แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Ozark แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Ozark แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Ozark Season 3

ดูหนังสด

รีวิว Ozark Season 3 - โอซาร์ก

กลับมาสานต่อความหายนะ ในสิ่งที่ครอบครัวเบิร์ด ได้ถลำลึกลงไปในวงการมืดที่พวกเขาต้องคอยฟอกเงินให้กับแก๊งค์ค้ายาสุดโฉด มาดูว่า ซีซั่นที่ 3 นี้ จะยังคงระดับความมันส์และความเข้มข้นไว้ได้ในแบบซีซั่นก่อนหน้านี้หรือไม่ รีวิว Ozark Season 3

เรื่องย่อ

หลังจากที่ครอบครัวเบิร์ดต้องหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดจากแก๊งค์ค้ายาด้วยการฟอกเงิน และสร้างธุรกิจคาสิโนขึ้นมา กลายเป็นว่าคนที่ถลำลึกลงไปไม่ใช่มาร์ตี้ แต่เป็นเวนดี้ ภรรยาของเขา ซึ่งในซีซั่นที่แล้ว มีพัฒนาการตัวละครที่ชวนให้ทุกคนตะลึงหลายๆ อย่าง ทั้งๆ ที่มาร์ตี้เป็นฝ่ายที่อยากจะหนีออกจากตรงนี้ทุกอย่าง มาในซีซั่นนี้ จะเป็นเหตุการณ์หลังจากเปิดคาสิโนได้ 6 เดือน การดำเนินธุรกิจการฟอกเงินก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนมาถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งใหม่ เมื่อหัวหน้าของพวกเขา แก๊งค์นาร์วาโร กำลังทำสงครามกับแก๊งค์คู่แข่งอื่นอยู่ ทำให้ครอบครัวเบิร์ดต้องถูกบีบคั้นให้ฟอกเงินก้อนโตอีกครั้ง แต่ก็ทำได้ไม่สะดวกนักเมื่อ FBI ก็ได้เข้ามาตรวจสอบกิจการ หายใจรดต้นคอเพื่อหาทางเอาผิดให้ได้


ในซีซั่นที่ 3 นี้ ได้ขยายสเกลเนื้อเรื่องขึ้นอีกในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขยับขยายกิจการคาสิโน ที่ต้องหาทางสายเทาๆ เข้าไปพัวพันกับแก๊งค์ผู้มีอิทธิพล เพื่อบรรลุเป้าหมายในการฟอกเงิน เพราะว่าครอบครัวเบิร์ดเองเป็นผู้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการฟอกเงินครั้งนี้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พวกลูกๆ ซึ่งในซีซั่นที่แล้ว เวนดี้มีบทเด่นมากในเรื่องการเมือง ในครั้งนี้เธอจะเข้ามามีบทบาทในการเจรจาธุรกิจมากขึ้นเมื่อเธอได้สนิทกับเฮเลน ทนายคนโปรดของนาร์วาโร และทางแก๊งค์ที่อยู่ระหว่างสงคราม ต้องการหาแหล่งรายได้ใหม่ที่ถูกกฏหมาย ก็เป็นหน้าที่ของเวนดี้ที่จะต้องจัดการเรื่องพวกนี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ฟอกเงินและรอดจากการถูกฆ่า สามารถอ่านรีวิวของ Season 1 และ 2

เนื้อเรื่อง

หลังจากที่ครอบครัวเบิร์ดต้องหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดจากแก๊งค์ค้ายาด้วยการฟอกเงิน และสร้างธุรกิจคาสิโนขึ้นมา กลายเป็นว่าคนที่ถลำลึกลงไปไม่ใช่มาร์ตี้ แต่เป็นเวนดี้ ภรรยาของเขา ซึ่งในซีซั่นที่แล้ว มีพัฒนาการตัวละครที่ชวนให้ทุกคนตะลึงหลายๆ อย่าง ทั้งๆ ที่มาร์ตี้เป็นฝ่ายที่อยากจะหนีออกจากตรงนี้ทุกอย่าง มาในซีซั่นนี้ จะเป็นเหตุการณ์หลังจากเปิดคาสิโนได้ 6 เดือน การดำเนินธุรกิจการฟอกเงินก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนมาถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งใหม่ เมื่อหัวหน้าของพวกเขา แก๊งค์นาร์วาโร กำลังทำสงครามกับแก๊งค์คู่แข่งอื่นอยู่ ทำให้ครอบครัวเบิร์ดต้องถูกบีบคั้นให้ฟอกเงินก้อนโตอีกครั้ง แต่ก็ทำได้ไม่สะดวกนักเมื่อ FBI ก็ได้เข้ามาตรวจสอบกิจการ หายใจรดต้นคอเพื่อหาทางเอาผิดให้ได้

แต่ความเห็นของเวนดี้ และมาร์ตี้ ไม่ลงรอยกันเสียเท่าไหร่ เราจะเห็นได้ตั้งแต่ซีซั่นที่แล้วว่า มาร์ตี้ พยายามจะหาทางหนีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เวนดี้เป็นคนที่กลับมาทำให้ทุกๆ อย่าง มันถลำลึกลงไป ซึ่งในซีซั่นนี้ มันยิ่งถลำลึกลงไปยิ่งกว่าเก่าเป็นอีกเท่าตัว เราจะได้เห็นฉากดราม่า เชือดเฉือนทั้งความรู้สึกระหว่างบทสนทนาของคู่สามีภรรยาเบิร์ดบ่อยมาก จนมันไปกระทบกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง

มีตัวละครใหม่เข้ามาดูหนังสดสร้างสีสันให้เรื่องราว จากที่เดาทิศทางยากอยู่แล้ว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เมื่อน้องชายแท้ๆ ของเวนดี้ เบนจามิน ได้ลี้ภัยหลบหนีคดีมาพักกับครอบครัวเบิร์ด ซึ่งตัวละครนี้มีปมพิเศษบางอย่างนั่นก็คือ เขาเป็นโรคจิตเภท ไบโพลาร์ที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้เขากลายเป็นระเบิดเวลาที่อาจจะระเบิดและสร้างความปั่นป่วนให้กับเนื้อเรื่องได้แบบชนิดที่ว่า ในเรื่องที่เดาได้ มันเดาไม่ได้ยิ่งขึ้นไปอีก และซีซั่นนี้เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวเบิร์ด จะเผชิญหน้ากับตัวบอสใหญ่ที่คอยบงการเขาอย่าง โอมาร์ นาร์วาโร

