วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Stanger Things

ดูหนัง

รีวิว Stanger Things - สเตรนเจอร์ ธิงส์

ซีรีส์แนว ไซไฟ-ทริลเลอร์ (Sci-fi / Thriller)  ที่ผสมผสานกลิ่นอายยุค 80’s เอาไว้อย่างอัดแน่น ทำให้เราอดนึกถึงสไตล์หนังเท่ๆ ของตาลุง สปีลเบิร์ก (Steven  Spielberg) หรือบรรยากาศหลอนๆจากนิยายสยองขวัญของ สตีเฟน คิง (Stephen  King) ไม่ได้ รีวิว Stanger Things

เรื่องย่อ

โดยซีรีส์เรื่องนี้จะเล่าถึงยุค 1980 ที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในรัฐอินเดียน่าได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เมื่อเด็กชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘วิล บายเยอร์’ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ จนทำให้แม่และพี่ชายของเขาต้องออกตามหากันให้วุ่น แต่ไม่ว่าจะตามหาอย่างไรก็ดูเหมือนว่าวิลจะไม่ทิ้งร่องรอยอะไว้เลย ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทุกคนในเมืองต้องช่วยกันออกตามหา ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง แก๊งเพื่อนๆ ของวิลอีก3คน ก็ได้พบกับเด็กหญิงลึกลับผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่จะมาช่วยพวกเค้าหาทั้งวิลและทั้งคำตอบว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเมืองนี้กันแน่ !!

Stranger Things มีทั้งความลึกลับ ให้ปริศนาที่น่าค้นหา กับเรื่องราวที่เหนือธรรมชาติ ผสมกับความสยองขวัญ และ Sci-Fi ได้อย่างน่าสนใจ โดยในตอนแรกเราจะทั้งงุนงง สงสัยไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงแรก เอาตรงๆก็คือผมยังไม่ติด เพราะยังไม่รู้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเล่าอะไรให้ฟังมากนัก

แต่พอพ้นช่วงครึ่งแรกไปเท่านั้นแหละ ที่พอเฉลยปมปริศนาต่างๆ ทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ซีรีส์ก็ทำให้ต้องลุ้นกันตัวโก่ง เพราะแต่ละตอนจบตอนได้น่าติดตามมาก มันทำให้เราอยากรู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรต่อ และทำให้ผมดูช่วงท้ายแบบรวดเดียวจบไปเลย

ตัวละครเดินเรื่องมีทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ทำให้มีความหลากหลายในการเล่าเรื่องได้ดีมาก ผ่านมุมมองตัวละครต่างๆ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีส่วนผสมของความหลากหลายของวัย ในหนังสยองขวัญ ซึ่งปกติถ้าเป็นหนังจะหยิบมาแค่ช่วงวัยเดียว แต่เนื่องจากนี่เป็นซีรีส์ เลยทำให้เราได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้นกว่าหนังที่ฉาย

นอกจากนี้คาแรกเตอร์บางตัวยังมีสนใจความเฉพาะกลุ่มด้วย เช่น มีความสนใจในเรื่องบางเรื่องของยุค 80 เป็นพิเศษ ทำให้คนที่เกิดทันยุคนั้น หรือสนใจสื่อบันเทิงในยุคนั้น มีความเข้าถึงร่วม เหมือนมี Easter Egg ของยุคสมัยนั้นแทรกมาเป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่องได้อย่างดีเยี่ยม

การเล่าเรื่อง

ซึ่งบอกตามตรงว่าพล็อตหลักของซีรีส์เรื่องนี้ อาจจะดูธรรมดาหรือออกจะคลิเช่เกินไปสำหรับใครหลายๆ ที่คุ้นเคยกับหนังไซไฟ-ทริลเลอร์ เรื่องอื่นๆ เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะพล็อตสัตว์ประหลาด เด็กมีพลังจิต หรือ การทดลองลับใดๆก็ตาม ก็อาจจะคิดว่าเรื่องนี้ก็คงคล้ายหนังเรื่องอื่นๆนั่นแหละ แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าไม่มีคำว่าธรรมดาเลยสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ เพราะมันคือการหยิบเอาหนังไซไฟ-ทริลเลอร์ในตำนานเหล่านั้นมายำรวมกันไว้ในหนังเรื่องเดียว

และบอกเล่าเรื่องราวใหม่ได้อย่างลื่นไหล มีจังหวะการติดต่อสนใจและชวนให้ติดตามอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะไอเดียของหนังที่วางคอนเซ็ปการผูกปมเรื่องราวต่างๆ ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยว่ามันคือการนำมาเล่าใหม่ได้มีสไตล์ไม่จำแจไม่ซับซ้อน และเคารพหนังในยุค 80’s มากจริงๆ ครับ

การเล่าเรื่อง

ซึ่งบอกตามตรงว่าพล็อตหลักของซีรีส์เรื่องนี้ อาจจะดูธรรมดาหรือออกจะคลิเช่เกินไปสำหรับใครหลายๆ ที่คุ้นเคยกับหนังไซไฟ-ทริลเลอร์ เรื่องอื่นๆ เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะพล็อตสัตว์ประหลาด เด็กมีพลังจิต หรือ การทดลองลับใดๆก็ตาม ก็อาจจะคิดว่าเรื่องนี้ก็คงคล้ายหนังเรื่องอื่นๆนั่นแหละ แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าไม่มีคำว่าธรรมดาเลยสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ เพราะมันคือการหยิบเอาหนังไซไฟ-ทริลเลอร์ในตำนานเหล่านั้นมายำรวมกันไว้ในหนังเรื่องเดียว

และบอกเล่าเรื่องราวใหม่ได้อย่างลื่นไหล มีจังหวะการติดต่อสนใจและชวนให้ติดตามอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะไอเดียของหนังที่วางคอนเซ็ปการผูกปมเรื่องราวต่างๆ ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยว่ามันคือการนำมาเล่าใหม่ได้มีสไตล์ไม่จำแจไม่ซับซ้อน และเคารพหนังในยุค 80’s มากจริงๆ ครับ

สิ่งที่ชอบ

อีกหนึ่งสิ่งที่ตรึงผมให้อยู่กับซีรีส์เรื่องนี้ได้อย่างอยู่หมัดเลยก็คือ ‘เพลง’ ครับ ถ้าใครชอบฟังเพลงแนว Synthwave ที่จะได้กลิ่นอายเพลงอิเลคโทรป๊อบยุค 80’s รุ่นเก่าๆ หน่อยแบบผม ก็จะยิ่งประทับใจในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะ Soundtrack ที่ใช้ทั้งเรื่องนั้น จะเป็นซาวด์ดนตรีที่ให้มู้ดความน่าพิศวง ความลึกลับน่าค้นหา และสเน่ห์บางอย่างที่ทำหน้าที่ร่วมกับงานภาพที่สวยงามได้เป็นอย่างดี ทำให้บรรยากาศในหนังดูตื่นเต้นน่าติดตามตลอดเวลา และเข้าถึงได้กับทุกอามรมณ์ของหนัง

และความเก๋ของเพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงในวงกว้างถึงขนาดส่งให้  Kyle Dixon กับ Michael Stein สองสมาชิกจากวงดนตรีแนวอิเล็คทรอนิคส์สัญชาติอเมริกันชื่อ S U R V I V E แจ้งเกิดแบบสุดๆในฐานะผู้สร้างสรรค์เพลงประกอบซีรีส์ Stanger Things และประสบความสำเร็จถึงขนาดที่ว่าได้รับการส่งชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขา “Best Score Soundtrack”  ในปีนี้กันเลยทีเดียว ถ้าใครอยากรู้ว่ามันเจ๋งยังไงละก็ วันนี้ผมนำเอามาฝากหนึ่งเพลงครับ ไปลองฟังกันได้เลย

สรุป

เอาล่ะครับก่อนที่จะจากกันไป ผมขอพูดอีกนิดนึงว่าที่ผมเล่าไปนั้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของซีรีส์เรื่องนี้แน่นอนครับ เพราะมันยังมีความน่าสนใจอีกมายมายที่ผมยังกล่าวถึงไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นคอสตูมย้อนยุคที่จัดเต็ม โลเคชั่นที่สวยงาม งานสีและภาพ งาน CG ในเรื่อง Netflix ก็จัดเต็มสุดๆจนแทบจะเทียบชั้นภาพยนตร์ Blockbuster ได้เลยครับ

แต่ก็ใช่ว่าดูหนังจะมีแต่ข้อดีนะครับ จุดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีอยู่ตามสไตล์หนังแนวนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหากับด้านความสมเหตุสมผล ถือว่ายังพอเป็นสิ่งที่มองข้ามได้ ถ้าแทบกับความดีงามที่มี ซึ่งผมยังยืนยันคำเดียวคำเดิมว่า ไปดูเถอะครับ แล้วคุณจะรักซีรีส์เรื่องนี้…(ไม่มากก็น้อยล่ะน่า) !!

รีวิว Stanger Things

5 ความเจ๋งของ Stranger things ทำไมใครๆ ก็ต้องดู ??

1. เป็นซีรีส์ที่ทำให้คนรู้จักเน็ตฟลิก

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องแรกที่เน็ตฟลิกทำจะเป็น House of Cards ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2013 แต่ในขณะนั้นกลุ่มคนที่รู้จักเน็ตฟลิกก็ยังอยู่ในวงแคบ จนมาเมื่อปี 2016 นี่แหละที่ซีรีส์ Stranger things ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นกระแสปากต่อปากที่ใครๆ ก็อยากหามาดูให้ได้

อย่าง เว็บดูหนังเองก็ไปตามดูเพราะว่าได้ยินมาจากนักเขียนและพอดแคสต์ต่างๆ ที่แนะนำเช่นกัน จนแบบเออไม่ได้การละดูบ้างก็ได้ ซึ่งด้วยตัวบทและมู้ดแอนด์โทนต่างๆ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นตัวตนของเน็ตฟลิกไปเลย เหมือนเป็นการบอกกับวงการภาพยนตร์ทั่วโลกว่า ‘ชั้นไม่ได้มาเล่นๆ นะ รอชมเรื่องอื่นกันต่อได้เลย!’

2. ผสมผสานกลิ่นอายยุค 80

ในยุคนี้เรามีหนังดีๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้ได้ชมกันเยอะก็จริง แต่ถ้าพูดถึงซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่เอาเด็กมาดำเนินเรื่องแนววิทยาศาสตร์ก็ถือว่าห่างหายกันไปนานเหมือนกัน ตั้งแต่ยุค E.T. the Extra-Terrestrial (1982) หรือจะ Super 8 (2011) ก็ตาม

ทำให้ Stranger things ถือเป็นซีรีส์แห่งยุคที่ผสมเรื่องวิทยาศาสตร์เข้ากับการดำเนินเรื่องโดยนักแสดงเด็ก และยังเป็นเรื่องราวในยุค 80 ด้วย ทำให้เราได้กลิ่นอายของยุคนั้นไปแบบเต็มๆ เป็นเสน่ห์ที่สุดทางมากๆ มู้ดแอนด์โทนของซีรีส์คุมธีมออกมาได้ดี ทั้งอาร์ตในหนัง พร้อพต่างๆ ที่ถึงจะเป็นวิทยาศาสตร์แต่ก็เป็นแนวอนาล็อค ทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาตอนตัวเองเด็กๆ

3. นักแสดงคาแรคเตอร์จัด

ถ้าให้ว่ากันง่ายๆ เราว่า Stranger things มันเหมือนหนังเรื่องแฟนฉันที่เราเคยดูกันเมื่อปี 2003 มีกลิ่นอายความเป็นแก๊งเด็กๆ เที่ยวเล่น ขี่จักรยานกัน และดำเนินเรื่องไปแบบนั้น แต่ของ Stranger things จะเป็นแก๊งแฟนฉันที่เนิร์ดวิทยาศาสตร์ เนิร์ดบอร์ดเกม และหมกมุ่นกับการเรียนรู้มากๆ

เป็นแก๊งเด็กเนิร์ดที่อยู่ดีๆ เพื่อนของตัวเองก็หายไปหนึ่งคนอย่างไร้ร่องรอย เลยต้องค่อยๆ คลายปมปริศนาว่าที่สุดแล้วเพื่อนหายไปไหน? เรื่องราวในซีรีส์เลยทำให้เราเห็นความรักเพื่อนของแก๊งตัวละครกลุ่มนี้ ที่ประกอบไปด้วย Dustin, Lucus, Mike, Will รวมไปถึงน้อง Eleven ที่ไม่ว่าใครดูก็ต้องหลงรัก จนต้องตามไปกดฟอลโล่ไอจีของนักแสดงเลย

4. กลายเป็นกระแสฟีเวอร์

หลังจากซีรีส์ออกมาซีซั่นเดียวตัวละครและพร้อพต่างๆ ในซีรีส์ก็กลายเป็นสิ่งของที่ทุกคนอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นหมวกที่ดัสตินใส่, ขนม Eggo ที่น้องแอลชอบกิน หรือจะอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกใช้ในซีรีส์ ทุกอย่างกลายเป็นแรร์ไอเท็มที่ถูกนำมาทำเป็น Merchandise ทั้งจากแบรนด์เอง และจากกลุ่มแฟนคลับด้วย
อย่างกรุงเทพฯ ในช่วงนี้ก็ถูกเปลี่ยนโฉมให้ได้บรรยากาศเมืองฮอว์คินส์ ไปในหลายๆ สถานที่เหมือนกัน เช่น หอศิลปกรุงเทพมหานคร (BACC) หรือจะพื้นที่แถวเอกมัย, ทองหล่อก็ด้วย

5. ดูเรื่องนี้ไม่เสียเวลาแน่นอน

หลายคนจะกลัวการเริ่มดูซีรีส์สักเรื่อง เพราะว่ากลัวจะเสียเวลาชีวิต กลัวจะติดเกินไปแล้วเสียงานเสียการ แต่สำหรับ Stranger things เราว่ามันโอเคที่จะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง/ซีซั่น ในการชมนะ เพราะว่าเราจะไม่เสียดายทีหลังแน่ๆ


และระหว่างการดูซีรีส์เรื่องนี้เรายังอาจได้ไอเดียอะไรบางอย่างด้วย เช่นเรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์ล้ำๆ หรือจะเพลงประกอบที่บอกเลยว่าคนสร้างนี่คัดมาแล้วอย่างดี เพราะเราแอบไปดูเบื้องหลังในเน็ตฟลิกมาแล้ว และพบว่า โอ้โห เขาคิดมาเยอะมากจริงๆ ในการจะเลือกเพลงประกอบสักเพลง

