ขำมิน ด้วยแล้วเนี่ยมันต้องฮายกกำลังแน่ๆ

คือถ้าอยู่ในรายการเล่นตลกโปกฮาพาอารมณ์ดีตามทีวีหรือช่องยูทูบแล้ว ดาราตลกชั้นนำของไทยเหล่านี้ไม่น่าจะทำให้คนดูกลุ่มเป้าหมายผิดหวัง อย่างน้อยก็ต้องฮาเหมือนที่นั่งดูทีวีอยู่ที่บ้าน ดูยูทูบผ่านมือถือบนรถเมล์รถไฟฟ้าหลังเลิกงานกลับบ้านฆ่าเวลาการคมนาคมอันสาหัสของกรุงเทพฯ แบบนั้นน่ะไม่ทำให้ผิดหวังแน่ๆ

แต่พอเป็นหนังที่ต้องซื้อตั๋วเข้าไปดู และภายใน 2 ชั่วโมงในโรงหนังมันก็มีต้นทุนที่แพงกว่าค่าไฟทีวีหรือค่าเน็ตมือถือ การเลือกดูหนังโรงที่มุ่งแต่เล่นมุกกลุ่มนี้เลยเป็นความเสี่ยงอย่างที่สุดถ้าหวังผลว่ามันจะเป็นหนังที่มีเรื่องมีราวให้จับต้องได้จริงจัง และถึงจะคาดหวังแค่ในมุมของความตลกมันก็ยังเสี่ยงในระดับปัจเจกของแต่ละบุคคลอยู่ดีในเรื่องมุกเรื่องความตลกที่มันเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวจริงๆ

ส่วนตัวแล้วกับหนังประเภทนี้ไม่ว่าจากค่ายไหนหรือใครกำกับก็จะมีทั้งที่ชอบบ้าง สนุกร่วมบ้าง น่าเบื่อบ้าง และก็มีที่ไม่ชอบใจบ้างเวลาเห็นหนังที่มันเละเทะ เห็นความหละหลวมไม่ใส่ใจในการสร้างสรรค์อย่างชัดเจน จนรู้สึกเสียดายโอกาสสำหรับคนอื่นๆ ที่ทำได้ดีและตั้งใจทำมันให้ดีได้มากกว่านี้

และบางครั้งก็รู้สึกโกรธแทนคนที่พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อให้ได้ทำหนังดีๆ สักเรื่อง แต่โอกาสมันไปอยู่ในมือของคนที่ทำหนังออกมาส่งๆ ซึ่งต้องพูดตรงๆ ว่ารู้สึกอย่างนั้นกับหนังของ พจน์ อานนท์ และคนทำหนังไทยอื่นๆ อยู่หลายเรื่อง ในปีนี้ก็อย่างเช่น รักไม่เป็นภาษา (ทีมไข่กวน | 2019) และ สิ้นสามต่อน (บั้งไฟทีม | 2019) ไม่ว่าจะตั้งใจทำออกมาให้ดีแล้วขนาดไหนก็ตาม

แต่ สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ไม่มีความเละเทะให้เห็นเท่าไหร่แฮะ อาจเป็นเพราะเข้าไปนั่งดูด้วยสายตาที่จำกัดความว่ามันเป็นหนังต่อมุกไม่เอาเรื่องราวอะไรและมองข้ามเรื่องของความใส่ใจต่อตัวบทไปแล้ว แต่ความไม่เละเทะก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกหรือเป็นที่น่าจดจำนะ กลายเป็นความเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ขำบ้างเบื่อบ้างเสียมากกว่า

สายตาส่วนหนึ่งก็หลบไปมองที่งานสร้างที่เลือกสถานที่ถ่ายทำได้น่าดู และการถ่ายภาพที่หลายช็อตหลายฉากจัดว่าไม่ขี้เหร่ ถึงจะไม่ได้ถึงขั้นพิถีพิถันออกแบบให้ขับเน้นเรื่องราว แต่ก็ไม่ได้แตกพร่าน่าเกลียดอย่างช็อตโดรนหรือช็อตกลางคืนแตกๆ มัวๆ ที่หนังไทยหลายเรื่องถ่ายลวกๆ มาใช้ ซึ่งเท่าที่สังเกตดูหนังเรื่องนี้ค่อนข้างใส่ใจไม่ปล่อยผ่าน

ถ้าแบ่งให้อยู่ในประเภทหนังรวมมุกตลกคาเฟ่ หนังเรื่องนี้ก็พอที่จะตามตูดไปวัดไปวาท่ามกลางหนังในกลุ่มเดียวกันได้ คือดีมากแล้วที่พอได้ดูหนังก็ไม่ได้สร้างความน่าหงุดหงิดใจอะไร ไม่ผิดหวังก็เพราะไม่ได้คาดหวัง ถึงหนังจะให้พื้นที่เล่นมุกมากกว่าจะเล่าเรื่องราวของตัวละครมากไปหน่อยจนหลายครั้งน่าเบื่อ แต่ก็ไม่มีจุดที่ไม่ชอบใจชัดๆ เหมือนหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของพจน์อย่าง หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2018) ที่ส่วนตัวแล้วไม่ชอบความเละเทะเลย ถึงจะมีหลายอิลิเมนต์ความคัลท์ที่ชอบอยู่

จริงๆ ก็ชอบหนังอย่าง หอแต๋วแตก (2007) กับ โป๊ะแตก (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา | 2010) นะ มันบ้าบอบันเทิงดี แต่บางทีถ้าเข้าไปดูหนังพวกนี้แล้วไม่ตลกเราอาจจะหลับใส่ได้แบบไม่เสียดายความคาดหวังอะไรไปมากกว่าการเสียดายเงิน ไม่ต้องรอดูให้จบเพื่อเอาเนื้อหนังไปชวนเพื่อนถกถึงประเด็นนั้นมุมมองนี้กันต่อ เพราะหนังมันไม่ค่อยจะมีให้ หรือหลายครั้งคนทำจะปกป้องตัวเองว่ากูใส่ประเด็นดีๆ ในหนังและพยายามจะยื่นให้แล้วนะเว้ย ทำไมไม่เห็นกันบ้างวะ ก็เพราะเมื่อเล่าออกมาด้วยท่าทีที่ดูไม่จริงจังกับประเด็นอะไรทั้งนั้น คนดูก็ไม่พร้อมที่จะซีเรียสตามเรื่องตามราวได้

ความคิดที่ว่า ‘หนังที่เล่นตลกสังขารและทรีตกะเทยให้เป็นตัวตลกดูไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย’ เป็นสิ่งที่เห็นด้วย หนังของพจน์ก็มักจะเป็นการรวมกลุ่มนักแสดงที่สังขารขั้วตรงข้ามกันเพื่อบาลานซ์ความตลกหลายๆ แบบเพื่อดึงดูดคนดูให้หลากหลายกลุ่ม