แม้ว่าเนื้อเรื่องหลายๆ อย่างจะเป็นการเล่าต่อจากภาคที่แล้ว แต่มีบางส่วนที่ตัวซีรีส์ กลับข้ามมันไปแล้วบอกผ่านบทพูดแทน ทั้งๆที่ตอนจบของซีซั่นที่ 2 อย่างการระเบิดออฟฟิศของเบิร์ด เพราะไปขัดแข้งขัดขากับแก๊งค์มาเฟียแคนซัส ก็ถูกข้ามไปกลายเป็นว่าดีกันซะงั้น แต่ซีซั่นนี้ก็มีจุดแตกหักระหว่างตระกูลเบิร์ดกับมาเฟียนี้เหมือนกัน

การดำเนินเรื่องในซีซั่นนี้

การดำเนินเรื่องในซีซั่นนี้ จะให้ความคล้ายคลึงกับซีซั่น 1 อย่างมาก ซึ่งยังคงเน้นบทพูดต่างๆ และค่อยๆ เพิ่มความกดดันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ตัวเอกต้องเจอภายในเรื่อง แต่หลายๆส่วนรู้สึกว่าจะดรอปลงไปกว่าซีซั่นที่ 2 อยู่พอสมควร แทนที่ด้วยดราม่าที่เข้มข้นแทน เพราะว่าซีซั่นที่ 2 มีฉากที่เกี่ยวกับความเป็นความตายแทบจะทุกตอน แต่มาในซีซั่นนี้รู้สึกว่ามันน้อยลงกว่าเดิม

ดูเหมือนว่าซีซั่นนี้ จะ Back to Basic ไปในรูปแบบของเว็บสตรีมหนังซีซั่น 1 ที่เล่าเรื่องขยายต่อจากเดิม มีฉากกดดันประปราย แต่ทำให้เราเข้าใจตัวละครต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งสถานการณ์ อารมณ์ การตัดสินใจ และในซีซั่นนี้จะมีพัฒนาการตัวละครของมาร์ตี้ เบิร์ด ที่ในซีซั่นที่แล้วโดนบทของภรรยาแย่งเด่นไปหมด แต่ครั้งนี้เราจะไปเห็นถึงภูมิหลังบางอย่างของเขาด้วย ทำให้เราเข้าใจตัวละครนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่บทของเวนดี้ก็ยังมีพัฒนาการและเป็นตัวหลักอีกตัวที่ยังทำให้เราคอยลุ้น เอาใจช่วย หรือสาปส่งแล้วแต่คนดูอีกตัวละครนึง

ความดีงามอีกอย่างในซีซั่นนี้ก็คือ รูธ แลงมัวร์ ที่ยังคงพัฒนาการตัวละครได้ดี หลังจากที่เธอสูญเสียพ่อไป ดราม่าระหว่างเธอกับลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ช่วยดำเนินเรื่องให้ไปในทางที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน ทั้งเรื่องความรักต่างวัยแบบสุดๆ ที่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเล่าและนำเสนอออกมาในมุมนี้ และการกลับมามีบทบาทของ ดาร์ลีน แม่ม่ายเจ้าของไร่ฝิ่นที่ยังคงความบ้าเอาไว้

รีวิว Ozark Season 3

การสร้างสรรค์ตัวละคร

Ozark เป็นซีรีส์ที่มีตัวละครเยอะมาก แล้วที่ชื่นชอบมากคือแต่ละตัวละครที่โผล่หน้ามาในหนังนั้น ไม่มีตัวละครระดับเบี้ยไบ้รายทางเลย ทุกรายล้วนมีความสำคัญกับเนื้อหาของหนังทั้งสิ้น ทุกตัวมีบุคลิกที่โดดเด่น พอหนังวางความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครที่โยงใยกันอย่างครบถ้วนแล้ว การกระทำของตัวละครหนึ่งก็ล้วนกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปทั่วถึงอีกหลาย ๆ ตัวละคร

ความดีความชอบนี้ก็ต้องยกให้กับ บิล ดูบิวค์ ผู้สร้างสรรค์ซีรีส์และเป็นผู้เขียนบทหลักที่สร้างสรรค์ตัวละครแต่ละตัวออกมาได้อย่างมีสีสัน น่าสนใจ และมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด และหลาย ๆ ตัวละครน่าจะเป็นตัวละครที่คนดูรักได้ง่าย ๆ ที่โดดเด่นสุดก็ต้องเป็น “บัดดี้” ตาลุงแก่เจ้าของบ้าน ที่ครอบครัวเบิร์ดมาอาศัยอยู่ บัดดี้บอกว่าเขาเป็นมะเร็งจะตายแล้ว เขาขอใช้ชีวิตบั้้นปลายลงไปอยู่ในห้องใต้ดินแล้วจะไม่รบกวนครอบครัวเบิร์ด ให้ทุกคนอยู่ในบ้านเขาได้อย่างสบายใจ

บัดดี้ ใส่อ๊อกซิเจนช่วยหายใจตลอดเวลา เดินกระย่องกระแย่ง แต่เมื่อผ่านไปแต่ละตอนแล้ว ตาลุงบัดดี้นี่ล่ะ ขาเก๋าตัวจริง อดีตของลุงค่อย ๆ เปิดเผยมาทีละน้อย แล้วก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อครอบครัวเบิร์ด ช่วยพาครอบครัวนี้ผ่านนาทีเป็นนาทีตายมาหลายครั้ง แล้วยังเป็นเพื่อนรักของโจนาห์ ลูกชายคนเล็กของครอบครัว เป็นตัวละครที่โคตรน่ารัก นี่คือตัวอย่างที่ดีงามของการใส่พัฒนาการตัวละคร ทั้งการเผยตัวตน และการสร้างความสัมพันธ์ของตัวละคร