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

The King Eternal Monarch

หนัง HD

รีวิว The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ

ซีรีส์เปิดตัวแรงที่โชว์ให้เห็นทั้งงานสร้างสุดอลังการ และพล็อตเรื่องที่น่าสนใจได้ตั้งแต่ทีเซอร์ตัวแรกที่ปล่อยออกมา ทั้งยังเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกของ ‘อีมินโฮ’ ในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่โบกมือลาแฟน ๆ เข้ากรมทหารไป การกลับมาครั้งนี้ของสามีแห่งชาติจึงเข้ามาสร้างความคาดหวังเอาไว้ในใจคนดูในทันที ว่ามันจะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งซีรีส์แห่งปี ไม่แพ้ Crash Landing On You อย่างแน่นอน รีวิว The King Eternal Monarch

เรื่องย่อ 

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องของโลกคู่ขนานและการเล่นกับห้วงเวลาไปพร้อมกัน โดยเรื่องราวเปิดมาที่อนาคตก่อนเรื่องจริงจะดำเนินไปในช่วงหลัง ผ่านเรื่องเล่าของ “อีริม” (รับบทโดย Lee Jung-Jin) ชายปริศนาอายุ 70 ปีผู้เล่าถึงประวัติตัวเองว่ามาจากอีกโลกหนึ่ง ในช่วงปีของจักรวรรดิเกาหลี 1994 กับการแย่งชิงขลุ่ยวิเศษ “มันพาชิกช็อก” ที่มีอำนาจลี้ลับหลายอย่างแฝงอยู่ และเป็นสมบัติแห่งชาติของจักรวรรดิเกาหลีในโลกแห่งนี้ และเขาต้องสังหารน้องชายผู้ครองบัลลังค์พร้อมกับ “อีกน” หลานชายเพื่อให้ได้ของสิ่งนี้มา แต่แผนกลับผิดพลาดจากการปรากฏตัวอย่างลึกลับของคนผู้หนึ่งที่ได้เข้ามาช่วยชีวิตอีกอนไว้ได้ อีริมจึงต้องหนีไปและได้ข้ามประตูมิติในป่าไผ่มายังโลกปกติที่ปกครองด้วยระบบสาธารณะรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข โดยราชวงศ์เกาหลีได้สูญสิ้นไปแล้วในปัจจุบัน เขาได้มาพบตัวเองและหลายชายในโลกแห่งนี้อีกครั้งที่มีสถานะเป็นเพียงคนธรรมดา ก่อนจะสังหารทั้งคู่ลงอีกครั้ง

ในเวลาต่อมาเจ้าชายอีกนได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์อีสืบต่อจากพ่ในเวลาต่อมาเจ้าชายอีกนได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์อีสืบต่อจากพ่อ และก็พยายามตามหาหญิงสาวปริศนาที่คาดว่ามาช่วยเขาในวัยเด็ก จากการที่ป้ายห้อยคอของเธอหล่นในวันนั้น และระบุว่าเป็นตำรวจ วันหนึ่งอีกนก็ได้พบประตูมิติในป่าไผ่ และก็ข้ามประตูมาพร้อมกับม้าขาวคู่ใจมายังโลกอีกด้าน จนมาเจอกับ “จองแทอึล” (รับบทโดย Kim Go-Eun) หญิงสาวที่เขาตามหาในโลกแห่งนี้มาตลอดชีวิต

แต่สิ่งที่น่าชมก็คือ การเซ็ทโลกสมมุติ จักรวรรดิเกาหลีปี 1994 ทั้งในอดีตและปัจจุบันปี 2019 (ปีในเรื่องหลัก) ซึ่งต้องใช้จินตนาการสูงพอสมควรว่าการที่ราชวงศ์เกาหลีไม่สิ้นการปกครองมาถึงปัจจุบันจะเป็นอย่างไร  ซึ่งก็มีการเซ็ทฉากผสมกับการใช้ CG รวมกัน มีภาพมุมสูงโชว์ให้เห็นของสิ่งก่อสร้างอย่างในจินตนาการอย่างพระราชวังปูซาน

มีการถวายการอารักขาสมเด็จพระจักรพรรดิแบบเข้มงวดทุกภารกิจที่ไป อย่างการอ่านนิทานให้เด็กฟัง ซึ่งสถานะราชวงศ์ในโลกนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนมาก เรียกว่าเป็นหน้าตาของประเทศ มีข่าวลงสื่อให้คนได้จิ้นจับคู่นายกรัฐมนตรีหญิงเข้ากับจักรพรรดิอีกน ที่ยังครองความเป็นโสดแม้อายุจะมากถึง 30 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งในส่วนของนายกหญิงคู (รับบทโดย Jung Eun-Chae) จะเป็นบทสมทบที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องความรักกับพระเอก เพราะเธอพุ่งเป้าต้องการเป็นมเหสีให้ได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม

ด้านเนื้อเรื่อง

ตัวเรื่องหลังจากรับชมช่วงแรกยังค่อนข้างธรรมดามากไปสำหรับการวางตัวเป็นแนวเรื่องแฟนตาซีโลกคู่ขนานกับการท่องเวลา ซึ่งพล็อตเรื่องแนวนี้ทำกันมาเกร่อมากๆ และมีเหตุมีผลอธิบายอะไรได้มากกว่าเรื่องนี้ที่จู่ๆ ก็เปิดประตูมิติมาเลย หรือการวางเรื่องว่ามีการย้อนเวลาจากอีกโลกไปอีกโลก เพื่อช่วยตัวเอกและมีการทิ้งของสำคัญไว้ให้ตามหา ก็เป็นอะไรที่เรื่องอื่นใช้กันมาเยอะแล้ว ทำให้การรับชมจนถึงปัจจุบันยังไม่รู้สึกว้าวอะไรกับบทได้เลย มีเพียง CG ในส่วนแฟนตาซีต่างๆ ที่ดูดีหน่อย

แต่ก็ไม่ถึงขนาดเนี๊ยบ เพราะยังรู้สึกออกแนวการ์ตูนมากกว่าสมจริง ยิ่งการเน้นโยงกับเรื่อง อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) ให้มีคนใส่ชุดกระต่ายนำทางพระเอกไปอีกโลกยิ่งดูประหลาดแบบการ์ตูน ไม่เข้ากับเรื่องที่เปิดมาตอนแรกกับฉากการก่อกบฏนองเลือดเลย แต่มีจุดที่น่าสนใจคือการวางตัวร้าย “อีริม” (มีสถานะเป็นลุงของพระเอก แต่ถูกปลดออกจากราชวงศ์แล้ว) ให้มาอยู่ในโลกปกติของเราเพื่อวางแผนการชิงอำนาจกลับมา โดยมีอำนาจอิทธิพลอยู่แบบลับๆ ทั้ง 2 โลก และตั้งแต่ช่วง EP3 ไปหนังเริ่มเล่นมีการหยุดเวลามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งก็จะเชื่อมกับการข้ามมิติไปมาของทั้งพระเอกและตัวร้าย ที่ทั้งคู่เริ่มรับรู้การมีอยู่ของทั้งสองโลกและของกันและกัน

สงครามน่านน้ำระหว่างประเทศญี่ปุ่น VS. เกาหลี

ตัวเรื่องมีเกริ่นมานิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลาว่าจักรวรรดิเกาหลีที่พระเอกปกครองอยู่ในโลกคู่ขนานเจอปัญหาจากการคุกคามของญี่ปุ่น ซึ่งตามข้อเท็จจริงในโลกเราปกติทั้งคู่มีข้อพิพาทแย่งเกาะเล็กๆ ในทะเลกันอยู่ แต่ที่เป็นข่าวบ่อยๆ คือกับการรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นของเกาหลีเหนือเพื่อมาทำประมงมากกว่า ในซีรีส์นี้เกาหลีไม่ได้แบ่งประเทศ แต่แบ่งเป็นภาคเหนือกับใต้ เรื่องก็เลยเปลี่ยนเป็นญี่ปุ่นมารุกรานโดยตรงแทน ซึ่งจะมีฉากรบทางน้ำ พร้อมฝ่าบาทเปลี่ยนชุดเป็นจอมพลสูงสุดลงมาบัญชาการเรือรบโจมตีญี่ปุ่นเองในตอนที่ 6 ซึ่งก็ถือว่าลงทุนทำฉากให้ดูยิ่งใหญ่ไม่น้อย

โดยใช้ฟุตเทจเก่าความละเอียดหยาบนิดๆ มาประกอบ (เข้าใจว่าไม่ได้ใช้ CG เป็นหลัก) มีฉากยิงปืนใหญ่จากเรือให้เห็นพอหอมปากหอมคอ ก็ถือว่าพอทำให้เห็นว่าเรื่องราวของซีรีส์น่าจะมีโอกาสหยิบเรื่องสงครามกับญี่ปุ่นมาเกี่ยวข้องด้วยต่อไปอีก เพราะเกาหลีในเรื่องนี้ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าโลกปกติมาก และก็บีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมขอโทษ โดยใช้การงดส่งออกแร่หายาก “แรร์เอิร์ธ” มาเป็นมาตรการกดดัน (ในความจริงเรื่องแรร์เอิร์ธนี้มาจากจีนที่ผลิตมากสุดแล้วมากดดันที่อื่นจนเป็นข่าวดังช่วงก่อน)
ปล.ญี่ปุ่นในเรื่องนี้ทำเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูแล้วเก่ามาก แบบจงใจไม่ให้ดูดีแบบกองเรือรบเกาหลีเลย

ความรู้สึกหลังดู

โลกคู่ขนานในฉบับเกาหลี
มันก็จริงที่ ‘The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ’ อาจไม่ใช่ซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่พยายามจะดึง ‘ทฤษฎีโลกคู่ขนาน’ มาใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินเนื้อเรื่อง เพราะไม่ว่าจะเป็น Signal , Time Slip Dr. Jin , W two worlds ฯลฯ ต่างก็เป็นซีรีส์เกาหลีชั้นเยี่ยมที่เล่าเรื่องราวในโลกคู่ขนานให้ออกมาลึกซึ้งและสนุกสนาน จนสร้างความประทับใจให้คนดูได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันหนัง HD ก็คงไม่มีซีรีส์เรื่องไหนที่กล้าบ้าบิ่นมากพอจะรื้อประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริงของชาติตัวเองกลับไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญบางอย่างในอดีต แล้วล้างไพ่ทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างโลกอีกใบขึ้นมาใหม่ โลกที่ไม่เคยมีอยู่จริง โลกที่ไม่มีตัวอย่างใดให้เห็น โลกที่จักรวรรดิเกาหลี (the Kingdom of Corea) ยังไม่สิ้นการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์แบบทุกวันนี้ และยังคงดำรงการปกครองโดยราชวงศ์มาได้จนถึงปัจจุบัน

รีวิว The King Eternal Monarch
เราจึงจะได้เห็นอารยธรรมใหม่ บรรยากาศใหม่ของจักรวรรดิเกาหลี ที่ยังคงกลิ่นอายเดิมที่เราคุ้นเคยไว้ได้อย่างดี แต่ก็มีรสชาติใหม่ ๆ ผสมเข้ามา ทั้งราชวังที่สวยงามตระการตาแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหน รถรางใจกลางเมืองหลวงพร้อมสภาพเมืองที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งพระราชพิธีต่าง ๆ ก็สร้างดูหนังผ่านเน็ต ขึ้นมาใหม่ได้อย่างงดงามและสมจริงจนน่าขนลุก

และเมื่อพูดถึงเรื่องราวของโลกคู่ขนานแล้ว แน่นอนว่าอีกหนึ่งความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็ต้องตกไปอยุ่ที่ปม ‘ตัวละคร’ ต่าง ๆ ที่หากว่า ตัวเราในโลกหนึ่งเป็นคนแบบนี้ แต่ตัวเราอีกคนในอีกโลกหนึ่งก็จะกลับเป็นคนละขั้วกันเลยทีเดียว เช่น นิสัยใจคอ พื้นฐานตระกูลและครอบครัว รวมไปถึงชนชั้นทางสังคมที่ต่างเป็นคู่ตรงข้ามของกันและกันเหมือนกับ ‘หยินหยาง’ ทำให้สามารถสอดแทรกประเด็นสังคมสุดฮอตอย่างเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำในสังคม’ ในเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนและน่าสนใจ ส่งผลให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูมีคุณค่า และดูคุ้มค่าต่อการรับชมมากเลยทีเดียว

จุดเด่น

แม้ระหว่างทางที่กำลังฉายซีรีส์เรื่องนี้อยู่จะเจอมรสุมทั้งกระแสซีรีส์ที่ไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด หรือจะเกิดกระแสแอนตี้ ‘คิมโกอึน’ ในบทบาทนางเอกคู่กับพระเอกดังอย่าง ‘อีมินโฮ’ ขึ้นทั้งในเกาหลีและไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เพราะไม่สวยพอจึงทำให้ซีรีส์แป้ก’ ‘เพราะไม่เด่นพอจะเคียงคู่กับพระเอกดัง’ หรือแม้กระทั่ง ‘ทำไมถึงเป็นนางเอกได้ทั้งที่หน้าตาธรรมดา’ และอีกสารพัดเหตุผลที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ในฐานะคนที่เลือกจะดู Ep. 2 ต่อไป ‘คิมโกอึน’ นี่แหละคือความหวังเดียวของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้!