ทั้งกลุ่มแรกที่ใช้ความตลกน่าหัวเราะของนักแสดงที่ใช้สังขารที่มีทั้งอาศัยสังขารที่เป็นอยู่สร้างความตลก และมีทั้งเปลี่ยนตัวตนและร่างกายให้พิการหรือผิดจากเพศสภาพตัวเอง ซึ่งอาจเป็นทั้งดาราตลกดาวเด่น เน็ตไอดอล หรือคนดังข้ามคืนที่กำลังมีกระแส และกลุ่มที่ 2 ที่อาศัยความตลกน่าเอ็นดูจากความเป็นนักแสดงวัยรุ่นใสๆ ดาราดังสาวสวยสายเสน่ห์ ซึ่งทั้งสองกลุ่มก็มีทั้งที่เป็นดาราแม่เหล็ก ดาราลูกหม้อ และเด็กปั้นในสังกัดคนใหม่ๆ โผล่มาตลอดๆ และทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำเสนอความตลกเป็นหลัก

นอกจากดูหนัง HDจะสร้างบทที่ใช้บ้างด้นบ้างมาเพื่อรองรับมุกแล้ว นักแสดงในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นตัวรองรับมุกเช่นกัน บางคนอาจจะเป็นจานแก้วที่พอจะมีมุมใสๆ งามๆ น่ามองให้ชม และบางคนก็อาจเป็นถึงกระโถนรองรับเสียงหัวเราะรดหน้า ขณะนั่งดูหนังเรื่องนี้ก็พลางสังเกตคนดูซ้ายขวาและข้างหลังว่าส่วนใหญ่พวกเขาจะยิ้มแย้มเมื่อเห็น พิงกี้ สาวิกา นิก คุณาธิป หรือ ยอร์ช ยงศิลป์ โผล่มา และทำหน้าเหยเกเมื่อเห็นหน้านักแสดงอย่าง โรเบิร์ต สายควัน หรือ สิตางศุ์ สะบัดต่อไม่รอแล้วนะ ในระยะใกล้ๆ สิ่งเดียวที่ต้องทำให้คนดูเหล่านั้นยิ้มให้คุณได้คือคุณต้องทำตัวให้ตลกให้ได้

การที่จะสร้างเสียงหัวเราะก็มีหลายวิธี เช่น นุ้ย เชิญยิ้ม และ บอล เชิญยิ้ม มีเทคนิคในการแต่งหน้าช่วยให้ฟันเหยินและปากแหว่งผิดปกติเพื่อแสดงความตลก แต่ โซเฟีย ลา หนูรัตน์ และ สิตางศุ์ ต้องอาศัยสังขารตัวเองเป็นอุปกรณ์สร้างความตลกเสียส่วนใหญ่ ซึ่งคนหลังเหมือนมาทำหน้าที่แทน ไข่มุก ซุป’ตาร์ ที่เคยต้องมารองรับอะไรแบบนี้

ยังคงน่าเสียดายที่คุณค่าเดียวของนักแสดงอย่างพวกเธอคือการมีตัวตนในหนังเพื่อให้คนดูหัวเราะใส่ มากไปกว่าการมีตัวตนอยู่และได้แสดงออกเพื่อเป็นตัวแทนสื่อถึงสิ่งอื่นที่เป็นชีวิตบ้าง และน่าเศร้าที่ดูไม่มีแววว่าจะเป็นไปได้มากกว่านี้ในเร็ววัน

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าไม่มีหนังแบบนี้ หนังเนื้อดีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายแมสหรืออินดี้ก็ไม่ค่อยจะมีพื้นที่ให้พวกเธอได้โลดแล่น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านตัวตนจริงๆ หรือด้วยบทบาทที่พวกเธอสามารถเป็นได้ในโลกภาพยนตร์ไทย หนังของ พจน์ อานนท์ จึงเป็นเวทีสำคัญหนึ่งที่ให้โอกาสพวกเธอได้ขึ้นโชว์
เคยคิดว่าการทำหนังถ่ายทอดสดแบบนี้เป็นการดูถูกคนดูเกินไป และยังคิดว่าหนัง สงกรานต์ฯ แบบนี้ที่เก็บเอาไว้ดูสงกรานต์ปีหน้าก็ไม่เป็นไร เพราะมันทำงานกับเราแค่ให้ขำในช่วงเวลาที่นั่งดูเท่านั้นแหละ มันไม่ได้ตั้งใจจะเชื่อมโยงไปถึงอารมณ์ความรู้สึกเราปลอบเรากอดเราที่เวลาเจอเหตุการณ์อะไรแล้วจะกลับมานึกถึงมัน

แต่มันเชื่อมโยงด้วยมุกอย่างควันเสพยา มุกแทะฟันปลอม มุกแขนหนุนนม และเพลงอย่างบักแตงโม หรือเลิกคุยทั้งอำเภอฯ แต่หลังจากนั้นมันจะไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตเรา ถึงผมจะชอบดูหนังไทยทุกรูปแบบ แต่ผมก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักที่หนังตั้งใจเข้าถึง เรากำลังพูดแทนคนดูอีกกลุ่มหนึ่งมากไปหรือเปล่า
รีวิว สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

คือเอาเข้าจริงคนดูที่เราพูดเหมือนจะปกป้องเขานั่นแหละคือฐานกำไรสำคัญที่ทำให้ยังมีหนังแนวนี้อยู่ คือถ้าใครบอกว่ามันเป็นหนังที่คนทำดูถูกคนดูก็เหมือนเป็นการแสดงออกว่าผู้พูดกำลังดูถูกคนดูกลุ่มที่เป็นแฟนของหนังแนวนี้เช่นเดียวกัน ว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับที่คนมีการศึกษาดูถูกสิทธิ์เสียงของคนรากหญ้าต่างจังหวัดอยู่เหมือนกันนะ

ซึ่งตามความเป็นจริงในสากลโลกแล้วไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็มีหนังแนวนี้อยู่และมันขายได้เพราะมีคนที่เติบโตมาจากพื้นฐานทางสังคมที่หลากหลายและคนส่วนหนึ่งพร้อมที่จะดูมัน เป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานของเศรษฐศาสตร์ แต่ก็ใช่ว่าคนทำหนังจะไม่สามารถพัฒนาหนังตามแนวทางของตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อให้คนดูพัฒนาตามไปด้วยได้น่ะนะ

มาถึงตรงนี้ก็เกิดคำถามที่ว่า..แล้วกลุ่มแฟนหนังของ พจน์ อานนท์ หายไปไหน เมื่อผู้กำกับหนังที่เขาชื่นชอบถูกโจมตีแทบทุกครั้งที่หนังออกฉายขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่ากลุ่มคนดูเป็นชาวบ้านๆ ต่างจังหวัด เป็นเด็กแว้นเด็กสก๊อยก็พบได้มากมายในโลกโซเชียลมีเดีย แต่พอหนังพจน์โดนยำเละตามเพจต่างๆ กลับไม่ค่อยจะเห็นมีใครมาออกโรงปกป้องเหมือนเวลาที่คนโจมตีเรื่องแว้นรถเสียงดัง เรื่องยกพวกตบตีกันที่ออกมาปกป้องวิถีและรสนิยมของกลุ่มสังคมตัวเอง หรือหนังไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าหวงแหนหรือน่าใส่ใจสำหรับพวกเขา หนังบางเรื่องก็แค่สิ่งบันเทิงไปวันๆ ในเมื่อให้ความบันเทิงได้ไม่แตกต่างไปจากสื่ออื่นที่มีอยู่ทั่วไป