โจนาห์ เป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจอย่างมาก เป็นเด็กผู้ชายที่เงียบ ผิดจากที่พี่สาวที่โผงผางเจ้าอารมณ์ โจนาห์ ชอบฟังและเรียนรู้ทุกอย่างเงียบ ๆ แต่เมื่อผ่านไปถึงซีซัน 2 เราก็ได้เห็นล่ะว่า ไอ้หนูนี่ไม่ธรรมดาเลย รับเอาความเจ้าเล่ห์ของแม่ ความฉลาดของพ่อมาอย่างเต็ม ๆ เรียนรู้กระบวนการฟอกเงินของพ่อและแม่ได้อย่างรวดเร็ว แล้วเอามาประยุกต์ใช้ได้อย่างน่าทึ่ง จนพ่อกับแม่ยังตกใจว่านี่เราสร้างตัวอะไรขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ดาร์ลีน สเนลล์ เปิดตัวมาแบบโคตรบ้าน ๆ ธรรมดา ดาร์ลีน เป็นเมียของ เจค็อบ สเนลล์ เจ้าพ่อค้ายาประจำโอซาร์ก ฉากหน้าของดาร์ลีนคือยายแก่ปากจัด อารมณ์ร้าย และนี่คือตัวละครที่มีบทบาทระดับต้น ๆ ของซีรีส์เลย เธอคือตัวละครที่สร้างความฉิบหายระดับรุนแรงให้กับครอบครัวสเนลล์ แล้วยังเป็นตัวที่พาเรื่องราวของซีรีส์ไปถึงจุดวิกฤติหลายต่อหลายครั้ง เป็นตัวละครที่จะมีบทบาทอย่างมากในซีซัน 3 น่าติดตามว่าเธอจะสร้างความโกลาหลอะไรให้กับเรื่องราวได้อีกมาก

จุดเด่น

เสน่ห์หลักของ Ozark เลยล่ะ หนังสร้างตัวละครที่น่าสนใจขึ้นมามากมายอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งเป็นตัวละครระดับขับเคลื่อนเรื่องราวเลย แต่แล้วก็ฆ่าตัวละครเหล่านี้ทิ้งซะเฉย ๆ ถึงกับต้องร้อง เฮ้ย!! เอางี้เลยเหรอ แล้วทำแบบนี้กับหลาย ๆ ตัว เราคิดว่าไอ้ตัวนี้จะต้องอยู่สร้างความวุ่นวายไปอีกนาน ๆ ก็ถูกกำจัดทิ้งซะ ซึ่งทำให้เราคิดว่าการที่ตัวร้ายพวกนี้ตายไปแล้ว เนื้อหาจะผ่อนเบาลง แต่ก็เปล่า ความเก่งความเชี่ยวของทีมเขียนบทก็สร้างตัวละครใหม่ออกมาที่มีพิษสงรุนแรงกว่าเดิม เพิ่มดีกรีความเข้มข้นมากขึ้นไปอีก

โดยรวม

ยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ดีเหมือนเดิม แม้จะมีดรอปลงไปในบางส่วน เนิบนาบในบางช่วง แต่ก็ไม่ทำให้ความสนุกลดลง และด้วยเซอร์ไพรส์ในตอนจบที่ทำให้หวนนึกถึงตอนจบแบบซีซั่น 1 เป๊ะๆ ขอบอกเลยว่า ซีซั่น 4 คงจะเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ไปอีกยิ่งกว่าเดิม

สรุป

แม้จะดรอปลงไปบ้างจากซีซั่นที่แล้วในด้านความกดดัน แต่ถูกแทนที่ด้วยดราม่าเข้มๆ รวมถึงพัฒนาการตัวละครหลักได้อย่างน่าสนใจ และถึงเพิ่มระเบิดเวลาลูกใหม่ที่จะทำให้เรื่องราวมันดิ่งลงเหวขึ้นไปอีก ถือว่าเป็นซีรีส์อีกเรื่องที่ใครชอบแนว Bad Joke แบบ Breaking Bad ก็ไม่ควรพลาด

Ozark Season 2

ดูหนังฟรี

รีวิว Ozark Season 2 - โอซาร์ก

โอซาร์ก ในซีซั่นที่ 2 นี้ หลังจากที่ซีซั่นแรกตอนจบได้จบแบบทำเอาผู้ชมเหวอซะจนคิดในใจว่า เอาแบบนี้จริงๆ ดิ? มันทำให้ในซีซั่น 2 นี้มีเรื่องที่คาดไม่ถึง เพิ่มเติมความเข้มข้นของบทและความกดดัน รวมไปถึงการพัฒนาตัวละครแต่ละตัวในเรื่องที่เรียกได้ว่า ในความเดาได้ มีความเดาไม่ได้ซ่อนอยู่ ซึ่งซีซั่นนี้ ดีกว่าซีซั่นแรกอย่างมาก รีวิว Ozark Season 2

เรื่องย่อ

เรื่องราวของโอซาร์กในซีซั่น 2 มันได้ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น จากการที่ต้องฟอกเงินให้พ่อค้ายาเพื่อไม่ให้ตัวเองตาย กลับกลายเป็นว่าธุรกิจของมาร์ตี้ขยับขยายมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องไปมีเอี่ยวกับผู้มีอิทธิพล รวมไปถึงนักการเมืองอีกด้วย ซึ่งในจุดนี้ เวนดี้ เบิร์ด ภรรยาของมาร์ตี้ (ที่แอบคบชู้ในซีซั่นแรก) กลับกลายเป็นว่ามีบทบาทมาก ถึงมากที่สุดของซีซั่นนี้เลยทีเดียว และการขยับขายธุรกิจฟอกเงินนี้มันก็ไปเตะตาเจ้าหน้าที่ FBI ที่กำลังเล็งเด็ดหัวพวกพ่อค้ายาตัวเป้งๆ อีกด้วย แถมยังมีดราม่าระหว่างตัวของครอบครัวมาร์ตี้ และผู้ช่วยสาวแสบที่อยู่มาตั้งแต่ซีซั่นแรกอย่าง รูธ แลงมัวร์ ที่ได้ทำวีรกรรมไว้ในซีซั่นที่แล้ว มาซีซั่นนี้ พ่อตัวแสบของเธอได้ออกจากคุกมา และเพิ่มสีสันและความกดดันทำให้เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ขึ้นไปอีกสเต็ปหนึ่ง