เ พราะทั้งตอนของ Ep. 2 นั้นเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ อืดอาดยืดยาด และการเล่าเรื่องชวนหลับแทบทั้งสิ้น จนเรื่องราวไม่มีอะไรคืบหน้าไปมากกว่า Ep. 1 เลย แถมยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าคาแร็กเตอร์ ‘พระเจ้าอีกน’ (แสดงโดยอีมินโฮ) นั้น นอกจากการตีความบทบาทและแสดงออกถึงบุคลิกความเป็นกษัตริย์หนุ่มผู้แสนสุขุมและอบอุ่นที่มินโฮเองก็ทำได้ดีแล้ว

มุมอื่น ๆ ที่เหลือของตัวละครนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรที่ทำให้เราภักดีกับซีรีส์เรื่องนี้ได้อีกต่อไป ทั้งความบทพูดแสนน้ำเน่าที่ชอบโพล่งออกมาแบบไม่รู้เวล่ำเวลา ความเพ้อเจ้อ และดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรใด ๆ เลย กับการที่เขาหลงมิติมายังที่ไหนก็ไม่รู้ แถมยังหาทางกลับไม่ได้ การพบเจอกับเรื่องราวแฟนตาซีหลุดโลกขนาดนี้

เรากลับไม่ได้เห็นความพยายามแก้ปัญหาหรือท่าทีตระหนกใด ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังมีเวลามาใจเย็นตามจีบนางเอกด้วยคำพูดคำจาที่ดูไม่น่าเชื่อถือ พร่ำเพ้อถึงแต่เรื่องอีกโลกหนึ่งอยู่ได้ทุกวี่วัน จนกลายเป็นตัวละครน่ารำคาญไปซะงั้น ความพังหลาย ๆ อย่างใน  Ep. 2 ล้วนมีส่วนทำให้ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้มาถึงจุดวิกฤตหนักเข้าจนได้

แต่ในทางตรงกันข้าม กับบทบาทตำรวจหญิงแกร่งอย่าง ‘จองแทอึล’ (นำแสดงโดย คิมโกอึน) ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงธรรมดา  ๆ ไม่ได้สวยสะดุดตาอะไรมากมาย (ขนาดแต่งหน้าน้อย ๆ ยังน่ารักขนาดนี้) แต่เธอมาพร้อมคาแร็กเตอร์หญิงสาวผู้แข็งแกร่งทั้งภายนอกและภายใน นิสัยขวางโลกไม่ยอมใคร และเลือกจะเก็บซ่อนความอ่อนไหวเอาไว้ เธอจึงกลายเป็นตัวละครชูโรงที่มีมิติด้านอารมณ์มากกว่าตัวละครไหน ๆ และนั่นจึงเป็นเสน่ห์เดียวของเรื่องราวที่เรายังพอจะไปต่อด้วยได้ แม้ในใจจะแอบคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้มันควรดีได้มากกว่านี้ก็เถอะ

รายละเอียดแน่น

อย่างที่เกริ่นเอาไว้ในช่วงแรกว่านี่คือซีรีส์ที่งานสร้างอลังการ ภาพสวยสมจริง มุมกล้องปราณีต และนักแสดงก็ดูสวยหล่อน่ามองไปหมด บ่งบอกให้เห็นถึงความพิถีพิถันตั้งใจของทีมงาน จนในใจก็แอบหยวน ๆ ให้กับความพังในบางจุดของเนื้อเรื่องได้อยู่ ถึงแม้ว่าการดำเนินเรื่องยังคงไม่คืบหน้าเท่าไหร่นัก แต่ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทางบ้างแล้วใน Ep. 3 – Ep. 6 ที่ซีรีส์ยังคงทำหน้าที่หย่อนปมปริศนาเพิ่มเติมและเริ่มขยี้จุดชวนสงสัยในตอนก่อนหน้านี้มากขึ้น แถมแต่ละตัวละครก็เริ่มมีพัฒนาการที่น่าสนใจให้ได้เห็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เช่น การเล่าถึงแผนการอันแยบยลของตัวร้ายสุดโหดอย่าง ‘อีริม’ ที่จะกลับมาทวงบัลลังก์คืนในไม่ช้า หรือแม้กระทั่งการมาถึงอีกโลกหนึ่งเป็นครั้งแรกของนางเอก รวมไปถึงชั้นเชิงการเล่าเรื่องของซีรีส์ ที่เริ่มจะผูกโยงเรื่องราวที่ปูทางเอาไว้แต่แรกให้คนดูได้เข้าใจและร่วมลุ้นไปกับตัวละครมากขึ้น แต่ประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ ที่จะชวนให้เราหยิบยกขึ้นมาพูดถึงนั้นยังคงมีน้อยมากเหลือเกิน ถ้าแทบกับซีรีส์อื่น ๆ ที่มีจำนวนตอนมากขนาดนี้แล้ว จนหวังว่าใน Ep. ต่อ ๆ ไปซีรีส์จะเริ่มรู้ทันคนดูและพยายามเร่งเครื่องให้มากกว่านี้ เพราะไม่อย่างนั้นความตั้งใจในการทำซีรีส์ของทีมงาน และความตั้งใจในการติดตามดูต่อของคนดู ก็คงจะเสียเปล่าพอ ๆ กันอย่างน่าเสียดาย

สรุป

เนื้อเรื่อง EP1-6 ยังเรียกว่าเดินเรื่องไม่ได้น่าติดตามสักเท่าไหร่ เรื่องดูเป็นแนวแฟนตาซีไซไฟแต่ทำออกมาดูธรรมดาทั่วไป และก็ไม่เดินหน้าเรื่องราวไปสักเท่าไหร่ วนๆ กับการขายความหล่อเท่ของพระเอก เพราะเรื่องถูกวางเป็นแฟนตาซีโรแมนซ์เป็นหลัก ซึ่งในสายโรแมนติกตัวหนังทำออกมาได้ดีอยู่แล้ว มีฉากชวนฝันเยอะ แต่ตัวนางเอกก็มีความง่ายจนเกินไปจากตอนแรกหัวดื้อไม่เชื่อมาก พอข้ามโลกไปได้ก็กลายเป็นอ่อนระทวยยอมไปหมด หันมารักพระเอกทันทีจนไม่มีลุ้นอะไรเลย แต่สิ่งที่เตะตาน่าสนใจคือการสมมุติว่าราชวงศ์เกาหลียังสืบทอดมาถึงยุคปัจจุบันจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร อันนี้เป็นส่วนที่ต้องชมว่าทำได้ดีและมีความน่าสนใจเสมอเมื่อเรื่องเดินไปยังโลกฝั่งนี้ครับ


EP7-8 ถึงค่อยมีเนื้อหาที่น่าติดตามจากการที่พระเอกพาองค์รักษ์ข้ามมาเจอตัวเองอีกฝั่งมาเจอตัวเอง พร้อมกับเริ่มเดินหน้าสืบสวนหาตัวร้ายในโลกปกติ และก็เริ่มเผยให้เห็นแผนการหลักของตัวร้ายอีริม พร้อมทั้งเปิดตัวละคร “คนใส่ชุดฮู้ดกระต่าย” ที่ค้างไว้เป็นปริศนาในตอนเริ่มเรื่องสักทีว่าคือใคร

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Locke & Key บันทึกลับตระกูลล็อค

หนัง HD

รีวิว Locke & Key บันทึกลับตระกูลล็อค

อีกหนึ่งซีรีส์ที่เน็ตฟลิกซ์หมายมั่นปั้นมือให้เป็นออริจินัลที่ฮิตติดตลาด ทั้งด้วยเป็นโพรเจกต์ที่ได้ คาร์ลตัน คิวส์ โพรดิวเซอร์เจ้าของรางวัลเอมมีอวอร์ดส์จากซีรีส์ Lost และ เมเรดิธ เอเวริล โพรดิวเซอร์ซีรีส์ดังอย่าง The Haunting of Hill House มาเป็นครีเอเตอร์ร่วมกันเพื่อดัดแปลงกราฟิกโนเวลชื่อดังที่มีแฟนอยากให้สร้างฉบับคนแสดงมาหลายปี รีวิว Locke & Key

เรื่องย่อ

คีย์เฮ้าส์ (Keyhouse) เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่สถาณที่เกิดเรื่องราวหลักนี้ของตระกูลล็อค ที่ตัวเอก 3 พี่น้องได้ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่หลังจากพ่อของเขาถูกฆาตกรรม ที่ซึ่งพ่อของพวกเขาไม่เคยพาใครกลับมาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้เลย จนกลายมาเป็นปริศนาคาใจให้แม่ของพวกเขากลับมาหาคำตอบหลังการตายของสามี แต่กลายเป็นว่าลูกของเธอกลับค้นพบความลับของบ้านหลังนี้ ที่ซ่อนกุญแจวิเศษมากมายที่มีพลังแตกต่างกัน ซึ่งมันจะกระซิบเรียกหาแต่เพียงเด็กๆ ให้ไปพบเจอได้เท่านั้น

อีกหนึ่งซีรีส์ที่เน็ตฟลิกซ์หมายมั่นปั้นมือให้เป็นออริจินัลที่ฮิตติดตลาด ทั้งด้วยเป็นโพรเจกต์ที่ได้ คาร์ลตัน คิวส์ โพรดิวเซอร์เจ้าของรางวัลเอมมีอวอร์ดส์จากซีรีส์ Lost และ เมเรดิธ เอเวริล โพรดิวเซอร์ซีรีส์ดังอย่าง The Haunting of Hill House มาเป็นครีเอเตอร์ร่วมกันเพื่อดัดแปลงกราฟิกโนเวลชื่อดังที่มีแฟนอยากให้สร้างฉบับคนแสดงมาหลายปี

โดยตอนเปิดตัวของซีรีส์ยังได้ผู้แต่งในฉบับกราฟิกโนเวลอย่าง โจ ฮิล ลูกชายคนดังของ สตีเฟน คิง มาเขียนบทให้ และยังได้ ไมเคิล มอร์ริส ผู้กำกับซีรีส์ดังอย่าง Better Call Saul และ 13 Reasons Why มากำกับให้ด้วย ความน่าสนใจอีกอย่างคือ 2 ตอนสุดท้ายของซีรีส์ยังได้ วินเซนโซ นาตาลี ผู้กำกับแคนาดาคนดังจากหนัง Cube (1997) และเคยร่วมงานกับโจ ฮิลมาแล้วในการทำหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง In the Tall Grass (2019) มากำกับซีรีส์ให้ด้วย

แม้ว่าหน้าหนังดูเป็นแฟนตาซีวัยรุ่นที่มีกลิ่นอายคล้ายๆ หนังดังหลายเรื่องอย่างแฮรี่พอร์ตเตอร์ นาเนีย แต่เรื่องนี้ Netflix ติดเรตไว้ที่ 18+ (สูงกว่า Stranger things ที่ 16+ ซะอีก) หนังจึงเปิดเรื่องราวมาด้วยฉากสยองพร้อมกลิ่นอายหนังสยองขวัญฆาตกรรมทันที ซึ่งเป็นส่วนผสมที่แปลกแตกต่างจากทั่วไปมากอยู่เหมือนกัน

เมื่อซีรีส์เดินเรื่องหลักด้วยแนวแฟนตาซีกับการพบเจอกุญแจวิเศษ ที่แต่ละดอกมีพลังเหลือเชื่อระดับที่เป็นอาวุธร้ายแรงขนาดครองโลกยังได้เลย ซึ่งถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ มักมีแค่ 1 อย่างให้ตามล่าหากัน แต่เรื่องนี้กลับขนมาเพียบ ในแต่ละตอนเราจะได้เห็นการพบเจอกุญแจใหม่ๆ กับพลังวิเศษของแต่ละดอกที่น่าอัศจรรย์แตกต่างกัน จนพวกเด็กๆ เข้าใจว่าเป็นเวทมนตร์ แม้จะยังไม่ได้มีคำตอบชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่

หนังสร้างกุญแจขึ้นมาเป็นปริศนาทิ้งไว้มากมายตั้งแต่เริ่มตอนแรก พร้อมกับเปิดตัวร้ายของเรื่องทันทีแบบไม่ต้องยืดเยื้อรอนานกับฉากสยองขวัญที่เป็นเหมือนหนังผีปีศาจ ที่มีความแฟนตาซีรวมอยู่ด้วยกัน เมื่อจบตอนแรกยากมากที่จะไม่ประทับใจกับความพิเศษของส่วนผสมที่ประหลาดมหัศจรรย์นี้
เพราะนี่คือผลงานคุณภาพที่สามารถนำไปสร้างหนังภาพยนตร์ฉายโรงดีๆ ได้เลย แต่ทาง Joe Hill เลือกให้มาทำเป็นซีรีส์ใน Netflix แทน ซึ่งก็เป็นคำตอบที่เหมาะที่สุดแล้วด้วยความยาวของต้นฉบับหลายเล่มที่ยังไม่จบ การเล่าเรื่องราวแบบซีรีส์จึงเหมาะกว่าการทำเป็นภาพยนตร์ที่ต้องโดนตัดหั่นไปเยอะแน่นอน

ความพยายามครั้งนี้มีความเสี่ยง 

เพราะแรงกดดันจากความคาดหวังจากแฟนกราฟิกโนเวลก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือ Locke & Key เคยมีความพยายามดัดแปลงขึ้นจอมาแล้วทั้งจอเงินและจอแก้วแต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลย ถ้านับไปอย่างน้อยก็ 3 ครั้งแล้วตั้งแต่ปี 2010 โดยค่ายฟ็อกซ์

และต่อมาก็เป็นโพรเจกต์หนังของยูนิเวอร์แซล ก่อนที่สุดท้ายจะมีการทำตัวไพลอตซีรีส์ไปเสนอที่สตรีมมิงเจ้าดังอย่าง ฮูลู และถูกปฏิเสธมา จนมาเข้ามือคู่แข่งอย่างเน็ตฟลิกซ์ที่อนุมัติให้สร้างนี่เอง เรียกว่าตัวซีรีส์แอบมีความยากในการดัดแปลงจนค่ายใหญ่ถอยมาแล้วหลายครั้ง อย่างน้อยเราก็เห็นว่าตัวเนื้อหาน่าจะมีรายละเอียดมากจนเหมาะกับการเป็นซีรีส์มากกว่าหนัง และนี่น่าจะมาถูกทางอยู่พอประมาณ
ปัญหาของซีรีส์ขนาดยาวโดยเฉพาะซีรีส์ในเน็ตฟลิกซ์คือ มักมีประเด็นน่าสนใจในหน้าหนังแต่ก็มักจะเข้าประเด็นสำคัญหรือทำให้รู้สึกสนุกได้ช้า ผู้ชมต้องอาศัยความอดทนในช่วงหลายตอนแรกอยู่พักใหญ่กว่าจะเริ่มลุ้นกับพลอตจริง ๆ ของซีรีส์นั้น และสำหรับ Locke & Key เองก็เช่นกัน แม้ในตอนแรกซีรีส์จะเปิดตัวอย่างน่าสนใจทั้งประเด็นดาร์ก ๆ ว่าแม่และลูกในครอบครัวล็อคต้องย้ายมาบ้านของตระกูลฝั่งพ่อ

หลังจากที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัวที่มีอาชีพครูต้องจากไปในเหตุโศกนาฏกรรมที่เด็กนักเรียนเพี้ยนตามมายิงที่บ้าน ซึ่งจั่วหัวมาก็ถือว่าดาร์กพอควรกลับหนังแนวแฟนตาซีที่เด็กดำเนินเรื่อง โดยใน 3 พี่น้องล็อคที่เป็นตัวนำ ตัวน้องชายคนเล็กที่ได้ยินเสียงกระซิบของกุญแจวิเศษคนแรกอย่าง โบดี้ (แสดงโดย แจ็กสัน โรเบิร์ต สก็อตต์ หรือ จอร์จี้ จากหนัง IT) ก็อายุเพียง 6 ขวบเองด้วย