หรือจริงๆ แล้วใครกันแน่ที่ดูหนังของพจน์ อานนท์? อาจมีกลุ่มคนดูในเมืองใหญ่ไม่น้อยที่ไม่เปิดเผยตัว คงได้แต่นั่งออฟฟิศจิบสตาร์บัคดูหอแต๋วแตก และปล่อยให้รสนิยมการดูหนังที่ถูกมองเหยียดตกไปเป็นของคนต่างจังหวัด และกลุ่มคนที่ถูกมองว่าบกพร่องทางการศึกษาไป เป็นไปได้หมด

ภาพรวม

แต่ถึงอย่างไรหนทางที่จะทำให้ภาพรวมของหนังไทยนั้นหลากหลายขึ้นทั้งเรื่องราว ประเภทหนัง แนวการเล่า และคุณภาพไม่ใช่การไปห้าม พจน์ อานนท์ ไม่ให้ทำหนังภาคต่อแบบ หอแต๋วแตก ห้าม หม่ำ จ๊กมก ไม่ให้ทำหนังแบบ สิ้นสามต่อน (2019) หรือห้าม ยอร์ช ฤกษ์ชัย ไม่ให้ทำหนังแบบ คุณนายโฮ (2012) ซึ่งเป็นหนังในแบบที่พวกเขาสนุกที่จะทำมันขึ้นมา และคนดูที่สนับสนุนพวกเขาก็สนุกกับหนังในแบบที่เขาอยากดู และการห้ามมันก็เป็นการริดรอนสิทธิ์และอิสระในการเสพและการสร้างสรรค์ไม่ต่างกับการแบนหรือเซ็นเซอร์หนังที่เราเฝ้าก่นด่าหน่วยงานรัฐ

สรุป

พจน์ อานนท์ ไม่ได้เป็นศูนย์กลางปัจจัยที่ทำให้หนังไทยไม่พัฒนาหรือไม่ถูกเหลียวแล ไม่ใช่เลย คนทำหนัง นายทุน คนทำธุรกิจโรงหนัง รัฐบาล และคนดูหนังต้องช่วยกันสนับสนุนการทำหนังที่กำลังค่อยๆ หลากหลายและมีคุณภาพอื่นๆ ให้จริงจังและจริงใจ ขณะเดียวกันก็ต้องอ้าแขนยอมรับหนังแบบ พจน์ อานนท์ และหนังอื่นที่ถูกมองว่าแย่ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในนามของหนังไทยด้วย ไม่ต้องถึงขนาดกับโอบกอดปกป้องหรอก มีติบ้าง ด่าบ้าง และชมบ้างก็ได้ และอย่างน้อยก็จริงใจที่จะให้หนังเหล่านี้ยังคงเป็นหนึ่งในความหลากหลายของหนังไทยและเติบโตงดงามไปด้วยกัน

The Queens Corgi

ดูหนัง

รีวิว The Queens Corgi - จุ้นสี่ขาหมาเจ้านาย

แรกเริ่มเดิมทีจากตอนแรกที่ได้เห็นหน้าหนังโดยไม่เคยศึกษาแบ็คกราวน์มาก่อน ก็ต้องบอกว่าดูจะเป็นแอนิเมชันโหล ๆ เรื่องหนึ่งในตลาด แต่อย่างไรก็ตาม The Queen’s Corgi อยู่ ๆ ก็มีความน่าสนใจตรงที่มันเป็นสุนัขทรงเลี้ยงคู่ใจของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Julie Walters) ซึ่งอิงลิชชนต่างรู้จักกันดีจนคุ้นตาอยู่แล้วกับ คุณเร็กซ์ (Jack Whitehall) สุนัขสายพันธ์ุคอร์กี้ตัวแสบ ที่มักจะติดตามพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทบจะทุกที่ พอมาทำเป็นแอนิเมชันจริงจังแล้วมันมีกิมมิคให้พูดถึงเยอะกว่างาน original screenplay รีวิว The Queens Corgi

เรื่องย่อ

The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย อนิเมชั่นสุดเลิฟที่พกความน่ารักมาเกินร้อยด้วยแรงบันดาลใจที่มาจากสุนัขทรงเลี้ยงสายพันธุ์คอร์กี้ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กับเรื่องราวการผจญภัยของเจ้าคอร์กี้ตัวแสบ เร็กซ์(แจ็ค ไวท์ฮอล) หลังจากพลัดหลงกับองค์ราชินี (จูลี่ วอลเทอร์ส)และเข้าไปพัวพันอยู่ท่ามกลางสนามรบของแก๊งอันธพาล 4 ขา ที่มีทุกเพศ ทุกวัย และทุกสายพันธุ์แต่การผจญภัยเพื่อหาทางกลับไปสู่อ้อมกอดของราชินีนั้นกลับทำให้เร็กซ์ได้ค้นพบตัวเองและรู้จักถึงความรักที่เขาไม่เคยสัมผัส

สำหรับ The Queen’s Corgi เป็นเรื่องราวการผจญภัยของคุณเร็กซ์ สุนัขที่ได้ชื่อว่าเป็นท็อปด็อกและเป็นที่รักของราชวงศ์อังกฤษ ผู้ซึ่งเติบโตมาด้วยการถูกสปอยมากมายจนหลงไหลได้ปลื้มกับความเป็นท็อปด็อก แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเร็กซ์พลัดหลงกับองค์ราชินีจนไปพัวพันกับแก๊งน้องหมาจรจัดหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งน้องหมาพี่เบิ้มสายอันธพาลข้างถนนที่พร้อมจะขย้ำ คุณเร็กซ์ ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตามดูหนัง ระหว่างทางที่คุณเร็กซ์ ได้มีโมเมนต์ไปคลุกวงในกับน้องหมาจรนั้น ก็ได้บทเรียนชีวิตครั้งใหม่ และคราวนี้เองที่ คุณเร็กซ์ จะได้ตกหลุมรักใครบางคนอย่างคาดไม่ถึงด้วย

ตัวหนังได้ 2 ผู้กำกับคู่หูอย่าง Ben Stassen และ Vincent Kesteloot ซึ่งคร่ำหวอดในสายแอนิเมชันมาตลอด รวมทั้งมือเขียนบทแท็คทีม Rob Sprackling และ Johnny Smith จาก Gnomoe and Juliet (2011) มารับหน้าที่ในโปรเจ็กต์น่ารัก ๆ นี้ด้วย ซึ่งมองในภาพรวมคีย์แมนในทีมสร้างของ The Queen’s Corgi ที่ใช้งบอยู่เพียง 20 ล้านเหรียญฯ นั้นก็ต้องบอกว่าเป็นการ์ตูนที่อาจโฟกัสไปที่การสนองนี๊ดของแฟนคลับ คุณเร็กซ์ มากกว่า และจะว่าไปโปรแกรมหนังด้วย mood and tone และกลิ่นอายแบบบริติช รวมทั้งแบ็คกราวน์ที่คนดูรู้จักอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในสภาวะกดดันมากเท่าไหร่

The Queen’s Corgi ออกสตาร์ทได้หวือหวา โดยเฉพาะการพยายามปูเอกลักษณ์ให้บรรดาสุนัขทรงเลี้ยงของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ออกมาอย่างชัดเจน ความภาคภูมิใจในการเป็นท็อปด็อกเสียเต็มประดาของคุณเร็กซ์ วิวัฒนาการการเติบโต การที่อยู่ ๆ ก็เข้ามาเป็นที่รักของควีน ก็ทำให้สุนัขบางตัวในกลุ่ม เริ่มแสดงความไม่พอใจที่ถูกแย่งความรักไป

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจุดหนึ่งที่ทำได้โดดเด่นจนลืมข้อบกพร่องอื่น ๆ ไปได้มากโขเลยก็คือการดีไซน์แคแร็คเตอร์ของน้องหมาในเรื่อง ยิ่งหากศึกษาความเป็นมาของเจ้าคอร์กี้นี่มาก่อนนี่บอกเลยว่า รู้สึก ฟิน และเติมเต็มมาก ๆ เพราะแทบจะถอดแบบกับตัวจริงมาแบบเป๊ะ ๆ เลย

อย่างไรก็ตาม The Queen’s Corgi ก็ยังมีการเดินเรื่องที่ค่อนข้างติด ๆ ขัด ๆ เป็นบางช่วง โดยเฉพาะครึ่งแรก ที่จากความหวือหวากับน้องหมากลายเป็นการ์ตูนที่ชวนง่วงซะงั้น อาจเป็นเรื่องแก๊กและมุกที่หนังพยายามสอดแทรกเข้ามาในเรื่อง บางมุกก็เป็นมุกที่เฉพาะคนอังกฤษเข้าใจ รู้สึกได้ถึงความพยายามที่จะทำให้สนุก แต่ยังไม่ไหลลื่นพอ จะพอแก้ตัวได้ก็พาร์ทการผจญภัยโลกภายนอกของ คุณเร็กซ์ นั่นแหละ ที่เริ่มมีสีสันกลับมาให้ติดตามบ้าง

ถึงตรงนี้รู้สึกว่าท้ายที่สุดหนังยังทำได้ดีในเรื่องของการให้แง่คิด บทเรียนและมุมมองที่เปลี่ยนไปของ คุณเร็กซ์ กับภาพจำความเป็นท็อปด็อกและศักดิ์ศรีอีโก้มากมายที่ถูกแทนที่ด้วยมิตรภาพดี ๆ และความจริงใจโดยไม่อิงสถานะมากกว่า เรียกว่าก็ยังหาทางลงได้ประทับใจในระดับสอบผ่านเฉียดฉิว เหมาะกับการพาคุณหนู ๆ ไปเพลิดเพลินกับความน่ารักของน้องหมาที่ตบเท้ามาสร้างรอยยิ้มตลอดทั้งเรื่องแบบไร้พิษภัย

รีวิว The Queens Corgi

บทวิจารณ์

ถือได้ว่า The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย เป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นเรื่องใหม่ ที่ทำออกมาได้ดีทีเดียว ลำดับภาพ การลงสี ความต่อเนื่องของเหตุการณ์เป็นไปด้วยดี ไม่มีฉากไหนที่รู้สึกขาดตอน โดย The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย นั้นมีบางส่วนที่อ้างอิงจากเรื่องจริง คือ ควีนอลิซาเบธที่ 2 ทรงโปรดสุนัขทรงเลี้ยงสายพันธุ์คอร์กี้มาก ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
 
และเคยมีคนในวังซุบซิบกันว่า คุณๆ คอร์กี้ทั้งหลายเป็นข้อยกเว้นของทุกกฎที่มีในวัง ทั้งนี้เป็นเพราะควีนทรงเคร่งครัดกับกฎและธรรมเนียมปฏิบัติมากๆ ใครที่ไม่เป๊ะจริงนี่ถือได้ว่าอยู่ยาก แต่ถ้าเป็นคอร์กี้ทรงเลี้ยง จะเล่นสนุกหรือทำข้าวของพังเสียหายอย่างไร ควีนก็ไม่ทรงกริ้ว แถมยังทรงสรวลบ่อยครั้งที่ได้พบกับพวกเขา
 
The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย มีบางฉากที่ต้องใช้จินตนาการในการดูอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าอาจจะดูโอเวอร์ไปสำหรับผู้ใหญ่ แต่เท่าที่ดูจากเด็กน้อยในโรงภาพยนตร์เดียวกัน ต้องบอกได้เลยว่าได้ใจเด็กๆ ไปเต็มๆ ราวกับว่าเรื่องราวของ The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย ได้ดึงเด็กๆ เข้าไปวิ่งเล่นกับเหล่าบรรดาน้องหมาทั้งหลายในเรื่อง
 
นอกจากความน่ารักแสนรู้ของสุนัขตัวป่วนในเรื่อง The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย แล้ว เรายังรู้สึกว่า ผู้สร้างอยากจะสื่อสารให้คนดูได้รู้ว่า ถ้าหากเราคิดจะเลี้ยงสัตว์ ก็ควรจะคิดให้รอบคอบ ดูแลพวกเขาให้ดี เพราะหากปล่อยทิ้งขว้าง ชะตากรรมของเหล่าน้องหมาก็ไม่รู้จะไปตกระกำลำบากอย่างไร ยังดีที่เมืองไทยอุณหภูมิไม่หนาวจัดมาก แต่ที่อังกฤษอากาศนั้นเย็นยะเยือก โดนเฉพาะในฤดูหนาว หากสัตว์เลี้ยงไม่ได้อยู่ในตัวอาคาร ก็สามารถหนาวตายได้ แต่ในสถานรับเลี้ยงสุนัขก็ไม่ใช่ว่าจะดีและปลอดภัยเสมอไป พวกน้องหมาขาดบ้านอาจต้องเผชิญหน้ากับสุนัขอันธพาลเจ้าถิ่น จนโดนทำร้ายร่างกายได้เช่นกัน
 
ดังนั้น เราควรเอาใจใส่และคิดให้รอบคอบ ว่าเรามีศักยภาพในการเลี้ยงดู และจะดูแลพวกมันได้ตลอดรอดฝั่ง ก่อนที่จะตัดสินใจรับสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วยที่บ้าน ไม่ใช่แต่เฉพาะน้องหมา แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยงทุกชนิด

สรุป

ถ้าหากว่าเด็กๆ อยากดูหนังสนุกๆ ในช่วงปิดเทอมใหญ่ The Queens Corgi จุ้นสี่ขา หมาเจ้านาย ก็เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง เพราะมีแง่คิดคติสอนใจหลายอย่าง ช่วยทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะชีวิต เพื่อที่จะเอาตัวรอดได้ในสังคม แถมภาพและเสียงยังทำออกมาได้ละมุนสุดๆ เนื้อหาเข้าใจง่าย น่าติดตาม ส่วนผู้ใหญ่ก็สามารถดูได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนรักน้องหมานี่น่าจะฟินเลยล่ะ