อย่างที่เกริ่นไปในรีวิวของ Ozark Season 1 ว่าไม่อยากให้มันเทียบกับเบรคกิ้งแบด เพราะซีซั่นแรกมันดำเนินเรื่องเฉื่อยๆ ค่อยๆ ปูบทตัวละครจริงๆ พอมาซีซั่นนี้แล้วมันกลับกลายเป็นว่า เอากลิ่นอายของเบรคกิ้งแบดหลายๆ อย่างมาเลยล่ะ ทั้งตัวละครที่มีการพัฒนาไปสู่ด้านมืดขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงความคาดเดาของพฤติกรรมตัวละครต่างๆ ที่ผีเข้าผีออก ดูเหมือนจะเดาได้ว่า ตัวละครนี้จะทำอะไร

แต่ก็ไม่ทำไปทำอีกอย่างที่เราคาดไม่ถึงแทน ในซีรีส์สับขาหลอกเราได้อยู่หมัด ซึ่งในซีซั่นนี้ มีฉากเผชิญหน้ากับความตาย หลายต่อหลายฉาก และแต่ละฉากนั้น มีทำให้เราลุ้นและกดดันจนแทบลืมหายใจได้เลย ซีซั่นนี้ขอบอกเลยว่า ทั้งบทพูด ทั้งการดำเนินเรื่อง ทุกอย่าง อัพเกรดขึ้นมากจากซีซั่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เพราะมันเข้มข้นและไม่น่าเบื่อเลย

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของโอซาร์กในซีซั่น 2 มันได้ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น จากการที่ต้องฟอกเงินให้พ่อค้ายาเพื่อไม่ให้ตัวเองตาย กลับกลายเป็นว่าธุรกิจของมาร์ตี้ขยับขยายมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องไปมีเอี่ยวกับผู้มีอิทธิพล รวมไปถึงนักการเมืองอีกด้วย ซึ่งในจุดนี้ เวนดี้ เบิร์ด ภรรยาของมาร์ตี้ (ที่แอบคบชู้ในซีซั่นแรก) กลับกลายเป็นว่ามีบทบาทมาก ถึงมากที่สุดของซีซั่นนี้เลยทีเดียว

และการขยับขายธุรกิจฟอกเงินนี้มันก็ไปเตะตาเจ้าหน้าที่ FBI ที่กำลังเล็งเด็ดหัวพวกพ่อค้ายาตัวเป้งๆ อีกด้วย แถมยังมีดราม่าระหว่างตัวของครอบครัวมาร์ตี้ และผู้ช่วยสาวแสบที่อยู่มาตั้งแต่ซีซั่นแรกอย่าง รูธ แลงมัวร์ ที่ได้ทำวีรกรรมไว้ในซีซั่นที่แล้ว มาซีซั่นนี้ พ่อตัวแสบของเธอได้ออกจากคุกมา และเพิ่มสีสันและความกดดันทำให้เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ขึ้นไปอีกสเต็ปหนึ่ง

โอซาร์กในซีซั่น 2 มันไม่ได้มีปมแค่เรื่องฟอกเงินดูหนังฟรี แต่มันยังรวมไปถึงปัญหาในครอบครัว ของทั้งมาร์ตี้เอง หรือของรูธ แลงมัวร์ รวมไปถึงดราม่าของเจ้าหน้าที่เพ็ตตี้ ที่แอบตามจับครอบครัวเบิร์ดมาตั้งแต่ซีซั่นแรก ซึ่งซีซั่นแรกมันเหมือนเป็นการปูทางมาสู่ความเข้มข้นที่คาดเดาไม่ได้ของซีซั่นสองที่จะประเคนให้คุณในทุกๆ ตอน แบบจริงๆ แต่ก็มีบ้าง ที่บางตัวละครจะมางี่เง่าในตอนท้ายๆ ของซีซั่น ทำให้เราดูไป รู้สึกหงุดหงิดไป แต่นั่นน่าจะเป็นความตั้งใจของผู้เขียนบท ซึ่งมันทำให้เราดูแล้วหงุดหงิดตามตัวละครในเรื่องได้จริงๆ

สิ่งที่เด่นในซีซั่นนี้

สิ่งที่เด่นจริงๆ ในซีซั่นนี้ คือการพัฒนาตัวละครของ เวนดี้ เบิร์ด ที่เธอจะใช้ความสามารถในการเจรจากับนักการเมือง เพราะในอดีตเธอเคยทำงานให้กับโอบาม่า (ในเรื่อง) ช่วงหาเสียง แต่เธอก็ต้องออกมาเลี้ยงลูกและกลายเป็นแม่บ้านเกือบๆ 20 ปี ซึ่งพอสามีเธอเกือบถูกฆ่าเพราะฟอกเงิน ทำให้เธอต้องกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและหาวิธีที่จะเอาตัวรอดด้วยการเจรจาทำธุรกิจระหว่างผู้มีอิทธิพลกลุ่มต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวสเนลล์ ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือพวกแก๊งค์ค้ายาจากซีซั่นแรกก็ยังเป็นตัวหายนะสำหรับเรื่องนี้อยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมาก็คือ การเจรจาระหว่างนักการเมืองท้องถิ่น รวมไปถึงแก๊งค์มาเฟียเมืองข้างเคียงอีก ทำให้ซีซั่นนี้มีปมปัญหาเทเข้ามาหาเหล่าตัวละครหลักอย่างมาก และทำให้เราลุ้นเอาใจช่วยว่า พวกเขาจะแก้มันได้ยังไง จะมีตัวละครไหนตายหรือเปล่า

ด้านตัวละคร

เป็นอีกจุดเด่นของ Ozark ที่แม้ว่านักแสดงสมทบแต่ละรายจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตานัก แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าอีกกลไกหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้ซีรีส์นี้น่าติดตามก็คือการคัดเลือกนักแสดงมาได้เหมาะสมกับแต่ละบทบาทอย่างมาก ถ้ามาแจกแจงแต่ละบทบาทตัวละครคงต้องเขียนกันยาวเป็นสิบหน้า เพราะ Ozark เป็นซีรีส์ที่มีตัวละครเยอะมว้ากกก งั้นว่ากันที่ตัวเด่น ๆ