นอกจากนี้ตัวขับเคลื่อนเรื่องสำคัญอย่างพลังของกุญแจวิเศษแต่ละดอกก็ไม่ได้แฟนซีหวานแหววเลย เช่นดอกแรกที่เป็นกุญแจกระจกที่จะหลอกล่อคนเข้าไปติดห้องวงกตในมิติกระจกจนตาย หรือดอกที่เป็นพระเอกอย่างกุญแจหัวที่จะไขเข้าไปสู่โลกในสมองของคนที่มีเงื่อนไขการนำเข้า-การเอาออกสิ่งของในโลกนั้นแล้วกระทบกับสมองของตัวคนได้

อย่างที่พี่สาวคนรองอย่าง คินซี่ (เอมิเลีย โจนส์ จากหนัง High-Rise) เลือกจะเอาความกลัวของตนเองออกมาจากหัวจนทำให้เธอเปลี่ยนจากเด็กที่เจ้าระเบียบและขี้กังวลกลายเป็นคนกล้าและขาดการยั้งคิดไป ก็ดูจะไฮคอนเซ็ปต์พอสมควร มองในแง่นี้ซีรีส์จึงไม่ได้ประนีประนอมกับคนดูและมุ่งไปที่กลุ่มผู้ชมเด็กโตจนถึงวัยหนุ่มสาวขึ้นไปเสียมากกว่า

โดยยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นการสู้รบกับปีศาจในร่างมนุษย์เช่นเด็กเพี้ยนนาม แซม ที่ปัญหาครอบครัวนำมาสู่การถูกปั่นหัวง่ายและกลายเป็นฆาตกรในที่สุด หนัง HDหรือกระทั่งปีศาจตัวจริงอย่าง ดอดจ์ (เลย์สลา ดี โอลิเวียรา จาก In the Tall Grass) หญิงในบ่อน้ำที่โบดี้ไปเจอ ผู้ที่ใช้ทั้งพลังรอบรู้ในเรื่องกุญแจ ความเจ้าเล่ห์และความเหี้ยมอำมหิตฆ่าคน (แม้แต่เด็กเล็ก) เป็นว่าเล่น ก็เสริมภาพรวมของซีรีส์ให้เป็นแนวดาร์กน้อง ๆ Stranger Things อยู่พอสมควร (แต่ก็ยังห่างไกลความโหดด้านภาพจากหนัง IT ในประเภทหนังเดียวกัน)

เอาว่ากันจริง ๆ ซีรีส์ใช้เวลาปูพื้นความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครในเมืองกับครอบครัวล็อคอยู่พอควร โดยระหว่างนั้นก็พัฒนาพลอตเรื่องของการตามหากุญแจวิเศษเพื่อต่อกรปีศาจร้ายไปด้วย และจะเริ่มดึงคนดูหนัก ๆ จริง ๆ ก็ปาไปตอนที่ 7 ไปแล้ว ตั้งแต่ว่าตัวร้ายอย่าง แซม และ ดอดจ์ ได้กลับมาแท็กทีมกันสมบูรณ์นั่นเอง

รีวิว Locke & Key


ตรงนี้ก็ตอกย้ำอีกครั้งว่าซีรีส์ไม่สามารถเอาอยู่ด้วยการขับดันด้วยซับพลอตเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร เช่น ปัญหารักสามเส้าของคินซีย์ หรือปัญหาการอยากเป็นที่ยอมรับในสังคมโรงเรียนใหม่ของ ไทเลอร์ พี่ชายคนโต แม่ที่ต้องสู้กับอาการติดสุราและความอยากปกป้องลูก ๆ โดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเว็บสตรีมหนังเพราะผู้ใหญ่จะจดจำเรื่องเวทมนตร์ไม่ได้ และโบดี้น้องคนเล็กที่ต้องเผชิญปีศาจใกล้ชิดที่สุด ก็อาการหนักจากช่วงกลางของซีรีส์ที่บทของเขาหายไปพักใหญ่ ๆ เลย

ส่วนเรื่องพลังของกุญแจเองก็มีทั้งที่น่าสนใจ ถูกใช้เป็นตัวเอกอย่างกุญแจหัวที่เข้าไปดูความคิดคน กุญแจไปไหนก็ได้ และกุญแจพลังเพลิง และก็มีบางดอกที่ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไรกันแน่นอกจากขับเรื่องให้เคลื่อนไปเฉย ๆ อย่างกุญแจที่ไขต้นไม้เรืองแสงที่เก็บขวดโหลความทรงจำ

ส่วนกุญแจบางอันก็พลังเว่อวังเช่นกุญแจกล่องเสียงเพลงที่สั่งให้ใครทำตามก็ได้ ซึ่งส่วนที่น่าเสียดายของซับพลอตส่วนนี้คือมันถูกใช้ประโยชน์จริง ๆ น้อยมากในเรื่อง และหลายดอกก็ดูเป็นช่องโหว่ให้กับเนื้อหาด้วย เช่นว่า ทำไมไม่เอากุญแจกล่องเพลงหรือกุญแจกระจกมาสู้กับตัวร้าย อะไรแบบนั้น

สรุป

ยอมรับว่าซีรีส์กลับดูสนุกเพราะเหล่าตัวร้ายที่มีความเก่งฉลาดและคาดเดายากว่าจะทำอะไรเสียมากกว่า และเมื่อคนดูเริ่มต่อติดซีรีส์ก็ดูสนุกขึ้นมาก แม้จะไม่ชวนลุ้นชวนให้อยากดูแบบรวดเดียวจบก็ตามแต่ก็เป็นอีกซีรีส์ที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ในแบบตัวเองที่แตกต่างจากซีรีส์แนวแฟนซีเรื่องอื่น ๆ  และเมื่อพิจารณาว่าตัวซีรีส์สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกหลายซีซัน จากกุญแจวิเศษอีกหลายดอกที่ยังอยู่ในบ้าน (ตอนนี้ออกมาประมาณ 11 ดอก) ปริศนาใหญ่อย่างประตูสีดำในถ้ำติดทะเลคืออะไรกันแน่ และปีศาจที่เหลือรอดอยู่นั้นจะก่อการใด ๆ ขึ้นอีกโดยที่เหล่าตัวเอกยังไม่รู้ตัว ก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอตัว เพราะล้วนเป็นจุดแข็งที่น่าติดตามของซีรีส์เองทั้งสิ้น วัดภาพรวมเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่น่าติดตามต่อไป โดยเฉพาะใครที่ดูถึงตอนสุดท้ายน่าจะรอดูซีซันต่อแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ซีรีส์ที่ติดหนึบขนาดต้องกวาดรอบเดียวจบซีซันอย่างบางเรื่องเท่านั้นเอง

Vagabond เจาะแผนลับเครือข่ายนรก

ดูหนัง HD

รีวิว Vagabond เจาะแผนลับเครือข่ายนรก

Vagabond หรือ Baegabondeu (배가본드) ซึ่งแปลว่า คนพเนจร  เป็นดราม่าซีรีส์จำนวน 16 ตอน ที่ออกอากาศทางช่อง SBS (Seoul Broadcasting System) ทุกคืนวันศุกร์-เสาร์ เวลา 4 ทุ่มเป็นต้นไป และออกอากาศผ่านทางสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องรอให้ออนแอร์ในเกาหลีครบแล้วค่อยมาลงทีเดียว เรียกว่าบ้านเราได้ดูผ่านเน็ตฟลิกซ์ไปพร้อม ๆ กับทางเกาหลีแบบไม่มีโฆษณาคั่นด้วย (ดีกว่าอีกแน่ะ) รีวิว Vagabond

เรื่องย่อ

สตันท์แมนนามว่า ชาดัลกอน (ลีซึงกิ) ซึ่งได้เข้ามาพัวพันกับโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มีหลานชายคนเดียวของเขานั่งไปด้วย และจบลงด้วยการพบเจอเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอรัปชันระดับชาติ และมีเครือข่ายโยงใยไปยังองค์กรระดับโลกด้วย ในขณะเดียวกัน โกแฮริ (แบซูจี) ลูกสาวคนโตของทหารเรือผู้ล่วงลับ ได้ตัดสินใจทำงานในหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ (NIS) ในฐานะหน่วยสืบราชการลับประจำต่างประเทศ เพื่อเลี้ยงดูแม่และพี่น้องของเธอ แม้แฮริฝันที่จะได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐธรรมดาก็ตาม แต่ความฝันนั้นก็ถูกท้าทายเมื่อเธอบังเอิญได้พบชาดัลกอนที่กำลังตามหาความจริงในคดีเครื่องบินตก นำมาพาให้ทั้งคู่ระเหเร่ร่อนข้ามประเทศทั้งหนีคนตามฆ่า ทั้งค้นหาผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ในฉากหลังหลายประเทศอย่างเกาหลี โปรตุเกส และโมรอกโค ด้วย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Vagabond หรือ Baegabondeu (배가본드) ซึ่งแปลว่า คนพเนจร

ความน่าสนใจของซีรีส์นี้เริ่มที่ 2 ดารานำนั้น เป็นการกลับมาร่วมงานกันของนักแสดงชั้นแนวหน้าของเอเชียที่มีแฟนติดตามเยอะมาก ๆ อย่าง ลีซึงกิ (Lee Seung-Gi) กับ แบซูจี (Bae Suzy) นับตั้งแต่ซีรีส์ย้อนยุคเรื่อง Gu Family Book คังชิ คัมภีร์ตระกูลจิ้งจอก เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งทั้งคู่ก็มีแฟนติดตามจากที่ทั้งสองเป็นศิลปินที่มีผลงานเพลงดัง

และติดตามในฐานะที่เป็นนักแสดงที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องด้วย เขาว่าดารานำมีชื่อเสียงก็โกยเรตติ้งไปเป็นกระบุงแล้ว และเพียงเปิดตัวตอนแรกก็สามารถขึ้นไปที่อันดับ 3 เป็นรองแค่ Home for Summer (여름아부탁해) ของช่องใหญ่ KBS และ A Place in the Sun (태양의계절) ของช่อง KBS2 (ทั้งสองเรื่องเป็นซีรีส์ขนาดยาวทีมีฐานแฟนแน่นเหนียวระดับ 100 ตอนขึ้น และในไทยมีให้รับชมทางสตรีมมิ่งของ viu)

ส่วนในด้านทีมงานสร้างทางเน็ตฟลิกซ์ก็ชูว่าเป็นการร่วมงานครั้งที่ 4 ของผู้กำกับ ยูอินชิค (Yu In-Sik) ที่มีผลงานคว้ารางวัลอย่าง Dr. Romantic (นี่ก็มีใน viu) และทีมเขียนบทอย่างจางยองชอล และ จางคยองซุน นอกจากนั้น นี่ยังเป็นโปรดักชันทุ่มทุนที่ถ่ายทำถึง 3 ประเทศคือ เกาหลี โปรตุเกส และโมรอคโค และจัดเต็มทั้งฉากบู๊อัดแน่นร่วมกับวิช่วลเอฟเฟกต์ที่ให้ความรู้สึกระดับหนังโรงเกาหลีเลยทีเดียว
ตามที่บอกว่านี่ไม่ใช่รีวิวเต็ม แต่เป็นการดูทรงสัปดาห์แรกที่ฉายว่าควรตามดูต่อไหม เพราะต้องรอเกาหลีฉายไปพร้อม ๆ กันรวม ๆ ก็ต้องลากยาวกัน 8 สัปดาห์ทีเดียวกว่าจะได้ดูจบ จากที่ดูมา 2 ตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่พูดได้ คือนี่เป็นหนังแนวสืบสวนแก้ต่างที่มีเบื้องหลังเป็นอาชญากรรรมคอรัปชันในภาครัฐที่โยงใยบริษัทผู้ผลิตอาวุธและคนในรัฐบาล

ซึ่งพอฉากหลังมันใหญ่มาก ๆ แบบนี้มันก็เลยยิ่งที่ให้เล่นกับคอนทราสต์ความเล็กจ้อยของตัวเอกได้อย่างดี เพราะพระเอกโคตรธรรมดา เป็นพวกทำอะไรไม่สำเร็จหาความภาคภูมิใจในตัวเองได้ยาก มีความฝันเป็นดาราคิวบู๊แบบ บรูซ ลี แบบเฉินหลง ถึงขนาดคิดชื่อในวงการของตัวเองไว้ว่าง บรูซ ชาน เลยทีเดียว

แต่กระนั้นเขาก็แค่พวกฝีมือปลายแถวเป็นตัวประกอบเจ็บตัวที่ไม่รุ่งเอาเสียที จนท้ายสุดเพื่อหลานคนเดียวที่กำลังโตขึ้นมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เขาเลยต้องลาออกและขับรถแท็กซี่แทน คือคนแบบนี้เองหรือที่กำลังงัดข้อกับอำนาจที่ใหญ่ล้นฟ้าขนาดประกอบอาชญากรรมใหญ่เช่นก่อการร้าย และฆ่าปิดปากได้อย่างไม่มีใครล่วงรู้ แค่นี้เราก็ลุ้นช่วยพระเอกจะแย่แล้ว

แต่คนเขียนบทก็ยังดันดราม่าสูตรสำเร็จเข้าไปอีก เอาให้สงสารจับใจกันไปเลย เพราะสาเหตุที่ทำให้ชาดัลกอนต้องไปพัวพันกับเรื่องใหญ่นี้เพราะเขาต้องสูญเสียหลานรักคนเดียวไปบนเครื่องบินที่ถูกก่อการร้ายแต่ทำให้เหมือนประสบอุบัติเหตุตกลงในโมรอคโคนั่นเอง และคลิปสุดท้ายที่หลานเขาบันทึกเพื่อขอโทษที่ทั้งสองทะเลาะกันก่อนจะมาขึ้นเครื่องดันไปถ่ายติดชายต้องสงสัยที่น่าจะเป็นคนก่อวินาศกรรมได้เข้าไปอีก