Godzilla: King of the Monsters

ดูหนัง

รีวิว Godzilla King of the Monsters - ก็อดซิลล่า 2 ราชันแห่งมอนสเตอร์

ท่าทางจะประตูบานใหญ่ที่ตั้งใจเปิดออกสู่ “Monsterverse” ดูจะมีวี่แววไม่ดีเสียแล้ว กับโปรเจกต์สำคัญของค่ายลีเจนดารี่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ที่คาดหวังจะมีจักรวาลเป็นของตัวเอง ด้วยการซื้อสัญญาร่วมกับโตโฮ ค่ายหนังใหญ่ของญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของตัวประหลาดยักษ์มากมายในจักรวาลก็อดซิลล่าของเขา ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ยุค 60s หลังจากปูทางมาตั้งแต่ Godzilla (2014) ต่อเนื่องมาถึง Kong : Skull Island (2017) แล้วก็ถือโอกาสเปิดตัวเต็ม ๆ ว่านี่คือการเปิดจักรวาลสัตว์ประหลาดยักษ์ ด้วยการดึงเหล่าตัวประหลาดยักษ์ของโตโฮมาโชว์โฉมกันเพียบทั้งก็อดซิลล่า , คิงกิโดราห์ , ม็อธร่า และ โรดัน แถมยังมีอีกหลายตัวที่มาเดินโชว์โฉมแต่ไม่ได้มีการแนะนำชื่อเสียงเรียงนามให้ได้รู้จัก รีวิว Godzilla King of the Monsters

เรื่องย่อ

เรื่องราวครั้งใหม่นี้กล่าวถึงความพยายามของ โมนาร์ซ สถาบันวิจัยสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่ไม่สามารถระบุได้ เมื่อเหล่าสมาชิกในองค์กรต้องพบกับการต่อสู้กันระหว่างเหล่ามอนสเตอร์ยักษ์ ก็อตซิลล่า ปะทะกับ มอธร่า, โรแดน และคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง คิงกิโดร่า เหล่าสัตว์ประหลาดโบราณไม่เป็นเพียงแค่ตำนาน พวกมันฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จึงต้องต่อสู้กันเพื่อความเป็นสุดยอด สะเทือนถึงการดำรงอยู่ของเผ่าพันธ์มนุษย์ที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเต็มที

หนังสานต่อเรื่องราวจาก Godzilla (2014) ตามช่วงเวลาจริง หนังเว้นห่างกัน 5 ปี เหตุการณ์ในหนังก็ห่างกัน 5 ปี หลังจากการปรากฏตัวของ ก็อดซิลล่า วิทยาการขององค์กรโมนาร์ชก็พัฒนาขึ้น สามารถค้นเจออสูรยักษ์ที่หลบซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโลกได้ถึง 17 ตัว และภายในช่วง 5 ปีนี่ ดร.เอ็มม่า ก็สามารถพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถสร้างคลื่นความถี่ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับอสูรยักษ์ได้ เรียกอุปกรณ์นี้ว่า “ออการ์”

ในระหว่างที่ใช้ออการ์สื่อสารกับม็อธร่า โจนาห์ อลัน หัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายก็มาชิงออการ์และจับตัว ดร.เอ็มมา กับเมดิสัน ลูกสาวไป และใช้ออการ์ในการปลุกอสูรยักษ์ทั่วโลก ทำให้ก็อดซิลล่าต้องลุกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อกำราบเหล่าอสูรยักษ์ทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ คิงกิโดร่า มังกร 3 หัว คู่ปรับตลอดกาลของก็อดซิลล่า ที่รอบนี้เล่นเอาพี่ก็อดเกือบแย่อยู่หลายครั้ง

หลังจาก Godzilla (2014)ออกฉาย ก็มีเสียงบ่นจากผู้ชมว่าได้เห็นตัวก็อดซิลล่าน้อยเกินไปไม่จุใจเลย ทางค่ายก็รับฟังเสียงจากผู้ชม มาถึง Godzilla: King of the Monsters ก็เลยจัดให้แบบสะใจกันไปเลย หนังปูเรื่องเพียงแค่ 10 นาที บรรดาอสูรยักษ์ก็ทยอยกันปรากฏตัว พี่ก็อดก็ออกมาพะบู๊กันตั้งแต่ต้นเรื่องไปเลย ทำให้บรรยากาศของภาคนี้ดูห่างไกลจาก Godzilla (2014)ไปมาก

แม้นี่คือดูหนังภาคต่อเนื่องกัน จากภาคที่แล้วเห็นก็อดซิลล่ากันแบบวับ ๆ แวม ๆ มืด ๆ ภาคนี้ก็เลยมายืนจังก้าให้เห็นกันเต็ม ๆ ไป เน้นขายเหล่าอสูรยักษ์ตีกันแบบจริงจัง แม้ว่าในเทรลเลอร์บอกว่าโมนาร์ชค้นพบอสูรยักษ์ทั่วโลก 17 ตัว แต่ก็มีบทบาทจริง ๆ แค่ 4 ตัวหลักคือ ก็อดซิลล่า , คิงกิโดราห์ , ม็อธร่า และ โรดัน เท่านั้น ที่เหลือก็เดินผ่านกล้องให้เห็นแค่ 2-3 ฉาก

โทนหนังของภาคนี้น่าจะถูกใจผู้ชมในกลุ่มเด็กผู้ชาย ที่ชอบตัวประหลาดยักษ์เสียมากกว่า เพราะบรรยากาศหนังออกไปแนวอุลตร้าแมนมาก จากภาคก่อน ๆ ที่วางบทบาทของก็อดซิลล่าให้เป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ซุกตัวอยู่ใต้ทะเลลึก เพื่อหนีห่างจากมนุษย์โลก ตัวก็อดซิลล่ายังมีความลึกลับน่ากลัวให้สัมผัสได้ ในโทนที่ใกล้เคียงกับบรรดาไดโนเสาร์ในแฟรนไชส์ Jurassic Park ทุกครั้งที่แนะนำไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ ก็ต้องลุ้นกับภาพลักษณ์และพิษสงของมัน

แต่กับบรรดาอสูรยักษ์ใน Godzilla: King of the Monsters กลับไม่มีความลึกลับน่ากลัวเหลือให้สัมผัสเลย แต่ละตัวเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังอุลตร้าแมนที่ออกมาตบตีกันตุ้บตั้บ แล้วมีท่าไม้ตายด้วยการปล่อยแสง เป็นภาคที่พาเหล่าอสูรยักษ์ยกระดับไปไกลจนไม่คงความเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ให้เห็นอีกต่อไป ฉากที่บรรดาอสูรยักษ์ตีกันก็พอบันเทิงดี ชอบที่สุดคือฉากโรดันต่อสู้กับเครื่องบินรบเป็นฉากที่ยาวและสนุก