เจสัน เบตแมน ในบท มาร์ติน เบิร์ด แม้โทนหนังจะเป็นการพลิกบทบาทจากตลกอารมณ์ดีที่เจสันถนัด มาเป็นบทที่ตึงเครียด แต่ส่วนที่ มาร์ติน เบิร์ด เหมาะเหม็งกับภาพลักษณ์ของเจสัน เบตแมน ก็คือการเป็นมนุษย์ที่มีความเจ้าเล่ห์เพทุบายในตัว เป็นคนที่ช่างจ้อ ใช้ปากทำงานมากกว่ามือเท้า ซึ่งเจสันมักจะได้บทนี้เป็นประจำอยู่แล้ว พอมาเจอบทมาร์ตินนี่ก็แทบจะสวมร่างได้สบาย ๆ เลย ไม่ต้องทำการบ้านมากมายเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์

ลอรา ลินนีย์ ในบท เวนดี้ เบิร์ด ด้วยประสบการณ์ของลอรา ลินนีย์ ที่มีผลงานมาแล้วถึง 70 เรื่อง ผ่านมาแทบทุกบทบาท ให้เล่นอะไรก็ได้หมดแล้วล่ะ ดีกรีคุณภาพของเธอคือได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์มาแล้วถึง 3 ครั้ง แล้วลอรา ก็สามารถทำให้ เวนดี้ เป็นตัวละครที่มีสีสันอย่างมาก เป็นบทสำคัญที่ตีคู่กับ มาร์ติน เบิร์ด ตลอดทั้งเรื่อง เธอทำหน้าที่ได้ดีทั้งเป็นแม่ของลูกทั้งสอง

เราได้เห็นการแบ่งรับแบ่งสู้ของคุณแม่อย่างเวนดี้ที่ทำหน้าที่ได้ดี มีทั้งหนังออนไลน์ บทเฮี้ยบที่ชี้นิ้วออกคำสั่งกับลูกอย่างเกรี้ยวกราด และนาทีที่วิ่งเข้าไปโอบกอดและบอกรักลูก ซึ่งการที่ลอราเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งในชีวิตจริง ก็เป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมที่เธอมารับบทคุณแม่ได้อย่างเข้าถึง ลอรา ถ่ายทอดบทบาทเวนดี้ ให้เราสัมผัสได้ชัดเจนว่านี่คือนางมารร้ายตัวหนึ่งเลยล่ะ

เพียงแต่ว่าเธอหนังเล่าเรื่องราวผ่านทางฝั่งเธอและสามีเท่านั้น ทำให้เราต้องเอาใจช่วยเธอให้ผ่านพ้นแต่ละปัญหาไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนดีแต่อย่างใด ลอรา สามารถใช้สายตาแสดงหนังได้อย่างชัดเจน บ่อยครั้งที่เราเห็นเวนดี้ ยิ้มและจับมือกับผู้คนที่เธอเจรจาด้วย แต่นัยน์ตาเธอนั้นก็แสดงท่าที่ครุ่นคิดวางแผนแยบยลอยู่ตลอดเวลา

จูเลีย การ์เนอร์ ในบท รูธ แลงมอร์ เปิดตัวมาแบบสก๊อยบ้าน ๆ ที่ดูไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรกับเรื่องราวเลย แต่กลายเป็นว่าจูเลีย สามารถถ่ายทอดบทบาทของ รูธ ให้เราค่อย ๆ รักและเอาใจช่วยตัวละครไปอย่างไม่รู้ตัวเลย เป็นตัวละครที่ทำให้เราต้องคาดเดา ลุ้นระทึกกับความคิดตัดสินใจของเธอแทบทุกตอน

จูเลีย มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นกับผมทองหยิกหยอยของเธอที่ดูเข้ากับหน้าตาจิ้มลิ้มมีเสน่ห์แบบที่ต้องพิศ ไม่ใช่สวยสตันท์เมื่อแรกเห็น บทรูธนั้นเป็นสาวที่เติบโตมาในครอบครัวอาชญากร กร้านโลก ปากจัด แต่มีความใฝ่ดี อยากพาตัวเองและน้อง ๆ ให้พ้นตราบาปของตระกูลแลงมัวร์ ซึ่งจูเลียก็ถ่ายทอดโจทย์ทุกอย่างออกมาได้อย่างสมบูรณ์ แล้วเธอเนี่ยแหละที่คว้ารางวัลเอ็มมี่ปี 2019 เอาชนะ 3 ตัวเก็ง เมซี วิลเลียมส์, โซฟี เทอร์เนอร์ และ เลนา เฮดีย์ จาก Game of Thrones มาได้สำเร็จ

รีวิว Ozark Season 2

นักแสดงรายอื่น ๆ ที่โผล่หน้ามาก็ล้วนแต่น่าชืนชม ที่หาตัวแสดงมาแบบที่มีบุคลิกเด่นชัดสุด เจเน็ต แม็กเทียร์ ในบท เฮเลน เพียร์ซ ทนายความของแก๊งค้ายาเม็กซิกัน ก็มาในมาดสาวห้าว โหด ที่ดูทั้งน่ากลัวน่าเกรงขามเสมอ แม้ขณะที่เธอมีรอยยิ้มให้ , อีไซ โมราเลส ในบท เดล มาเฟียเม็กซิกัน เป็นตัวร้ายอีกรายที่ผมชื่นชอบมาก สามารถถ่ายทอดรังสีอำมหิตให้สัมผัสได้ น่ากล้วทุกครั้งที่ปรากฏตัวออกมา สามารถจ่อยิงกบาลคนได้ โดยที่สีหน้าราบเรียบไม่แสดงอาการความรู้สึกใด ๆ คาดเดาอารมณ์ไมได้เลย

โดยรวม

เรียกได้ว่า โอซาร์ก ซีซั่น 2 ได้อุดช่องโหว่ต่างๆ และแก้ข้อเสียของซีซั่น 1 ทิ้งไปจนหมด แล้วกลายเป็นการดำเนินเรื่องสุดเข้มข้น ผสมความดาร์คและความดราม่า ที่สอดแทรกด้วยความตลกร้ายซึ่งมันมีกลิ่นอายของ Breaking Bad ได้อย่างดี การันตีความสนุกและความดีงามด้วยรางวัลกำกับยอดเยี่ยมจาก Emmy Award ปี 2018 ผมขอให้คะแนน โอซาร์ก Season 2 ที่ 9 คะแนน และขอยกให้เป็นอีก 1 ซีรีส์ที่ว่า ถ้าหากคุณชอบแนวอาชญากรรม ที่มันดาร์คๆ เรียลๆ กดดันๆ ล่ะก็ ต้องดูเลย เพราะซีซั่นที่ 3 กำลังจะมาในวันที่ 27 เดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