ถือว่าการวางหมากจูงด้านอารมณ์ และด้านเหตุผลต่าง ๆ ทำออกมาได้โอเคเลยนะ แม้ว่าตัวพลอตจริง ๆ ก็ยังไม่ได้ว้าวอะไรมากนะ เราเห็นหนังแนวนี้มาเยอะแล้วล่ะ แต่ซีรีส์นี้ก็หาที่ทางใหม่ของตัวเองได้ด้วยการสร้างคาแรกเตอร์แทนนี่ล่ะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคาแรกเตอร์พระเอกเป็นดาบสองคมพอสมควร เพราะเขามุ่งล้างแค้นจนบางทีก็ทำอะไรไม่มีเหตุผลมากเกินไป หลายครั้งเราหงุดหงิดกับการตัดสินใจที่ไม่มีสติของเขามากกว่าจะสงสารว่าเขาทำอะไรโง่ ๆ เพราะความเสียใจที่เสียหลายชายไปเสียอีกนะ
ด้านนางเอกอย่างโกแฮรี ในตอนแรกเหมือนจะถูกวางมาเพื่อหลอกคนดูว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย แต่พอตอนที่ 2 ทุกอย่างก็เหมือนจะเคลียร์ไปหมด คาแรกเตอร์เธอจะงอแง ๆ หน่อย ดูไม่มีพิษมีภัยจริง ๆ ได้ แม้เธอจะทำงานในฝ่ายความมั่นคงในฐานะสายลับก็ตาม (ก็ไม่แน่ว่าทั้งหมดก็หลอกคนดูอีก)

อย่างไรก็ดีพอตอนที่ 2 เราได้เห็นความชัดเจนอะไรมากขึ้น เมฆหมอกหนาที่ปิดบังความเข้าใจเราในตอนเปิดตัวก็พลันจางหายไป เราเริ่มแบ่งแยกฝั่งคนดีกับคนร้ายออกพอสมควร ซึ่งจะว่าไปก็ดูเร็วเกินไปล่ะนะ อาจมีพลิกอีกหลายตลบก็ได้ แต่ที่ต้องพูดคือการเพียงสองตอนเราก็รู้สึกว่าความเข้มข้นของเนื้อหามันลดลงด้วยความกระจ่างที่ว่ามา

บุคลิกนางเอกที่ดูผ่อนคลายทำให้เนื้อหาฝั่งพระเอกทอนความเครียดลงเยอะ ไม่รู้จะบิ้วกลับไปซีเรียสมาก ๆ ได้อีกไหม คงต้องหวังพึ่งบทของตัวร้ายที่เป็นนักฆ่าที่ดำเนินงานอยู่รอบ ๆ ตัวพระนางว่าจะทวีความน่ากลัวคุกคามได้มากกว่านี้อีก และบทเบื้องหลังของเหล่าตัวร้ายจอมบงการที่มีสายอยู่ในรัฐบาล กับเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงไม่กี่คนที่พยายามสืบหาความจริงนั้น จะทำให้ตัวซีรีส์ซับซ้อนและสนุกขึ้นได้อีก

สิ่งที่คาดหวังได้อีกอย่างคือฉากแอ็กชันนี่ล่ะ เพราะแค่ตอนแรกเราก็ได้เห็นฉากไล่ล่าบนรถกับลีซึงกิโชว์ฟรีรันนิ่งเท่ ๆ ไปตามอาคารสถานของโมรอคโคได้แปลกตาและเร้าใจมาก ๆ ตอนสองก็มีฉากโชว์ฟัดในครัวและฉากเท่ ๆ ในการหนีคุกอีก ก็เป็นซีรีส์แนวแอ็กชันสปายที่ชัดเจนล่ะนะ ใครชอบแนวนี้ก็น่าสนใจทีเดียว

ตัวซีรีส์ยังมีอีก 14 ตอนต้องรอดูทุกคืนวันศุกร์และวันเสาร์เอา แต่ถ้าถามจากเปิดหัวมา 2 ตอนแรกนี้คิดว่าอย่างไร ก็ต้องบอกให้คะแนนผ่านมาตรฐานนะ แต่ยังไม่ถึงกับรู้สึกว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องดูขนาดนั้น คิดว่าต้องรอดูกันยาว ๆ อีกสักหน่อย ยิ่งชื่อเรื่องที่แปลว่าพเนจรร่อนเร่

ก็น่าจะหมายถึงพระเอกที่น่าจะไม่ได้อยู่กับที่ต้องหนีตายและหลบซ่อนไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เชื่อหรอกว่าที่ปล่อยเผยความจริงมาขนาดนี้ในเวลาแค่ 2 ตอน จะเป็นการหมดไอเดียของทีมงานแล้ว มันน่าจะมีจุดพลิกหลอกเราอีกแน่ ๆ คอยดูสิ โดยเฉพาะฉากในอนาคตที่เอามาเปิดเรื่องสั้น ๆ ชวนให้ติดตามสงสัย ที่พระเอกเหมือนจะกลายเป็นทหารรับจ้างและอาจจะต้องฆ่านางเอกในต่างประเทศ นี่น่าสนใจมากว่าจากสตันท์แมนธรรมดาจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

ส่วนที่ชอบ 

ซีรีส์เริ่มจากเรื่องของคนตัวเล็ก ๆ ที่ถูกผลักให้ไปอยู่ในสถานการณ์ที่ใหญ่เกินตัว จริง ๆ ก็เกินไปเยอะเลย นึกสภาพคนหาเช้ากินค่ำที่อยู่ดี ๆ จะต้องไปเจอทั้งกลุ่มผู้ก่อการร้าย องค์กรนักฆ่า หน่วยข่าวกรองระดับชาติ ระดับข้ามชาติ แวดวงการเมืองประเทศ การเมืองโลก เชส นี่มันอะไรกันเนี่ย ไอ้หนุ่มดวงซวยคนนี้มีนาม ชาดัลกอน เขามีคาแรกเตอร์แนวมุทะลุ ตรง ซื่อ อ่านง่าย ไม่พลิกแพลง

เป็นคาแรกเตอร์แบบที่ไม่น่าอยู่ในหนังแนวสายลับสองหน้าไล่ล่าหักหลังคอร์รัปชันได้เลย แต่เพราะแบบนี้ล่ะเลยทำให้ซีรีส์นี้ดูแตกต่างขึ้นมา เขาเหมือนตะปูที่ตอกลงบนไม้แกะสลักมากลวดลายหลอกตา ทำให้เราติดตามเรื่องราวง่ายเข้าใจได้แม้ไม่ชินกับหนังที่พลิกไปมา

รีวิว Vagabond


ข้อดีอีกอย่างคือถึงเขาจะเป็นอย่างนี้แต่เขาไม่ได้โง่เป็นพระเอกละครน้ำเน่า ในจุดวิกฤตเขาคือคนที่มักสังเกตความผิดปกติได้ก่อนใคร เขาสงสัยและหาคำตอบแบบไม่ยี่หระต่ออุปสรรคเลย ชอบประโยคที่ประธานาธิบดีพูดกับเขาในตอนสุดท้ายมากว่า “คุณเป็นคนประเภทที่ต่อให้ฟ้าผ่าใส่ก็คงไม่ตาย”ใครดูมาคงรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ สกิลพระเอกโชคช่วยก็มีบ้าง

แต่ดูโดยเนื้อตัวละครนี้ก็มีความพยายามมากกว่าใคร ๆ อยู่มาก และดูหนัง HDนั่นจึงเปิดโอกาสดี ๆ อย่างการรอดชีวิต และได้รับการช่วยเหลือที่ทันเวลาในเหตุการณ์ต่อมา และนั่นมันเลยสมเหตุสมผลพอที่เราจะไม่คอยดูแล้ว เอ๊ะ อยู่เรื่อย ๆ เช่นหนังบางเรื่องเป็น

ส่วนที่ชอบที่สุดของหนังที่ต้องพูดถึง คือการสร้างตัวร้ายในแบบแข็งแกร่งมาก ๆ เอาชนะได้ยากมาก ๆ ตัวตนที่ใหญ่และเป็นเครือข่ายเป็นอะไรที่แค่คิดก็ท้อแท้แล้ว มันคือไม้ซี่งัดไม้ซุงของจริง และต้องบอกว่าเพราะเหล่าตัวร้ายนี่ล่ะคือตัวเอกตัวจริงที่ทำให้ ฮีโรสง่างาม ทำให้ซีรีส์นี้น่าติดตามของจริงเลย
การพลิกสถานการณ์ไปมาก็เป็นความเชี่ยวชาญที่ดีของทีมเขียนบทนี้เหมือนกัน ไม่มีมิตรและศัตรูที่ถาวร ทำให้ซีรีส์นี้มันมือมากในการย้ายค่ายเปลี่ยนโปรกันอุตลุด ทำเอาเราต้องรอลุ้นดูว่าใครจะมีไพ่ตายอะไรอีก ใครจะหักหลังใครอีก และใครจะพลิกหน้าเผยเบื้องหลังอีก สนุกมากกก

และตอนจบที่เตรียมบิ้วต่อไปนี่ก็ทำให้หนังเดินสู่ทิศทางใหม่ ๆ ไปเลย ซึ่งเป็นอะไรที่น่าติดตามมาก เพราะตัวละครแต่ละตัวเปลี่ยนสถานะอัปเลเวลกันเป็นแถว โดยเฉพาะนางเอกของเรานี่พลิกไปแบบเกินเดามากว่าจะมาถึงจุดนี้เลยสินะ นอกจากนี้รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผูกโยงแต่ละตัวละครหนังออนไลน์ก็ชัดขึ้นเห็นฝั่งฝ่ายชัดขึ้น แต่ชัดขึ้นนี้ก็ยังไขว้กันไปมายุ่งเหยิง และทำให้เรื่องราวยากขึ้นด้วย กลายเป็นปัญหาคนดูจบค้างคาลงแดงอยากรู้เรื่องต่อแบบสุด ๆ ไปเลยซะนี่

ส่วนที่ไม่ชอบ 

ก็ยังคงรู้สึกเหมือนเดิมกับที่เคยพูดไปในช่วงรีวิว 2 ตอนแรก ว่ารำคาญบุคลิกไม่ยั้งคิดของพระเอก กลางเรื่องค่อนเรื่องผ่านเหตุการณ์มากมายว่าไอ้ที่ทำตามอารมณ์มันฉิบหายขนาดไหน พี่แกก็ยังมีโมเมนต์นั้นให้ได้ติดตามอยู่เนือง ๆ ไม่รู้จักจำ (ฮา) แต่พอดูจนจบก็เข้าใจการวางพัฒนาการตัวละครพอประมาณล่ะนะ

ว่าถ้าเรื่องยังไปต่อได้ไกลก็คงไม่อยากรีบให้พระเอกเทพ ให้มีข้อบกพร่องทางอารมณ์นี่ล่ะจะได้ง่อย ๆ หน่อย แล้วก็จริงเลย ในช่วงหักเหใหญ่ในชีวิตพระเอกเราก็ได้พระเอกที่พร้อมไขว้กับคนทั้งโลกขึ้นมาแทนคนเก่า และพร้อม ๆ กันหนังก็สร้างจุดอ่อนใหม่ให้พระเอกและนั่นก็คือ โกแฮริ นางเอกสุดสวยของเรานี่เอง โว้ววว ลงตัวมาก ๆ เลยยอมมองข้ามความขุ่นข้องใจไปได้บ้างล่ะนะ

ด้านที่น่าเสียดายคือฉากแอ็กชันแบบฟรีรันนิ่งที่โชว์ในตอนแรก ๆ หลัง ๆ ก็กลายเป็นแอ็กชันทั่ว ๆ ไปในภายหลัง ถ้าดึงสกิลสตันท์แมนของพระเอกมาเล่นได้อีกเยอะ ๆ น่าจะสร้างความแตกต่างได้ดี

สรุป

ซีรีส์ฟอร์มใหญ่ของเกาหลีที่โกอินเตอร์ ใช้นักแสดงต่างชาติจำนวนมาก มีฉากแอ็กชั่นไล่ล่าระเบิดตูมตามมากมาย หนังผูกปมมีความสนุกลุ้นระทึกได้ทุกตอน ซึ่งนี่เป็นข้อดีที่สุดของเรื่องนี้ที่น่าติดตามจริงๆ แต่ข้อเสียคือฉากแอ็กชั่นหลายครั้งโอเวอร์ขาดความสมจริงมากไป แต่ก็นับว่าเป็นซีรีส์เกาหลีที่นานๆ จะมีมาแบบนี้ ก็น่าดูน่าติดตาม

Itaewon Class ธุรกิจปิดเกมแค้น

ดูหนัง HD

รีวิว Itaewon Class ธุรกิจปิดเกมแค้น

ทุกวันนี้ ‘ความถูกต้อง’ ‘ความจริง’ หรือ ‘ความยุติธรรม’ ยังเป็นสิ่งที่สังคมมองหาอยู่อีกเหรอ? นี่คือคำถามสีเทา ๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว ขณะที่กำลังดู ‘Itaewon Class ธุรกิจปิดเกมแค้น’ ไปได้เพียงไม่กี่นาทีของ Ep. 1 ยอมรับตามตรงเลยว่าเมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของ ‘พัคแซรอย’ ผู้ชายที่เรียนไม่จบ  ม.ปลาย พ่อตาย แถมยังติดคุกคนนี้ มันช่างเป็นคำพูดที่น่าโดนดูถูกด้วยคำว่า ‘โลกสวย’ เสียเหลือเกิน… รีวิว Itaewon Class

เรื่องย่อ

สร้างจากการ์ตูนดังในเว็บตูน อีเทวอนย่านที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงของกรุงโซล ชายหนุ่มผู้เก็บงำความแค้นต่อบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ที่กระทำเรื่องอยุติธรรมต่อเขา ตัดสินใจเปิดบาร์ในที่แห่งนี้กับกลุ่มเพื่อนหัวขบถ เพื่อสร้างธุรกิจในฝันของเขาให้ยิ่งใหญ่จนล้มบริษัทนั้นให้ได้

ที่เป็นกระแสฮิตในบ้านเราไม่แพ้กับคิงดอม 2 ก็คือเรื่อง Itaewon Class ธุรกิจปิดเกมแค้น เรื่องราวดราม่าสุดเข้มข้น สร้างจากการ์ตูนดังในเว็บตูนเกาหลี เรื่องราวของเด็กหนุ่มนักสู้อย่าง พัคแซรอย (รับบทโดย พัคซอจุน) ซึ่งเขาดันไปต่อยหน้า ชางกึนวอน (รับบทโดย อันโบฮยอน) ทายาทเจ้าของธุรกิจอาหารทรงอิทธิพล ชางกา เพื่อช่วยเพื่อนร่วมห้องที่ถูกรังแก ในวันแรกของการเข้าโรงเรียนใหม่

แถมยังไม่ยอมคุกเข่าขอโทษ ประธานชางแดฮี (รับบทโดย ยูแจมยอง) พ่อของกึนวอนจึงโกรธมาก และอนุญาตให้ครูใหญ่ไล่พัคแซรอยออกจากโรงเรียน ทำให้พ่อของเขาที่ทำงานในบริษัทนั้นต้องพลอยลาออกไปด้วย เรื่องราวกลับเลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อพ่อของเขาถูกรถชนตายด้วยฝีมือของ ชางกึนวอน จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งนี้ได้นำพัคแซรอยไปสู่ความแค้นที่ฝังลึก เขาจึงต้องการสานฝันของพ่อด้วยธุรกิจอาหารที่ยิ่งใหญ่ เป้าหมายคือล้างแค้นเพื่อโค่นล้มชางกา และประธานชางแดฮีให้ล่มจม

บอกเลยว่าซีรีย์เรื่องนี้ฮิตมากกก เพราะนอกจากเรื่องราวที่เฉือนคมกันไปมาด้านธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องรักสามเส้าระหว่าง พัคแซรอย, โอซูอา (รับบทโดย ควอนนารา) รักแรกของพัคแซรอย ที่ทำงานให้กับชางกา และ โชอีซอ (รับบทโดย คิมดามี) เด็กสาว IQ สูงที่หลงรักพัคแซรอยและยอมทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยให้ชายหนุ่มไปถึงฝั่งฝัน

และยังมีเหล่าบรรดาพนักงานร้านที่มาช่วยสร้างสีสันให้กับเรื่อง นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกประเด็นสังคมต่างๆ ในเกาหลีใต้ อาทิ ความเหลื่อมล้ำในสังคม, การเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติ และ LGBT ที่ไม่ยัดเยียดจนเกินไป รวมถึงอาหารเกาหลีที่หลายคนพอดูเรื่องนี้ ต่างวิ่งเข้าครัวไปทำตามกันยกใหญ่ ใครยังไม่ได้ดูรีบเลยนะ เดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง!