แม้จะทำใจไว้แล้วว่านี่คือหนังสัตว์ประหลาดที่สร้างโดยฮอลลีวู้ด ต้องปล่อยวางเรื่องตรรกะความเป็นจริงให้มากที่สุด แต่ในรายละเอียดของเว็บดูหนังเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร ความคิดการตัดสินใจของตัวละคร ที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ก็ช่างดูไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ทั้งหมดต้องชี้นิ้วไปที่คนเดียวคือ ไมเคิล โดเฮอร์ตี้ ผู้กำกับที่เหมาหน้าที่เขียนบทเองด้วย กับการเพิ่มตัวละครบุคคลเข้าไปอีกมากในหนังที่มีอสูรยักษ์วิ่งกันเต็มจอไปหมดแบบนี้ ตัวละครมนุษย์หลาย ๆ ตัวก็ดูใส่เข้ามาให้เกินความจำเป็น
แต่ว่าภาคนี้ดึงตัวละครจากภาคที่แล้วมาเกือบครบ แล้วยังเพิ่มตัวละครใหม่ ๆ เข้าไปทั้ง จางซิยี่ , โอเชียร์ แจ็คสัน และ ชาร์ล แดนซ์ ที่แต่ละคนก็เล่นกันด้วยอารมณ์หน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกันหมด พอเพิ่มเรื่องราวของฝั่งมนุษย์ก็เลยกลายเป็นความกังวลที่จะต้องแบ่งน้ำหนักเฉลี่ยมาให้บรรดาตัวละครมนุษย์

รีวิว Godzilla King of the Monsters

โดยเฉพาะฉากดราม่าที่ไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วมเลยแม้เพียงนิด ฉากการเสียสละชีวิตของตัวละครหลักก็ใส่เข้ามาตามสูตรสำเร็จในหนัง ตามธรรมเนียมหนังภัยพิบัติ ฉากดราม่าพ่อแม่ลูกก็เช่นกันตามสูตรเป๊ะที่จะต้องเห็นอกเห็นใจกันท่ามกลางภัยพิบัติ บทเมดิสัน ของมิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ ยังคงเอกลักษณ์ของตัวละครเด็กสาวในหนังภัยพิบัติที่เป็นตัวสร้างภาระความวุ่นวายในหนังประเภทนี้ กรี๊ด กรี๊ด

สำหรับหนังในแนวนี้ที่ชื่อเรื่องยังสปอยล์ให้คนดูรู้ผลลัพธ์กันตั้งแต่ชื่อเรื่องว่าใครคือผู้ชนะ ฉะนั้นบทภาพยนตร์คือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ว่าจะเล่าเรื่องราวที่คนดูรู้บทลงเอยอยู่แล้ว ให้สนุก ชวนลุ้น น่าติดตามได้อย่างไร ก็ต้องถือว่า ไมเคิล โดเฮอร์ตี้ ยังไม่ใช่ผู้กำกับที่เหมาะสมกับหนัง 200 ล้านเรื่องนี้

และเป็นตัวอย่างด้านลบต่อกระแสความนิยมของค่ายหนังในช่วง 10 – 20 ปีหลังมานี่ ที่ชอบดึงผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จจากหนังเทศกาล หนังฟอร์มเล็กแล้วได้เงิน ให้มากำกับหนังทุนสูงระดับบล็อคบัสเตอร์ ซึ่งหลาย ๆ คนก็ประสบความสำเร็จ ชวนให้ชื่นชมผู้บริหารค่ายที่มีสายตาเฉียบคมและกล้าเสี่ยง ได้ผู้กำกับมือใหม่ไฟแรงมีวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ

โดยไม่ต้องไปจ่ายผู้กำกับมือเก๋าค่าตัวแพง ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่าง สก็อตต์ เดริคสัน จาก sinnister ก็ไปกำกับ doctor Strange , เจมส์ วาน จาก The Conjuring ก็ได้ไปกำกับ Fast 7 , ไรอัน จอห์นสัน จาก Looper ก็ได้ไปกำกับโคตรหนังอย่าง Star Wars: Episode VIII – The Last Jedi หรือแม้ แต่ แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดจาก Godzilla (2014) ก็มาจากหนังสายรางวัล Monster (2010) แต่กับ ไมเคิล โดเฮอร์ตี้ ผู้กำกับเรื่องนี้ เคยมีผลงานมาแค่ Krampus ,trick ‘r Treat เป็นหนังที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และรางวัล แต่ทางค่ายก็โยนโปรเจกต์ระดับ 200 ล้านให้ทำ ผลก็ออกมาแบบนี้ล่ะครับ

สรุป

Godzilla: King of the Monsters เหมาะจูงลูกจูงหลานเข้าไปดูสัตว์ประหลาดยักษ์ตีกัน 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ห้ามคาดหวังความสมเหตุสมผลของเนื้อหา อย่าคิดตามการตัดสินใจของตัวละคร ดูโรงธรรมดาก็พอ ไม่ต้อง 3 มิติ ไม่ได้เพิ่มอรรถรสใด ๆ ให้กับหนังเลย หนังมีฉากหลังเครดิต 1 ตัว ปูทางไป Godzilla vs. Kong ที่วางกำหนดฉายไว้ปีหน้า ถ้าเรื่องนี้ได้ตังค์อ่ะนะ

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

A Dog’s Way Home

หนัง HD

รีวิว A Dog’s Way Home - เพื่อนรักผจญภัยสี่ร้อยไมล์

หนังสำหรับคนรักหมาที่มั่นใจว่าถึงจะไม่ใช่คนเลี้ยงหมา แต่ถ้าดูเรื่องนี้ก็ต้องหัวใจละลายหลงไปกับความใสซื่อบริสุทธิ์ของเจ้าเบลล่า ดูจบแล้วอาจจะไปหาหมามาเลี้ยงซักตัวก็เป็นได้ a dog’s way home เป็นหนังเรื่องที่ 2 ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ ดับเบิ้ลยู. บรู๊ซ คาเมรอน ต่อจาก A Dog’s Purpose เมื่อปี 2017 และกำลังจะมี A Dog’s Journey ออกฉายในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ล่ะ รีวิว A Dog’s Way Home

เรื่องย่อ

เรื่องราวการเดินทางของหมากว่า 400 ไมล์ เพื่อกลับมาหาเจ้าของ ที่บังเอิญพลัดหลงกัน การผจญภัยของเพื่อนรักสี่ขา ผ่านบททดสอบมากมาย รักแท้ที่ไม่ยอมแพ้ระยะทาง
หนังเล่าเรื่องผ่านสายตาของหมาเพศเมียชื่อ “เบลล่า” เป็นหมาจรจัดที่คลอดอยู่ใต้ซากบ้านปรักหักพัง เทศบาลมาจับแม่และพี่น้องของมันไป เหลือเบลล่าอยู่กับครอบครัวแมวเหมียว จนกระทั่งลูคัสชายหนุ่มบ้านตรงข้ามมารับเบลล่าไปเลี้ยงดู แน่นอนครับว่าหนังแนวนี้ต้องมีตัวร้ายของเรื่องมารังแกหมา
ในเรื่องนี้มี “กันเตอร์” ชายหัวล้่านเจ้าของที่ดินบนซากปรักหักพังที่กำลังจะปลูกสร้างอาคาร แต่โดนลูคัสขัดขวางให้เพิกถอนใบอนุญาตเพราะยังมีแมวอีกหลายตัวอาศัยอยู่ใต้ซากบ้าน สร้างความขุ่นเคืองให้กับกันเตอร์ เขาก็เลยเอาคืนด้วยการร่วมมือกับ”ชัค”เจ้าหน้าที่เทศบาลให้มาจับเบลล่าไป