สรุป

อย่าว่าทิศทางของเนื้อหาแต่ละซีซันเลยครับ ว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด เอาแค่แต่ละเอพิโซด แต่ละความคิดการกระทำของตัวละคร นี่ก็คาดเดาไม่ได้แล้ว ใครยังไม่เคยดู ไม่เคยได้ยินชื่อซีรีส์เรื่องนี้ เชียร์สุดฤทธิ์เลยครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน เริ่มเปิดแล้วจะต้องจบสองซีซันในเวลาไม่นานแน่นอน แล้วก็นั่งรอซีซัน 3 ไปด้วยกัน ผู้สร้างประกาศออกมาแล้วว่า Ozark จะจบบริบูรณ์ในซีซันที่ 5 ครับ

Ozark

ดูหนังฟรี

รีวิว Ozark Season 1 - โอซาร์ก

โอซาร์ก ซีรีส์ออริจินัลจาก Netflix ที่ได้รับรางวัล Emmy Award สาขากำกับยอดเยี่ยม ซึ่งหลายๆ คน อาจจะยังไม่รู้จักเรื่องนี้ โดยเนื้อหาในเรื่องมันจะเกี่ยวกับอาชญากรรมที่คลับคล้ายคลับคลากันกับซีรีส์ขึ้นหิ้งชื่อดังอย่าง Breaking Bad และจุดเด่นของซีรีส์ก็คือความกดดัน ลุ้นระทึกไปกับพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของแต่ละตัวละคร รีวิว Ozark Season 1

เรื่องย่อ

มาร์ติน ‘มาร์ตี้’ เบิร์ด (Jason Bateman จากหนังเรื่อง Central IntelligenceZootopia และ The Gift) ที่ปรึกษาทางด้านการเงินผู้มีปัญญาที่ชาญฉลาดและยังมีวาจาวาทะที่ยอดเยี่ยมที่ชิคาโก แต่เพราะผู้ร่วมธุรกิจของเขาดันไปโกงพ่อค้ายาเสพติดตัวเอ้เข้า เมื่อเข้าถึงตาจน มาร์ตี้จำเป็นต้องรักษาทั้งชีวิตตัวเองและครอบครัวไว้ เขาจึงมีข้อเสนอ เขาจะใช้ความสามารถในวิชาการฟอกเงินที่เขามี นำเงินที่พ่อค้ายาเสพติดคนนั้นถูกโกงไปคืนมาให้ และวิธีการของเขาก็คือการถอนเงินทุกดอลล่าร์ออกไปจากธนาคาร และย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังมิสซูรี ที่นั่งมีทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน ที่นั่นยังห่างไกลสายตาของฝ่ายตรวจสอบ ทว่า เหตุฆาตกรรมของผู้ร่วมธุรกิจกับพฤติกรรมการย้ายรกรากแบบกะทันหันก็ทำให้เอฟบีไอสนใจ การย้ายไปทำธุรกิจฟอกเงินถึงโอซาร์กเพื่อส่งเงินคืนให้พ่อค้ายาตัวเอ้จึงไม่ใช่สิ่งง่ายอย่างที่คิด


จบไปแล้ว 2 ซีซัน ซีซันละ 10 ตอน ชนิดที่เข้มข้นน่าติดตามทุก ๆ ตอนเลยก็ว่าได้ ดูไปก็ยังแปลกใจว่าซีรีส์สนุกขนาดนี้ แต่ทำมั้ยทำไมไม่มีใครพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้เลย งั้นขอทำหน้าที่แนะนำซีรีส์น้ำดีเรื่องนี้เองแล้วกัน Ozark เป็นผลผลิตของ NETFLIX เริ่มแพร่ภาพเมื่อ กรกฎาคม 2017 แล้วจบซีซัน 2 ไปเมื่อ สิงหาคม 2018 จากนั้นก็ทิ้งช่วงมาปีกว่าแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ รอคอยกันข้ามปี เพราะมีข่าวแว่ว ๆ ว่า ซีซัน 3 จะมาต้นปี 2020

Ozark เป็นซีรีส์ที่สร้างสรรค์โดย บิล ดูบิวค์ และ มาร์ก วิลเลียมส์ ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน The Accountant หนัง เบน แอฟเฟล็ก และ A Family Man หนังที่เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ รับบทนำ โดยที่ บิล ดูบิวค์ รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ และ มาร์ก วิลเลียมส์ ทำหน้าที่อำนวยการสร้าง

เนื้อเรื่อง

เห็นได้ชัดว่าหนังของ บิล ดูบิวค์ จะพัวกันเกี่ยวกับเรื่อง นักบัญชีฟอกเงิน, มาเฟีย อย่างใน The Accountant และการแบ่งน้ำหนักระหว่างงานและครอบครัวอย่างใน A Family Man ซึ่งบิลก็เอาใจความหลักจากทั้งสองเรื่องนี้ล่ะ ผสมรวมออกมาเป็น Ozark เรื่องราวของ มาร์ติน เบิร์ด รับบทโดย เจสัน เบตแมน เขาเป็นนักบัญชีมือฉกาจเปิดบริษัทรับทำบัญชี แต่กล้วก็หวังรวยทางลัดเลยไปรับงานฟอกเงินให้กับ “เดล” มาเฟียจอมโหด ชีวิตก็ดูราบรื่นดีผ่านไปจน 5 ปี ความซวยก็มาเยือน

เมื่อเดลจับได้ว่าบริษัทนี้ยักยอกเงินเขาไปหลายล้านเหรียญ ซึ่งเป็นฝีมือของบรู๊ซ หุ้นส่วนของมาร์ตินนั่นเอง แต่มาร์ตินก็เอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยวาทศิลป์ที่เป็นพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด และไหวพริบระดับอัจฉริยะ มาร์ตินเสนอไอเดียหรูเลิศให้กับเดล ถ้าไว้ชีวิตเขาแล้วจะมีประโยชน์กว่า เขาสามารถฟอกเงินให้กับเดลได้อีกเป็นร้อยล้าน เพราะมีช่องทางลงทุนในเมืองตากอากาศอันสงบสุขที่ชื่อ โอซาร์ก มาร์ตินเห็นจากโบรชัวร์ท่องเที่ยวเพียงแวบเดียว วาจาหว่านล้อมเป็นผลสำเร็จ