‘Itaewon Class ธุรกิจปิดเกมแค้น’ เป็นซีรีส์ Original Netflix เรื่องใหม่ ที่ถูกสร้างจากการ์ตูนดังฝั่งเว็บตูนเกาหลีในชื่อเดียวกัน เล่าเรื่องราวของ พัคแซรอย (รับบทโดย พัคซอจุน) เด็กหนุ่มหัวเกรียน เอ้ย! หัวขบถ ที่มีความเป็นตัวเองสูง แต่ก็กลับนอบน้อมและมีความมุ่งมั่นแตกต่างจากเด็กทั่วไป

แต่แล้วความฝันที่เขาพยายามฝึกฝนตัวเองเพื่อสอบเข้าเป็นตำรวจก็ต้องจบลง เมื่อเขาไปมีเรื่องถึงขั้นต่อยหน้า จางกึนวอน (รับบทโดย อันโบฮยอน) ทายาทเจ้าของธุรกิจอาหารมากอิทธิพลอย่าง ประธานจางแดฮี (รับบทโดย ยูแจมยอง) ที่เรียนอยู่ห้องในเดียวกันซะยับ แถมแซรอยเองก็ยังปฏิเสธการคุกเข่าขอโทษ เพราะเขาเชื่อว่าเขาทำไปเพื่อช่วยเพื่อนร่วมห้องที่โดน จางกึนวอน รังแกโดยไร้การแยแสจากบรรดาครูทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ ทำให้พ่อของแซรอยที่ทำงานเป็นลูกน้องในบริษัทใหญ่นั้นต้องพลอยโดนไล่ออกไปด้วย

เรื่องมันกลับเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อแซรอยที่แม้จะเรียนไม่จบแต่ก็ตั้งใจจะเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ เพื่อสานฝันให้พ่อ แต่แล้วความฝันนั้นต้องดับลงอีกครั้งเมื่อพ่อของเขาถูกรถชนตายด้วยฝีมือของ จางกึนวอน อีกครั้ง จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งนี้ได้นำแซรอยไปสู่เส้นทางแห่งความแค้นฝังลึก เขาจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อการสานฝันของพ่อด้วยธุรกิจอาหารที่ยิ่งใหญ่ คือหนทางเดียวกันกับการล้างแค้นเพื่อโค่นล้มธุรกิจยักษ์ของคนตระกูลจางให้ล่มจม

ความรู้สึกหลังดู

ซีรีส์พาเราไปรู้จักกับโลกของ ‘พัคแซรอย’ ชีวิตมหัศจรรย์ของเด็กหนุ่มผู้(อยาก) โค่นยักษ์ ผู้ใช้ทั้งชีวิตแลกกับความฝันอันยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ทั้งที่เรียนไม่จบ ติดคุก โดนซ้อม ออกจากคุกมาก็ไปทำงานประมง หรือแม้กระทั่งงานกรรมกรที่แสนสาหัสแซรอยก็ผ่านมันมาแล้วทั้งหมด ความสำเร็จที่เขาวาดฝันเอาไว้ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ใกล้ ๆ แค่ในหนังสือเล่มเล็กที่คนทำชีวิตของเขาพังเป็นผู้เขียนมัน
เราจึงจะได้เห็นเส้นทางการเติบโตตั้งแต่เด็กหนุ่มยันเป็นชายหนุ่ม ที่มีความพลิกผันหักมุมอยู่ตลอดเวลา ใครที่ชอบดูซีรีส์แนวดราม่าเข้มข้น มีการวางแผน การล้างแค้นเอาคืน หรือหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างมีชั้นเชิงล่ะก็… บอกเลยว่าคุณไม่ควรพลาดซีรีส์เรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

และแม้ว่าเราในฐานะคนดูจะเคยดูถูกความโลกสวยในคาแรกเตอร์ของ‘พัคแซรอย’ เอาไว้(เหมือนที่คู่ปรับอย่างประธานจางแดฮีก็เคยดูถูกเขาแบบนี้) แต่บอกเลยว่าทันทีที่ดู Ep.8 จบ คาแรกเตอร์ของ พัคแซรอย กลายเป็นสิ่งที่เรารักที่สุดในซีรีส์ คือต้องยกความดีความชอบให้ พัคซอจุน 

ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของพัคแซรอยออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือ ความหัวขบถเล็ก  ๆ ที่มาพร้อมจิตวิญญาณอันมุ่งมั่นผสมกับความใสซื่อนั้นถูกบอกเล่าผ่านสีหน้า ท่าทาง และคำพูดได้อย่างหมดจด บทจะซื่อ ๆ งง ๆ ก็น่ารักน่าเอ็นดู บทจะดราม่าตึงเครียดก็ใส่เต็มจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดและเจ็บปวดจริง ๆ ของตัวละคร จนเรียกได้ว่าฝีมือทางการแสดงนั้นแทบไร้ที่ติ
ศัตรูคู่อาฆาตอย่างสองพ่อลูก จางกึนวอน (รับบทโดย อันโบฮยอน) และ ประธานจางแดฮี (รับบทโดย ยูแจมยอง)คือส่วนผสมชั้นดีที่อยากจะเกลียดก็เกลียดไม่ลงจริง ๆ เพราะสองคาแรกเตอร์นี้ถูกสร้างมาให้เป็นทั้งศัตรูและครูในเวลาเดียวกันของแซรอย เราจะได้เห็นว่าครอบครัวแบบไหนที่สร้างคน ๆ หนึ่งให้กลายมาเป็นปีศาจร้าย

และมันเลวร้ายจนไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะสามารถเข้าใจความรู้สึกลึก ๆ ของคาแรกเตอร์สีเทาจนเกือบดำมืดอย่างจางกึนวอนได้ หรือแม้แต่เราจะให้ความรู้สึกเคารพในความน่าเกรงขาม ของคาแรกเตอร์อย่างประธานจางแดฮีได้ แม้ว่าคนพวกนี้จะเคยเหยียบย่ำตัวละครที่เรารักไว้แค่ไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างตัวละครของซีรีส์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

โดยเฉพาะกับตัวละครหลักอื่น ๆ เช่น โจอีซอ (รับบทโดย คิมดามิ) สาวน้อยไอคิว 162 ที่เข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มสำคัญในชีวิตของแซรอย และ โอซูอา (รับบทโดย ควอนนารา) รักแรกและรักเดียวผู้ยืนอยู่คนละเส้นทางกับแซรอย นางเอกทั้งสอง(?) ของเรื่องที่แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะได้เป็นตัวจริงของพ่อหัวเกาลัค แต่ความน่ารักและเสน่ห์อันเหลือล้นที่มาพร้อมบทบาทที่ต่างกันแบบสุดขั้ว มันทำให้เราคนดูสามารถหลงรักพวกเธอทั้งคู่ได้ไม่ยาก (แต่หลัง ๆ เริ่มยากตรงไม่รู้จะเชียร์ใครดีนี่แหละ)

หรือจะเป็นเหล่าลูกจ้างในร้านของแซรอยอย่าง ชเวซึงควอน (รับบทโดย รยูคยองซู) , จางกึนซู (รับบทโดย คิมดงฮี) , มาฮยอนอี (รับบทโดย อีจูยอง) ที่แต่ละคาแรคเตอร์นั้นถูกถอดและออกแบบมาอย่างดีจากการ์ตูนต้นฉบับ ผ่านการเติมแต่งใส่มิติและความแตกต่าง

เพื่อเข้ามาเติมเต็มและปรับสมดุลของตัวเนื้อเรื่องที่มีทั้งความดาร์ก ตึงเครียด และดราม่า ให้ได้ผ่อนคลายและน่าติดตามมากขึ้น จนเรียกได้ว่าทุกตัวละครของซีรีส์เรื่องนี้มีส่วนสำคัญที่ดูหนัง HDทำให้เรื่องราวมีความสนุกและเข้มข้นได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่าใครแถมทุกคนล้วนแล้วแต่มีผลกับเนื้อเรื่องทั้งหมดอีกด้วย

รีวิว Itaewon Class


และอีกหนึ่งสิ่งที่ชอบมาก ๆ ในซีรีส์เรื่องนี้คือความพยายามสอดแทรกประเด็นสังคมใหญ่ ๆ (ที่เป็นปัญหาชัดเจนในเกาหลีใต้) เอาไว้มากมาย เช่น ประเด็นความเหลื่อมล้ำในสังคม  การเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติที่ยังฝังรากลึก หรือแม้กระทั่งประเด็น LGBT ที่ดูเหมือนจะเปิดกว้างแต่ที่จริงช่างยากจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งหมดนี้ซีรีส์สามารถนำเสนอออกมาในมุมที่ Positive และโดดเด่นอย่างที่เราไม่ค่อยได้เห็นจากเรื่องไหน ๆ

คนดูอย่างเรา ๆ จึงมั่นใจหนังถ่ายทอดสดได้เลยว่าคุณจะได้เสพการเล่าเรื่องราวของสงครามธุรกิจชนิด ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ ที่ทั้งสนุก เข้มข้น และมีชั้นเชิงในการลำดับเรื่องราวที่น่าสนใจ ผ่านตัวละครที่สมบูรณ์แบบ ซับซ้อน และสมจริง ดูเป็นเรื่องราวชีวิตของคนสีเทา ๆ ที่มีทั้งด้านดีและร้าย แถมบางครั้งก็ร้ายใส่กันได้อย่างไม่น่าเชื่อ…

และ ‘อิแทวอน’ ย่านที่เป็นดั่งศูนย์รวมความหลากหลายของทั้งผู้คน เชื้อชาติ และเรื่องราวมากมาย มันจึงเป็นเหมือนชั้นเรียนชีวิตจริงที่ให้เราได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อม ๆ กับ ‘พัคแซรอย’ เด็กหนุ่มที่เรารักและรู้จักดีที่สุดในซีรีสืเรื่องนี้ นี่แหละ… ความหมายของ ‘Itaewon Class’ ล่ะ

สรุป

ซีรีส์จากสตูดิโอใหม่ของเกาหลีที่ทำเรื่องนี้เรื่องแรก และก็เป็นผลงานจากเว็บตูนที่เรื่องราวมีความพิเศษโดดเด่นมากๆ ด้วยเรื่องราวดราม่าดาร์คเข้มข้นหดหู่ไปกับความอยุติธรรมในเรื่องที่เกิดขึ้นติดๆ กันจนเป็นปมให้พระเอกคิดล้างแค้นเอาคืน แต่มาในรูปการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ ท้าชนยักษ์ใหญ่ ควบคู่ไปกับปมความรักต่างจุดยืนทางธุรกิจกับนางเอกโลกไม่สวยความคิดสีเทาๆ ที่แตกต่างจากพระเอกอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังแฝงด้วยความรู้สึกอิ่มเอมไปกับความรักและมิตรภาพในเรื่องที่เต็มไปด้วยอุปสรรคพร้อมๆ กัน
แต่ถ้าใครไม่ชอบที่ช่วงหลังของเรื่องตั้งแต่ EP13 ไปจะเปลี่ยนเป็นแนวรัก และละทิ้งเหตุผลหลายอย่างที่ทำมาทั้งหมดในส่วนการต่อสู้ทางธุรกิจ ขอให้ข้ามเรื่องนี้ไปเลยครับ เพราะหนังเปลี่ยนทิศทางไปจากตอนแรกมากจนเหมือนคนละเรื่องกันเลย

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Kingdom Season 2

ดูหนัง

รีวิว Kingdom Season 2 - ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด

Kingdom Season 2 น่าจะติดทำเนียบซีรีส์ Netflix ที่ผู้คนรอคอยมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยนะครับ ภายหลังจากฉาย Season แรกไปเมื่อปีก่อนแล้วจบด้วยความค้างคาจนผู้ชมค้างเติ่งกับความพีคในสถานการณ์ที่เพิ่มประเด็นชวนสงสัยขึ้นร้อยแปดพันประการให้มาหาคำตอบกันต่อในซีซั่นที่ 2 ว่ากันง่ายๆ คือตอนจบซีซั่นแรก ผู้ชมได้คำถามกลับมามากกว่าคำตอบนั่นเอง ซึ่งหลังจากการอดรนทนมาแรมปี ก่อนใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมงเศษๆ เพื่อไล่ดูรวดเดียวจบ 6 ตอนเมื่อช่วงวีคเอนด์ที่ผ่านมา คำตอบส่วนใหญ่ก็ได้รับความคลี่คลาย เพียงแต่ในอัตราความตื่นเต้นที่ออกจะจางกว่าซีซั่นแรกไปสักหน่อย รีวิว Kingdom Season 2