เพราะว่าเบลล่าเป็นหมาลูกผสมพิตบูล ตามกฏหมายของเมืองเดนเวอร์ พิตบูลเป็นหมาพันธู์อันตรายห้ามปล่อยออกมาภายนอกบ้าน ทำให้ลูคัสต้องเอาชัคไปฝากไว้กับญาติต่างเมืองที่ห่างออกไปถึง 640 กิโลเมตร ในระหว่างที่กำลังหาบ้านใหม่นอกเมืองเดนเวอร์ เพื่อที่เขาจะได้เลี้ยงดูเบลล่าอย่างสบายใจ แต่ระหว่างที่เบลล่าอยู่บ้านใหม่ก็หลบหนีออกมาแล้วเริ่มการผจญภัยกลับบ้านไปหาลูคัส

หนังไม่ยาวครับแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นนิยายขายดี จากคนเขียนที่รักและเข้าถึงหัวใจสัตว์ได้อย่างจริงจัง และมาคุมงานสร้างด้วยตัวเอง ทำให้หนังเล่าเรื่องการเดินทางได้อย่างสนุกสนานน่าติดตาม เบลล่าได้เจออะไรตลอดการเดินทาง ทั้งคนใจร้าย คนใจดี เพื่อนใหม่มากมาย มีสถานการณ์คับขันให้ได้ลุ้นเนือง ๆ

แต่ตัวที่ทำหน้าที่สีสันของเรื่องได้เป็นอย่างดีคือลูกเสือคูการ์เพศเมีย ที่เบลล่าเรียกว่า “เจ้าลูกแมวใหญ่”ที่เบลล่าใช้สัญชาตญาณของหมาเพศเมียดูแลเจ้าลูกแมวใหญ่กำพร้าตัวนี้จนผูกพันกันเหนียวแน่น ในตัวอย่างหนังก็เผยภาพเจ้าเหมียวตัวใหญ่นี้มาหลายฉาก แต่ในหนังก็ยังมีฉากน่ารักระหว่างเบลล่ากับเหมียวใหญ่ที่ชวนให้ดูไปยิ้มไปอีกมาก แม้ว่าภาพของเหมียวใหญ่จะพอดูออกว่าเป็นภาพซีจี แต่ก็ถือว่าทำได้เนี้ยบมาก ดูแล้วไม่ขัดหูขัดตานัก

แม้ว่าบทลงเอยของหนังจะจบอย่างไรก็รู้กันอยู่ แต่กระนั้นฉากจบก็ทำได้ซาบซึ้งอย่างเชื่อมั่นได้ว่าคนที่เลี้ยงหมา หรือไม่ได้เลี้ยงแต่รักสัตว์เป็นทุนเดิมมีอันต้องบ่อน้ำตาแตกแน่นอน ความดีความชอบต้องยกให้ทีมงานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ประพันธ์ที่คุมเข้มหนังให้ออกมาตรงตามหนังสือของเขา ถึงขนาดว่าบรู๊ซ เลือกหมาที่จะมาเล่นเป็น “เบลล่า” ด้วยตัวเอง และจำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นหมาผสมพิตบูลตามหนังสือเท่านั้น

และจะต้องเป็นหมาจรจัดหรือหมาไร้เจ้าของ ทำเอาทีมงานต้องเสิร์ชหากันยกใหญ่ จนไปเจอ “เชลบี้” ที่ตรงตามสเป๊กของบรู๊ซเป๊ะ เพราะเชลบี้เป็นหมาที่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์สัตว์ในเทนเนสซี ที่ผู้ดูแลเล่าว่ามันเป็นหมาจรจัดกำลังคุ้ยขยะหากินตอนที่เขาไปเอามันมาเลี้ยงในสถานสงเคราะห์ กลายเป็นว่าความเป็นมาของเชลบี้ก็น่าสนใจไม่แพ้ เบลล่าในหนังเลย

บรู๊ซบินไปดูเชลบี้ด้วยตัวเอง แล้วเอาผู้ฝึกสอนหมาไปด้วย เชลบี้ผ่านบททดสอบขั้นต้นก็เลยกลายสภาพจากหมาจรจัดกลายเป็นหมาดาราไปทันที เสร็จจากแสดงหนังเชลบี้ก็ไปอยู่กับครูผู้ฝึกสอนสัตว์และทำหน้าที่เป็นหมาสังคมสงเคราะห์คอยเยี่ยมให้กำลังใจเด็ก ๆ ที่มีปัญหาทางสภาพจิต คล้ายกับหน้าที่ที่เบลล่าทำในหนังเลย ไม่น่าเชื่อว่าจากอดีตหมาจรจัดจะมาเล่นหนังได้แนบเนียนขนาดนี้ แล้วใช้หมาแสตนด์อินไม่เยอะด้วย เบลล่าแสดงท่าทางตกใจ ดีใจ กลัว แบบเอาใจคนดูไปได้หมดเลย

เกร็ด

A Dog’s Way Home สร้างมาจากนวนิยายขายดีชื่อเดียวกันของ W. Bruce Cameron (ที่เคยเขียนเรื่อง A Dog’s Purpose กินจนได้ทำเป็นหนังไปแล้ว) โดยเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของหมาจรจัดเพศเมียนามว่า Bella ที่ครอบครัวและแม่ของมันโดนเทศบาลจับไป มันจึงถูกเลี้ยงดูโดยแม่แมว จนกระทั่งโชคชะตาพามันมาเจอกับ Lucas ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักกันและใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขในระยะหนึ่ง แต่เรื่องราวมันกลับไม่สวยงามขนาดนั้น

เมื่อบ้านเมืองที่ทั้งสองอยู่ห้ามปล่อยหมาพันธุ์นี้ออกมานอกบ้าน จึงทำให้มันต้องเดินทางไปไกลบ้านอยู่กับญาติๆ ของ Lucas ที่ต้องห่างจากเขาถึง 400 ไมล์เลยทีเดียว แต่เรื่องมันก็ซับซ้อนเข้าไปอีก เมื่อ Bella หนีและเริ่มออกเดินทางกลับบ้านไปหาเจ้านายสุดที่รักของมัน เรื่องราวการผจญภัยจึงเริ่มต้นขึ้น!
หนังพล็อตเรื่องซ้ำๆ เกี่ยวกับความอบอุ่น การผจญภัย และความน่ารักของหมา ที่เราเห็นมาจากหนังหมาๆ หลายเรื่องแล้ว แต่หนังเรื่องนี้ยังถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาได้ดี อย่างน่ารักและน่าอบอุ่นเลยทีเดียว

หนังมีการดำเนินเรื่องที่ราบเรียบ เข้าใจง่าย เรียบง่ายมากๆ หนังถูกบอกเล่าด้วยตัวละคร Bella นั่นแหละ เป็นการพากย์เสียงลงไป โดยในตอนแรกเรารู้สึกขัดใจกับเสียงนิดหน่อย รู้สึกมันไม่เข้ากับตัวหมายังไงก็ไม่รู้ และโดยส่วนตัวมองเลยว่า “มันไม่จำเป็นต้องมีเสียงพากย์ก็ได้นะ” เพราะการแสดงทั้งหมดของเจ้าหมาตัวนี้มันทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ถ่ายทอดอารมณ์ทุกอย่างออกมาได้ตรงมากๆ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็ถึงบางอ้อ...อ๋อ เข้าใจละว่าทำไมถึงต้องพากย์เสียงลงไป เพราะมันจะช่วยให้เล่าเรื่องง่ายขึ้น เล่นมุกได้บ้าง และทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างไหลลื่น