มาร์ตินและครอบครัวเบิร์ดที่ประกอบไปด้วย เวนดี้ ภรรยา ชาร์ลอตต์ ลูกสาวคนโต และโจนาห์ ลูกชายคนเล็ก ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ใน Ozark เมืองริมอ่าวอันเงียบสงบในรัฐมิสซูรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดเล็กที่ผู้คนนิยมมาล่องเรือ และเล่นเจ็ตสกีกัน

และนี่คือจุดเริ่มต้นดูหนังฟรีของเรื่องราวที่ครอบครัวเบิร์ดจะต้องเผชิญกับวิบากกรรมครั้งใหญ่ในชีวิต ที่เดล คอยตามเฝ้าติดตามผลงานฟอกเงินของเขาอย่างใกล้ชิด แล้วยังต้องเผชิญกับผู้คนมากหน้าหลายตาในเมืองโอซาร์ก ซึ่งมีทั้งผู้เป็นมิตรและศัตรู ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีบทบาทสำคัญกับเนื้อเรื่องอย่างเข้มข้น 3 พี่น้องแลงมัวร์ นักเลงกระจอกประจำท้องถิ่นที่ผลัดกันเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น

พวกนี้มองเห็นมาร์ติน เบิร์ด ที่มาพร้อมกับเงินสดหลายล้านเป็นขุมสมบัติของพวกมัน, ผัวเมียตระกูลสเนลล์ มาเฟียค้ายารายใหญ่เจ้าของพื้นที่เมืองโอซาร์ก และรอย เพ็ตตี้ FBI ตัวร้าย ที่ตามกัดตามจิกมาร์ติน เบิร์ด มาตั้งแต่ตอนที่อยู่ชิคาโก แล้วตามร่องรอยมาถึงโอซาร์ก แล้วก็ยังมี ชาร์ล วิลก์ นักการเมืองใหญ่ประจำโอซาร์ก ที่ครอบครัวเบิร์ดจำต้องผูกมิตรไว้เพื่อหนทางที่ราบรื่นในอนาคต

Ozark Season 1 ปฐมบทแห่งความหายนะ

ในโอซาร์ก ซีซั่นแรก จะเป็นเรื่องราวของนักจัดการวางแผนทางการเงิน (Finalcial Planner) ที่ชื่อว่า มาร์ตี้ เบิร์ด (แสดงโดย Jason Bateman) ชายวัยกลางคนที่พยายามหาเงินเพื่อมาเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัวตามประสา จนจับพลัดจับผลูได้เข้าไปหาเงินก้อนโตจากการฟอกเงินให้พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ แต่แล้วหุ้นส่วนของเขาดันไปโกงพ่อค้ายาคนนี้โดยที่เขาไม่ได้รู้เห็นอะไรเลย และพ่อค้ายาเสพติดต้องการที่จะจัดการผู้ที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรู้เห็นทั้งหมดทิ้ง

แต่ก่อนที่มาร์ตี้จะถูกฆ่า เขาคิดแผนเอาตัวรอดขึ้นมาแบบฉิวเฉียดด้วยการเสนอ สถานที่ฟอกเงินที่ใหม่ให้กับพ่อค้ายาคนนี้ เพื่อแสดงว่าเขาบริสุทธิ์ และยังมีประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องฆ่าเขา สถานที่นั้นคือชายฝั่งบ้านนอกที่ยาวยิ่งกว่าฟลอริด้า แถมมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวทุกปี และด้วยความบ้านนอก สรรพากรก็ไม่อยากจะเข้ามายุ่ง ที่แห่งนั้นก็คือ Ozark

ในตอนแรก เรื่องราวจะค่อยๆ เล่าถึงมาร์ตี้ เบิร์ด ว่าเขา มีปัญหาชีวิตอย่างไรบ้าง ในคราบที่ครอบครัวก็จะดูปกติสุขดี มีลูกชายคนเล็กและลูกสาวคนโต แต่ภรรยาของเขาแอบคบชู้กับชายอื่นอยู่ จนจู่ๆ ปัญหาในครอบครัวก็กลายเป็นเรื่องเล็กเมื่อพ่อค้ายาเสพติดสุดโฉดกำลังเอาปืนจ่อหัวพร้อมที่จะยิงเขา ทำให้มาร์ตี้ต้องพาครอบครัวของเขาทุกคน ย้ายจากเมืองกรุง ชิคาโก สู่บ้านนอกไกลปืนเที่ยง สาเหตุที่มาร์ตี้เลือกที่ โอซาร์ก ก็คือ แผ่นพับที่บังเอิญติดอยู่ในกระเป๋าของเขา ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดหรอกว่า จะต้องมาฟอกเงินในกลางป่ากลางเขาแบบนี้ แต่นี่เป็นโอกาสรอดเพียงหนึ่งของเขาและครอบครัว เพราะฉะนั้นเขาต้องทำมันให้ได้

ดูจากพล็อตเรื่องคร่าวๆ แล้ว หลายๆ คน คงจะคิดถึงเรื่อง เบรคกิ้งแบด ที่อาจารย์สอนวิชาเคมีใกล้ตาย ต้องการหาเงินจนกลายมาเป็นคนทำยาเสพติดส่งออกรายใหญ่ ในโอซาร์กก็คล้ายๆ กัน แต่ด้วยการดำเนินเรื่องในซีซั่นแรก หลายๆ อย่าง ต่างกันมาก เลยไม่อยากจะให้นำมาเทียบกันสักเท่าไหร่ เพราะในเบรคกิ้งแบด เราจะเห็นตัวละครหลัก ค่อยๆ เติบโตไปเป็นอาชญากร

แต่ในโอซาร์กคือ คนที่มีเอี่ยวกับอาชญากรหรืออาชญากรรมอยู่แล้ว แล้วหาทางเอาตัวรอดเพื่อไม่ให้ตัวเองตายทั้งครอบครัว โดยนายมาร์ตี้เนี่ยเป็นคนที่ค่อนข้างจะใจเย็น และเป็นผู้ชายประเภทที่บ้างานจนเมียตัวเองไปมีชู้ ความสนุกมันเลยอยู่ที่ว่านายมาร์ตี้คนนี้ จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร ในเมื่อเขาต้องมาฟอกเงินก้อนโตในบ้านนอกแบบนี้

ความสนุกต่อมาก็คือ ในการจะฟอกเงินเนี่ย มันจะต้องหาทางทำธุรกิจถูกกฏหมาย เพื่อนำเงินผิดกฏหมายไปเข้าระบบแล้วเปลี่ยนเป็นเงินถูกกฏหมายได้ นั่นคือนิยามง่ายๆ ของการฟอกเงิน แต่ในใจกลางบ้านนอก ที่จะมีนักท่องเที่ยวมาเฉพาะฤดูท่องเที่ยว แถมยังเป็นบ้านนอกกลางป่ากลางเขา มันจะหาธุรกิจที่ทำเงินเยอะๆ อย่างไร? มันทำให้เราคิดตามและลุ้นไปกับมาร์ตี้ว่า จะต้องทำอะไรยังไงบ้างในการฟอกเงิน ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว มันก็ไม่ได้โชว์ หรือแสดงให้เห็นถึงวิธีการจริงๆ มากขนาดนั้น เพราะเรื่องราวจริงๆ มันเล่าลงลึกไปยังปมดราม่า ของแต่ละตัวละครในเรื่องต่างหาก

โดยในซีซั่นแรก หนังถ่ายทอดสดขอบอกเลยว่า ช่วงแรกค่อนข้างที่จะดำเนินเรื่องได้อืดอาดและยืดเยื้อมาก มันจะค่อยๆ เล่าแบบค่อยๆ เป็นค่อยไป ไม่ได้น่าติดตามอะไรขนาดนั้น แต่นั่นมันก็ทำให้เราเข้าใจตัวละครแต่ละตัวในเรื่องได้ดี ว่าเป็นใคร มาจากไหน ต้องการอะไร แล้วจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการฟอกเงินก้อนโตครั้งนี้

แม้ตัวละครจะไม่เยอะมากเท่าไหร่ แต่ขอบอกเลยว่า น่าสนใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนความน่าดูของเรื่องได้แทบทุกตัวละครเลยทีเดียว เช่น เจ้าของบ้านที่มาร์ตี้ย้ายเข้ามาอยู่ เป็นชายแก่ที่ชื่อว่าบัดดี้ ป่วยและใกล้ตายเลยเปิดบ้านให้เช่าราคาถูกมาก แต่ข้อแม้ก็คือบัดดี้จะอยู่ในชั้นใต้ดินของบ้าน เป็นอีก 1 ตัวป่วนที่กลับมามีบทบาทสำคัญในซีซั่น 2 อย่างไม่น่าเชื่อ หรืออย่างตัวภรรยาของมาร์ตี้เอง ที่ทำผิดกับสามีไว้ด้วยการแอบคบชู้กับชายอื่น

รีวิว Ozark Season 1

ทำให้เธอกลายเป็นอีก 1 ปัญหาคาใจของมาร์ตี้ ที่จะต้องแก้ทั้งปัญหาครอบครัว และปัญหาในการหาทางฟอกเงินก้อนโต ในเมื่อการที่จะหาธุรกิจที่ทำเงินเยอะๆ ได้ในบ้านนอก เพื่อฟอกเงิน มันก็ต้องไปมีกระทบกระทั่งกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่อยู่มาก่อน ซึ่งมาร์ตี้เองก็ดันไปขัดแข้งขัดขากับผู้มีอิทธิพลในนี้ มันจึงยิ่งเป็นความกดดันและทำให้เราคิดว่า มันจะเป็นอย่างไรต่อไปกันแน่

แต่ในซีซั่นที่ 1 อะไรหลายๆ อย่าง ดูเนิบนาบเกินไป และบทของบางตัวละคร หรือหัวข้อบทพูดมันดูน่าเบื่อ ทำให้กราฟความสนุกของเรื่องในช่วงตอนที่ 1-8 มันขึ้นๆ ลงๆ อย่างมาก เดี๋ยวก็ลุ้น น่าติดตาม เดี๋ยวก็น่าเบื่อ อะไรก็ไม่รู้ มันเป็นแบบนี้ตลอด แต่ความพีคจริงๆ จะไปอยู่ที่ตอนท้ายๆ ซึ่งทำเอาเราคาดไม่ถึงและถึงกับอ้าปากเหวอไปเลยทีเดียว

จุดเด่นในซีซั่นนี้

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดอีกอย่าง นอกจากตัวละครและพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ คงจะเป็นทางด้านงานภาพที่นำเสนอได้ดี และค่อนข้างที่จะเล่นอารมณ์กับคนดูได้ในหลายๆ ฉาก มันเป็นความ Cinematography ที่นำเสนอออกมาให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ของซีรีส์ได้ดีมากยิ่งขึ้น และทั้งเรื่องของซีรีส์ เขาจะเกรดสีภาพให้ออกโทนสีฟ้าๆ หม่นๆ ดูขมุกขะมัว เพื่อสื่อให้เรารู้สึกว่าในความที่ดูสบายตา แต่มันก็มีความไม่น่าไว้ใจแฝงอยู่

สรุป

Season 1 ทำออกมาได้ดีและถือเป็นการเปิดเรื่องความดาร์ค Drama ที่สนุก แต่ก็ยังไม่สุดเท่าไหร่ ด้วยความน่าสนใจของตัวเรื่อง และเซ็ตอัพของเรื่องทำได้ดี แต่บทพูด หรือดราม่าบางอย่างที่ดูยัดเยียดและน่าเบื่อเกินจำเป็น เลยจะขอให้คะแนนซีซั่นนี้เพียง 7.5 คะแนน ถ้าหากนำไปเทียบกับ Breaking Bad แล้วล่ะก็ ขอบอกว่ามันเทียบไม่ได้และเป็นคนละแบบกันเสียมากกว่า แต่ถ้าหากใครชอบแนวนี้ และทนดูได้ ขอบอกว่าควรทนดู เพราะอย่างที่เกริ่นไป นี่คือปฐมบทแห่งความหายนะ ความยุ่งเหยิง และความเข้มข้นระดับสูงสุดในซีซั่นที่ 2 ต่างหากล่ะ