พูดถึงเรื่องหมา นักแสดงนำนางเอกของเรื่องนี้ นอกจากจะน่ารักมากๆ แล้ว ยังเล่นดีมาก ดีแบบดีมากจริงๆ คือมันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางการแสดงของมันได้หมดเลย เก่งโคตร เศร้า สุข ดีใจ เสียใจ มันเล่นได้เหมือนคนแสดงเลย (ถึงแม้บางฉากจะมีการใช้ CG เข้ามาช่วยก็ตาม) น่าปรบมือ และน่ายกย่องจริงๆ เมื่อได้รู้แบบนั้นแล้วจึงไปแอบค้นประวัติมานิดหน่อยว่า มันคือหมาจรจัดจริงๆ ที่ชื่อ Shelby คือทางผู้ทำหนังและคนเขียนเรื่องนี้อยากได้หมาจรจัดเพื่อนำมาฝึกจริงๆ

และอยากได้พันธุ์ผสมพิตบูล ไม่ก็ร็อตไวเลอร์ผสม แล้วก็ได้ไปป๊ะ กับเจ้า Shelby หมาพันธุ์ผสมพิตบูล ที่ทางศูนย์พักพิงสัตว์กำลังตามหาเจ้าของให้มันอยู่ สุดท้ายก็ได้ฝึกกันแค่ 3 เดือนเท่านั้น หนัง HDและบทพิสูจน์เราก็เห็นได้แล้วว่ามันยอดเยี่ยมแค่ไหน อย่างกับมันเกิดมาเพื่อเป็นดาราหมายังไงยังงั้น! ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นหมาจรจัดมาก่อน (หน้าที่ของมันนอกจากเป็นดาราแล้ว มันยังเป็นหมาเยียวยา ตามบ้านพักคนชราหรือทหารผ่านศึก โดยจะช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเก่งทั้งนอกจอและในจอเลยทีเดียว)

ถึงแม้เนื้อเรื่องจะเป็นเส้นตรงและคาดเดาง่าย เหมือนเราได้เดินตามเส้นทางการผจญภัยหาทางกลับบ้านของ Bella นั่นแหละ แต่เราก็ยังสนุก และรู้สึกเอ็นจอยไปกับมันตลอด 1 ชั่วโมงครึ่งได้ไม่ยากเลย เพราะกว่า 90% ของหนัง เราจะเห็นแต่เจ้า Bella เดินป่วนเปี้ยนเต็มจอไปหมดแน่นอน ใครเป็นทาสหมาก็คงจะฟินจิกเก้าอี้อย่างเต็มอิ่มแน่นอน

รีวิว A Dog's Way Home

แต่การที่เราเห็นหมาตลอดทั้งเรื่องเนี่ย มันก็เป็นข้อเสียอย่างนึง เข้าใจแหละว่าหนังเรื่องนี้ขายหมา แต่ในใจตลอดทั้งเรื่องเราก็คิดและดูหนังผ่านเน็ตสงสัยอยู่ตลอดว่า “หลังจากรู้ว่าหมาหาย ทางฝั่งคนเป็นยังไง รู้สึกยังไงอะ” “กระวนกระวายใจแค่ไหน” “เศร้าใจหรือเปล่า” แต่เราก็ไม่ได้เห็นสถานการณ์ และเหตุการณ์เหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว นับว่าน่าเสียดายมากๆ ไม่งั้นหนังเรื่องนี้จะลงตัวมากกว่านี้

ความรู้สึก

ส่วนตัวรู้สึกว่า a dog’s way home เป็นหนังที่ปลอดพิษภัยให้ทั้งความบันเทิง และเหมาะที่จะพาลูกหลานไปดูเพื่อปลูกฝังความรักสัตว์ไว้ในจิตใจ หนังไม่มีภาพความรุนแรงให้เห็นเลย อย่างมากก็มีหมากัดกันให้ดู แต่สอดแทรกแนวคิดดี ๆ ที่เหมาะกับเด็กมากมาย ทั้งการทำดีกับเพื่อนร่วมโลก เบลล่าโตมาเพราะแม่แมวเลี้ยง ก็เลยรู้สึกติดหนี้บุญคุณแมว เบลล่าเข้าใจว่าลูกเสือคูการ์เป็นแมว ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองควรทำหน้าที่แม่ดูแลเจ้าเหมียวใหญ่บ้าง

ตัวร้ายในเรื่องก็ร้ายในระดับหนังครอบครัวแค่เทา ๆ ไม่ถึงกับโฉดชั่วนัก ไม่มีคำหยาบหลุดมาให้ได้ยิน ฝ่ายดีก็ดีสุด ๆ ดีแบบขาวสะอาดมาก หน้าตาสวยหล่อจิตใจดีงามสุด ๆ มีดาราคุ้นหน้าแค่คนเดียวคือ แอชลีย์ จัดด์ นางเอกหนังสุดฮอตในช่วงปลายยุค 90s ที่เข้าวัย 50 แล้ว เลยต้องมารับทแม่ ส่วนดาราขายชื่อก็มี ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด ที่มารับหน้าที่พากย์เสียงเจ้าเบลล่า ยังดีที่ว่าพากย์แค่เบลล่าแค่ตัวเดียวนะเป็นการพากย์เสียงแทนความคิดความรู้สึกของเบลล่า หนังยังไม่หลุดโลกถึงขนาดหมาแมวคุยกัน

สิ่งที่ชอบ

อีกจุดที่ประทับใจคือเพลงในฉากจบของหนังที่นำเอา “everywhere” เพลงดังของวง fleetwood mac ปี 1987 ที่เอามาทำใหม่โดยนักร้องสาว ไอด้า เรดิก ที่ดนตรีทันสมัยแปลกหูกว่าเดิมมาก แต่เนื้อหายังคงเดิม ที่ชอบมากก็เพราะความหมายของเพลง ช่างลงตัวกับเนื้อหาของหนังที่เบลล่า พยายามทุกวิุถีทางที่จะกลับมาหาลูคัสให้ได้ ไม่ว่าหนทางจะห่างไกลเพียงใด

สรุป

สรุป A Dog’s Way Home เป็นหนังที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ดูแล้วคุณจะรักหมาที่บ้านมากกว่าเดิม ถ้าใครไม่มีหมา คุณอาจจะอยากไปหาหมาสักตัวมาเลี้ยงเป็นแน่แท้ หนังมีบทสรุปที่อบอุ่นหัวใจและเล่นเอาน้ำตาซึมได้เลย
ปล. เพลงประกอบเรื่องนี้เพราะมากกกกก เพราะจริงๆ และเข้ากับสถานการณ์ในหนังตอนนั้นเป๊ะๆ ช่วยส่งหนังสุดๆ