เรื่องย่อ

เหตุการณ์ต่อเนื่องจากซีซันแรกที่องค์ชายรัชทายาทอีชางถูกขุนนางชั่วโจฮักจูสกัดอยู่ในเมืองซังจูเพื่ออยู่รบกับกองทัพผีดิบที่ไม่กลัวแสงแดดอีกต่อไป ฝ่ายหนึ่งล่มสลาย อีกฝ่ายเรืองอำนาจ ถึงคราวนองเลือดทั้งแผ่นดิน สงครามเลือดสาดระหว่างคนเป็นกับคนตายที่ไม่มีใครหนีพ้น ชะตากรรมของโชซอนจะเป็นอย่างไรต่อไป

Kingdom หรือชื่อไทย ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด กลับมาในซีซันที่ 2 หลังจากปล่อยแฟน ๆ ค้างคามาปีกว่าหลังจากจบซีซันแรก โดยยังได้ทีมงานสร้างทั้งผู้กำกับ คิมซองฮุน และมือเขียนบท คิมอึนฮี กลับมาสานต่อ พร้อมนักแสดงชุดเดิมคับคั่งทั้ง จูจีฮุน, แบดูนา และ ริวซุงยอง กลับมารับบทเดิม โดยยังมีตัวละครใหม่เสริมเข้ามาอีกหลายตัว โดยที่เด็ดสุดคือการมาร่วมแจมของ จอนจีฮยอน หรือ ยัยตัวร้าย จากหนัง My Sassy Girl ที่นับเป็นการกลับคืนจอครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 เลยด้วย

ซีรี่ย์ Netflix 2020 เรื่องแรก ไม่แนะนำเรื่องนี้ไม่ได้เลย เพราะว่ามาแรงแซงทุกเรื่องจริงๆ กับ Kingdom Season 2 ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด ซีรี่ย์เกาหลีย้อนยุคสมัยโชซอน ซึ่งเรื่องราวในซีซั่น 2 นี้ต่อจากซีซั่นแรกก็คือ องค์รัชทายาทอีชาง (รับบทโดย จูจีฮุน) ยังคงสู้กับกองทัพซอมบี้ที่เมืองซังจู

แต่สุดท้ายก็ต้านไม่ไหว ด้าน หมอหญิงซอบี (รับบทโดย แบดูนา) ก็ได้ไปพบสมุนไพรฟื้นคืนชีพในป่าลึก และได้หนีซอมบี้จนไปเจอกับ โจฮักจู (รับบทโดย รยูซึงรยง) เรื่องราวถูกเปิดเผยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังโรคระบาดก็คือเขานั่นเอง ทำให้ทหารหันมาเข้าฝั่งองค์รัชทายาทและนำกำลังบุกโจมตีวังหลวง ส่วนในวังหลวงก็ถูกพระมเหสียึดอำนาจ หลังจากโจฮักจูผู้เป็นพ่อรู้ความจริงว่าเธอไม่ได้ตั้งครรภ์ และเอาเด็กทารกลูกคนอื่นมาแอบอ้าง จึงวางยาพ่อตัวเอง และเตรียมปล่อยซอมบี้ที่ขังไว้มาจัดการกับองค์รัชทายาท

เรื่องราวในภาคนี้ที่เหมือนจะเป็นบทสรุปแต่ยังไม่จบ! เพราะแม้องค์รัชทายาทจะสละบัลลังก์ให้องค์ชายน้อยไปแล้ว แต่ในตอนท้ายเรื่องยังปูไปอีกว่าสมุนไพรฟื้นคืนชีพนั้นมีที่มาจากต่างแดน และมี หญิงสาวปริศนา (รับบทโดย จอนจีฮยอน) โผล่มาในตอนท้าย ทำให้สงสัยกันว่า เธอคือใคร? แถมพยาธิในตัวองค์ชายน้อยก็ยังอยู่ ทั้งที่ซอมบี้ถูกกำจัดจนหมดไปแล้ว เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป? ต้องอดใจรอชมซีซั่น 3 กันอีกนะคะ แต่ตอนนี้ไปชม ซีรี่ย์ Netflix น่าดู เรื่องนี้กันก่อนจะได้ไม่ตกเทรนด์

ด้านเนื้อเรื่อง

สิ่งที่ต้องชื่นชมสำหรับซีรีส์นี้ก็คือ การเล่าเรื่องที่กระชับรวดเร็ว ไม่มีจุดพักหายใจให้พักสายตาจากจอสักเท่าไหร่นัก อย่างที่นักแสดง ริวซุงยองที่รับบทโจฮักจูเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตอนเขาอ่านบทเขาอ่านรวดเดียวจบตอนที่ 4 เลยทีเดียว และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ สถานการณ์พลิกผันและเดินไปข้างหน้าแบบนันสต็อปมาก ๆ

แม้จะมีการใช้แฟลชแบ็กเพื่อเล่าย้อนบ้างแต่ก็เป็นการเปิดเผยสาระสำคัญอย่างเช่น อดีตเมื่อ 3 ปีก่อนที่ตัวละครมักพูดถึงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือบางครั้งก็เพื่อมาเรียกน้ำตาจากการย้ำความสัมพันธ์ในอดีตของตัวละครบางตัวด้วย เมื่อไม่มีจังหวะหายใจและต้องคอยคิดตามเรื่องราวที่หลอกล่อผู้ชมไปมาตลอดเวลา

ทำให้ลดการมองเห็นรอยโหว่รอยรั่วของเรื่องไปได้ด้วย อย่างพวกการกระทำของตัวละครบางตัวที่เหมือนจะเท่แต่ก็ดูโง่ ๆ ไปพร้อมกันเมื่อคิดตามในตอนหลัง แต่ในจังหวะที่ดูมันก็ตื่นเต้นจนลืมคิดไปเลย จะบอกว่าซีรีส์แก้จุดอ่อนของบทด้วยบทก็ว่าได้

พวกกลุ่มตัวละครหลักเองยังมีบทบาทที่สำคัญในเส้นเรื่องของตนอย่างไม่มีเผลอไผล คือมีเป้าหมายของแต่ละตัวละครชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป โดยเฉพาะตัวองค์ชายอีชางที่เรารู้สึกแค่เขาอยากทวงสิทธิ์อันถูกต้องของตนจากขุนนางชั่ว แต่ในซีซันนี้เขาก็ได้รับการผ่านอุปสรรคที่ทำให้แสดงจุดยืนของตนเองชัดขึ้นเรื่อย ๆ

จนทำให้เกิดฉากจบที่คงไม่มีใครคาดคิด การมีเป้าของตัวเองชัดถือว่าเป็นจุดแข็งที่ดีเพราะทำให้นักแสดงทั้งบทหลักและบทรองโฟกัสกับฉากขายของตัวเองและเกิดซีนที่สวยน่าจดจำของแต่ละตัวละครได้ทั้งสิ้น ขนาดตัวละครรองตัวใหม่ที่เสริมเข้ามาในซีซันนี้ยังมีฉากเท่ ๆ เลยนอกจากนั้นยังทำให้ซีรีส์นี้ขับดันเรื่องราวด้วยพลอตและยังให้พัฒนาการของตัวละครส่งเสริมเนื้อเรื่องไปได้พร้อมกัน จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่เกาหลีทำเก่งอยู่แล้ว

แต่ที่ต้องชื่นชมขึ้นไปอีกในซีซันนี้คือเส้นกราฟของเรื่องที่วูบวาบมาก และยังใส่เรื่องของการสกัดป้องกันโรคระบาดที่อินเทรนด์ช่วงนี้สุด ๆ ไปพร้อมกับเรื่องของการแก่งแย่งชิงดีในอุดมการณ์การปกครองที่ต่างกันอันเป็นเรื่องสากลได้กลมกล่อม ไม่มีคำว่ามิตรหรือพี่น้องอีกต่อไป ทำให้เรื่องราวยากคาดเดา สนุกตั้งแต่ต้นจนจบ แม้หลายอย่างเราจะคาดเดาได้มาตั้งแต่ตอนจบซีซันแรกอย่างเรื่องคนทรยศ หรือเรื่องโอรสที่จะประสูติ แต่มันก็ยังมีรายละเอียดบิดให้เรื่องมีน้ำหนักน่าสนใจไปต่อได้อีก

การแสดง

การแสดงของนักแสดงก็ถือว่าดีดุดันสมบทบาท มีความเป็นทีมมากกว่าโดดเด่นเดี่ยว ๆ เป็นรายบุคคล แต่กระนั้นดูหนังก็ต้องชม แบดูนาที่ยังเล่นได้พอดีแบบไม่ล้น จูจีฮุนที่ให้ความรู้สึกว่าตัวละครมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ริวซุงยองที่ยังใช้น้อยทำมากเล่นกับบทนิ่ง ๆ ใช้สายตากับน้ำเสียงข่มฝั่งพระเอกเอาอยู่หมัด และเป็นตัวร้ายที่ร้ายได้ของไม่หมด สมศักดิ์ศรีในการขับเคลื่อนเรื่องด้วยความชั่วร้ายน่าหมั่นไส้และน่าสะพรึงไปพร้อมกันมาก ๆ

รีวิว Kingdom Season 2


ทางด้านงานสร้างก็มีฉากใหญ่ ๆ มาขายได้ตลอด โดยเฉพาะฉากช่วงท้ายที่เข้ามาในพระราชวังลากไปจนถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ออกแบบมาสวยมาก ๆ มุมกล้องเบิร์ดอายวิวโชว์พลังของการรุกของซอมบี้กับการตั้งรับสุดแรงต้านของพวกพระเอกได้ดีหลายครั้ง แม้จะติดใจอยู่บ้างกับฉากรบเปิดเรื่องที่ต่อเนื่องจากซีซันแรกมาว่าจะต้องเป็นฉากใหญ่ยักษ์ที่เมืองซังจูแน่ ๆ

แต่เอาจริงมันก็ไม่ขนาดที่คาดหวัง เพราะเหมือนเรื่องจะรีบเล่าไปยังจุดถัดไปเสียมากกว่า ทำให้ฉากสงครามตอนต้นเรื่องนั้นไม่ตื่นเต้นมากเท่ากับฉากเมืองทงเรแตกหรือฉากพระเอกอพยพชาวบ้านหนีซอมบี้ผ่านป่าเขาในซีซันแรกได้เลย แต่ก็เพราะบทซีซันนี้ปั่นหัวเราไม่หยุดและเล่าจุดต่อจุดสถานการณ์แบบชวนให้รู้เรื่องข้างหน้าตลอดทำให้เราไม่ทันรู้สึกถึงจุดอ่อนพวกนี้

สรุป

อย่างไรก็ตามเมื่อมองในภาพรวมของทั้ง 6 ตอนเว็บดูหนังก็ยังสามารถพูดได้ว่า Kingdom Season 2 เป็นซีรีส์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพ โดยเฉพาะในด้านงานโปรดักชั่นที่ไม่ไก่กาเลย ไม่ว่าจะฉากต่างๆ หรือเสื้อผ้าหน้าผมเรารู้สึกได้ว่านี่คือหนังที่ลงทุนไม่ใช่แค่โปรยเงินแต่ยังพิถีพิถันในแง่ของกระบวนการ อาจจะติดแค่การจดจำนักแสดงที่พอซีซั่นนี้ดันใส่ชุดคล้ายๆ กันแถมผู้ชายก็ไว้หนวดกันแทบทุกคน (ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้จากสถานกาณณ์ในเรื่อง) ก็ทำให้เกิดความยากขึ้นมาในการจดจำหรือแยกแยะ แต่พอช่วงกลางๆ เรื่องก็จะเริ่มหมดปัญหานี้ไป

และแม้จะรู้สึกว่ามันมีปัญหาในการดำเนินเรื่องนิดหน่อย แต่ก็โอเคที่มันเล่าเรื่องกระชับ ทั้งยังคงรู้สึกว่าน่าสนใจอยู่ในแง่ของไดเรคชั่นที่เรื่องดำเนินไปในตอนจบ บางคนอาจสัมผัสได้ว่ามันกำลังดูจะออกทะเลชอบกล แต่เหตุผลในเรื่องก็มีให้ไว้หลวมๆ จนหากจะนำไปต่อยอดก็พอถูไถไปได้โดยไม่ตะขิดตะขวงนัก ซึ่งส่วนตัวเป็นคนรับอะไรแบบนี้ได้ง่ายอยู่แล้ว จะท่ายากท่าพิสดารขนาดไหนก็พร้อมจะเปิดใจพิสูจน์ นอกจากนี้กับเซอร์ไพรส์ในฉากสุดท้าย ก็ช่วยกระตุ้นต่อมจินตนาการให้ไกลออกไปอีกว่าซีซั่นหน้าจะเล่าเรื่องยังไงกันนะ

และถ้าใครอยากรู้ว่ามีซีซันต่อหรือไม่ ทางผู้เขียนบทอย่าง คิมอึนฮี ได้ให้สัมภาษณืไว้แล้วว่าถ้าแฟน ๆ ต้องการและนายทุนสนับสนุนเธอสามารถเขียนได้เป็น 10 ซีซันเลย และก็ตามนั้นเลย แม้ช่วงปลายตอนที่ 6 ของซีซันนี้จะทำให้รู้สึกว่าเออเรื่องมันลงตัวหมดแล้วไม่น่ามีภาคต่อแล้วล่ะ แต่ 10 นาทีสุดท้ายที่ จอนจีฮยอนจะปรากฏตัวตามข่าวลือนั้น ต้องบอกว่าเรื่องยังไปได้อีกไกลล่ะงานนี้ รอดูเลย

โดยรวมใครติดตาม Kingdom อยู่แล้ว คิดว่าเรื่องนี้คงไม่พลาดกันอยู่แล้ว แต่ถ้าใครยังไม่เคยดู แนะนำให้ดูรวดเดียว 2 Season ไปเลยครับ โดยเฉพาะการเมืองช่วงชิงอำนาจ เพราะมีประโยคคม ๆ จากในซีรีส์เยอะมาก ส่วนฉากซอมบี้แม้ว่าภาพรวมจะออกมาน้อย (ไปเน้นการเมืองมากกว่า) แต่ฉากที่มีซอมบี้ก็ทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียวครับ

Kingdom Season 1

ดูหนัง

รีวิว Kingdom Season 1 - ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด

รีวิว Kingdom Season 1

เรื่องย่อ

เมื่อบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นผีดิบ องค์รัชทายาท (จูจีฮุน) ต้องลี้ภัยจากเกมอำนาจของ โจฮาคโจ (ริวซองรยอง) อำมาตย์ชั่วที่อาศัยร่างกระหายเลือดของกษัตริย์เพื่อรอวันให้ลูกสาวคลอดบุตรชายมาสืบบัลลังก์ จนได้พบกับโซปี (แบดูนา) แพทย์สาวที่เพิ่งหนีตายจากกองทัพผีดิบและพวกเขาก็กลายเป็นความหวังเดียวของแผ่นดินก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

ต้นธารของ Kingdom มาจาก The Kingdom of the Gods คอมิคซีรีส์ออนไลน์ดังที่โดดเด่นด้วยการเอา ซอมบี้ ไปอยู่ในยุคโชซอนและยังผูกปมเรื่องให้มีกลิ่นอายความเป็นหนังทริลเลอร์การเมืองนิดๆให้ชวนติดตามได้อย่างลงตัวซึ่งบทของซีรีส์ก็รังสรรค์โดย คิมอึนฮี ผู้เขียนเรื่องในคอมิคต้นฉบับเอง

ซึ่งก็ทำให้เรื่องราวถูกเล่าได้อย่างรัดกุม รอบด้าน ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเรื่องราวในส่วนของการเมืองในราชสำนักที่ทำให้เห็นผลร้ายของการฉ้อราชบังหลวงที่ทำให้ราษฎรต้องลำบากในยามวิกฤติ ในขณะที่อภิสิทธิชนก็ต้องการคงอำนาจตนเองไว้ให้นานที่สุด ซึ่งถือเป็นธีมคลาสสิกที่สามารถชูรสและเพิ่มความโดดเด่นให้ซีรีส์ได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังคงสารที่หนังหรือซีรีส์ซอมบี้ดังๆได้กล่าวมาตลอดนั่นคือ พอถึงจุดๆหนึี่ง คนจะน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่านัก

ด้าน คิมซองฮุน ผู้กำกับที่เคยทำ A Hard Days ปี 2014 ที่เคยได้ฉายในสาย Director Fortnight ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะซีรีส์แทบไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย คิมซองฮุน สามารถกำกับการแสดงในภาพรวมให้เร้าอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกถึงความหวาดกลัวทั้งผีดิบและความอำมหิตของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งงานภาพก็ถือว่าผู้กำกับไม่เสียชื่อที่เคยทำหนังขวัญใจนักวิจารณ์มาก่อนเพราะงานวิช่วลของซีรีส์คือใช้ภาษาภาพยนตร์มาบอกเล่าและสื่อความหมายในหลายๆฉากได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ด้านเนื้อเรื่อง

เรื่องราวของ Kingdom เข้มข้นรสจัดเหมือนกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล กลิ่นหอมหวล รสขมสะใจ เดินเรื่องรวดเร็วว่องไว ไม่มีหยุดพัก ไม่ปราณีหัวใจผู้ชม ไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของชนชั้นปกครอง เรื่องสยองขวัญของโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนกลายเป็นผีดิบ นอกจากนั้นยังสาดความจริงที่น่าอดสูของจิตใจมนุษย์ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังคงเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน

เริ่มเรื่องด้วยการค้นหาความจริงขององค์ชายรัชทายาท เกี่ยวกับอาการพระประชวรของพระราชบิดาของพระองค์ ที่ดูมีเงื่อนงำลึกลับซับซ้อน ความแคลงใจที่ทรงถูกพระมเหสีกีดกันไม่ให้เข้าเฝ้าพระราชบิดา  ทำให้พระองค์ออกเดินทางพร้อมด้วยองครักษ์ เพื่อมุ่งหมายที่จะสืบหาความจริงเบื้องหลังอาการพระประชวรของพระราชบิดา

แต่ทว่ากลับนำไปสู่การเปิดเผยโรคระบาด ที่เปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นผีดิบ จากการถูกกัด หรือการรับประทานอาหาร ที่ปรุงมาจากเนื้อสัตว์ที่ถูกผีดิบกัดกิน     ลงท้ายที่พระองค์จะต้องต่อสู้ หนีเอาชีวิตรอด ทั้งจากผีและคน ซึ่งดูเหมือนคนเป็นจะน่ากลัวว่าผีดิบเยอะเลย ไหนจะถูกทิ้งไว้ในดงผีดิบ ไหนจะถูกหักหลัง รอบกายไม่มีใครไว้ใจได้ ช่างเป็นองค์รัชทายาทผู้โดดเดี่ยวยิ่งนัก

แต่ถ้าสาว ๆ จะปลื้มองค์รัชทายาทจนเก็บเอาไปฝันกลางวัน อันนี้มีแนวโน้มสูง องค์รัชทายาทอีชาง ซึ่งรับบทโดย จูจีฮุน ผู้ที่เคยทำให้สาว ๆ เพ้อเจ้อกันหนัก ๆ จากบท เจ้าชายเย็นชา แห่ง Princess Hours เมื่อหลายปีก่อนมาแล้ว ครั้งนี้กลับมาเป็นเจ้าชายในยุคโซซอน หล่อ เท่ เงียบครึม เข้มแข็ง ใจดี มีเมตตา สารพัดคุณสมบัติอันดีงาม

ซึ่งความดีงามทั้งมวลนี้แล ทำให้ผู้ชมต้องเอาใจช่วยลุ้นจนเหนื่อย ว่าแต่ละตอนนั้นองค์รัชทายาทจะรอดชีวิตไปได้อย่างไร แม้จะพอเดาได้ว่าพระเอกต้องอยู่จนถึงตอนจบ แต่คุณพระคุณเจ้าเอ้ย.. ชีวิตพ่อคุณช่างแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหลือเกินนะพ่อ สีหน้าและแววตาที่ไม่บ่งบอกแน่ชัดถึงอารมณ์ใด ๆ ทำให้คนดูอย่างเดาใจไม่ถูกจริง ๆ ว่าในแต่ละตอนพระองค์จะแก้สถานการณ์อย่างไร ต้องชมทั้งทีมผู้คัดตัวนักแสดง ว่าเลือกนักแสดงได้เหมาะสมกับบทบาทยิ่งนัก และตัวนักแสดงเองก็แสดงฝีมืออย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริง ๆ

นอกจากบทของพระเอกที่หล่อ ๆ เท่ ๆ เป็นคนดี ศรีโซซอน จะกวาดหัวใจของผู้ชมไปได้อย่างง่ายดายแล้ว บทบาทของ คุณหมอซอบี ที่รับบทโดย แบดูนา นักแสดงคุณภาพระดับโลก ที่พวกเราคุ้นเคยกันดีจากซีรีส์และภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย หมอซอบีมีเมตตา เข้มแข็ง และดูเหมือนกับว่าผีดิบทั้งหลาย

จะไม่สามารถทำให้จิตใจของคุณหมอหวั่นไหวได้เลย ทั้งหมดนั้นคงเป็นเพราะเธอมองเห็นพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนไข้ ซึ่งเธอต้องการที่จะศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ รักษาและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้ แต่เมื่อถึงยามที่ต้องป้องกันตัวและปกป้องคนเป็น เธอก็ไม่ลังเลใจที่จะฟาดฟันกับเหล่าผีดิบแม้แต่น้อย ที่สุดแห่งความเท่!

นอกจากนั้น รยูซึงรยง นักแสดงผู้รับบท โจฮักจู ขุนนางชั้นสูงผู้มีความหลงใหลในอำนาจ อันเป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้บริสุทธิ์ หรือ บุตรชายอันเป็นที่รักหนึ่งเดียวของเขา แม้จะมีอำนาจเหนือบัลลังค์ สามารถนำลูกสาวของตนเองขึ้นสู่ตำแหน่งพระมเหสี

แต่ก็ยังไม่อาจหายใจหายคอได้สะดวก เพราะองค์รัชทายาทอีซางยังคงมีชีวิตอยู่  จึงต้องถ่วงเวลาโดยการปกปิดการสิ้นพระชนม์ของพระราชา เปลี่ยนพระองค์ให้กลายเป็นผีดิบ เพื่อรอให้บุตรสาวของตนคลอดองค์รัชทายาทสำเร็จเสียก่อน ในขณะเดียวกันก็ใส่ร้ายองค์รัชทายาทว่าก่อกบฏ เพื่อกำจัดพระองค์

คนพ่อว่าโหดแล้ว ลูกสาวก็อำมหิตไม่ใช่เล่นเลยนะ ไหนจะส่งนางในเข้าไปเพื่อให้พระราชาผู้กลายสภาพเป็นผีดิบกินทุกคืน การเลี้ยงดูหญิงมีครรภ์เพื่อฆ่าและนำบุตรชายมาเป็นของตน เพราะพระมเหสีมิได้ทรงพระครรภ์องค์รัชทายาทแต่อย่างใด แม้ในภาคแรก จะไม่ได้เห็นความโหดของพระนางมากมายเท่าผู้เป็นพ่อ แต่ด้วยแววตาที่เย็นชา น่ากลัว ไร้ความเมตตา และความยินดีในอำนาจที่ตนมี คาดคิดว่าในภาคที่  2 นั้น ความเลือดเย็นของพระนางต้องเพิ่มพูนทวีขึ้นเป็นไหน ๆ เราคงจะต้องวิ่งหนีพระนางมากกว่าวิ่งหนีผีดิบแน่ ๆ เลย

นอกจากนั้นรายละเอียดของเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ช่างสมบูรณ์ เสมือนเหตุกาณ์ที่ย่อมเกิดขึ้นจริงในโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะในช่วงที่เกิดวิกฤติใด ๆ หรือช่วงที่บ้านเมืองปลอดภัยดีก็ตาม อันเป็นธรรมดาโลก อาทิเช่น ความเมตตา การช่วยเหลือกันและกัน ความสามัคคี ความเห็นแก่ตัว การแบ่งชนชั้น หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามและความสงสัยของมนุษย์ ต่อเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ที่ตนไม่เคยรู้จักพบเห็นมาก่อน
อาทิเช่น ตอนที่ 2 ในขณะที่ผู้ชมอย่างเราทราบล่วงหน้าอยู่แล้ว ว่าศพทั้งหมดที่เหล่าทหารและขุนนางลากออกมาชันสูตรคือผีดิบ แต่พวกเขาไม่รู้...  เราก็ต้องมาลุ้นเอาใจช่วยว่าพวกเขาจะจัดการเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร และจะมีใครรอดชีวิตบ้าง

ดนตรีและเสียงประกอบ

ที่ผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งกับแต่ละฉากแต่ละตอน มาแบบนิ่ง ๆ เนียนสนิทไปกับภาพที่นำเสนอ ไม่มากเกินไป ไม่ดังเกินไป ไม่เน้นให้ผู้ชมตกใจกลัวด้วยเสียงประกอบชวนหลอน แต่สิ่งที่ดูหนังบรรจุบรรจงใส่ลงมานั้น มีความเหมาะสมและส่งเสริมภาพเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปได้เป็นอย่างดี ราวกับว่าผู้ชมได้เข้าไปอยู่ในฉากนั้น ๆ เพื่อซึมซับอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครและเรื่องราว ผ่านร่างกายและจิตใจของผู้ชมเองโดยตรง

การใช้เสียงประกอบที่พอดีพองาม ส่งผลให้ประสบการณ์ในการรับชมนั้นมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ส่งผลต่อจิตใจของผู้ชมยิ่งกว่าการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมด้วยเสียงสยอง จนไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ชมได้ใช้จินตนาการ หรือมีตัวตนร่วมในประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์หรือละครนั้น ๆ เลยรู้สึกว่า ถ้าภาพยนตร์หรือซีรีส์สยองขวัญเรื่องใดที่เจ๋งมากพอ ย่อมไม่ต้องอาศัยเสียงเพื่อทำให้ผู้ชมหวาดกลัว

รีวิว Kingdom Season 1

นักแสดง

ส่วนนักแสดงต้องบอกว่านี่คือดรีมทีมที่แท้จริง ด้าน จูจีฮุน หรือ เจ้าชายเย็นชา แห่ง Princess Hours (2006) ก็รับบท องค์รัชทายาทได้เท่โคตรๆทั้งบู๊ฟันดาบ หรือขี่ม้าได้อย่างสง่างามแถมยังถ่ายทอดความเมตตาขององค์ชายที่ถูกหักหลังได้น่าเอาใจช่วยมากๆ ส่วน ริวซองรยอง นี่ถ้าเป็นเมืองไทยน่าจะโดนทุเรียนไปหลายลูกเลย ฮ่าาาา  คนอะไรจะร้ายได้ขนาดนั้น และปิดท้ายที่ แบดูนา ที่แม้เรื่องนี้เธอจะไม่ได้โชว์ความเซ็กซี่เหมือน Sense8 หรือหนัง Cloud Atlas แต่เสน่ห์ด้านการแสดงของเธอยังมาเต็มในฐานะหมอสาวที่พยายามหาทางคิดค้นยารักษาโรคระบาด

สรุป

Kingdom เป็นซีรีส์ที่งดงามควรค่าแก่การรับชมเป็นอย่างยิ่ง ซีรีส์เว็บดูหนังเรื่องนี้ครบถ้วนไปด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น นักแสดงคุณภาพ ภาพและการจัดองค์ประกอบที่งดงาม ถึงแม้จะรู้สึกกว่าผีดิบจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็ขอแนะนำให้งดรับประทานอาหารในขณะรับชม โดยเฉพาะในฉากที่ผีดิบปรากฏตัว

สรุปแบบไว ๆ ใน 10 ข้อ (สำหรับคนไม่มีเวลา)

  • องค์ชายอีชางในฐานะรัชทายาทถูกกีดกันไม่ให้พบราชาจึงต้องสืบเอาเองว่าราชายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ในที่สุดองค์ชายกับคนสนิทชื่อมูยองจึงออกไปเมืองทงเรเพื่อถามหมออีซึงฮีซึ่งถวายการรักษาเป็นคนสุดท้าย
  • หมออีซึงฮีใช้วิชาสมุนไพรปลุกชีพองค์ราชาที่สวรรคตให้กลายเป็นซอมบี้ตามคำสั่งขุนนางชั่วโจฮักจูที่หวังให้ลูกสาวตนเองที่เป็นมเหสีได้คลอดบุตรชายสืบบัลลังก์ก่อน และจะได้ปลดองค์ชายชางอีได้สะดวก
  • ยองชินชายพเนจรนำศพของลูกศิษย์หมออีซึงฮีที่ถูกราชากัดตายมาทำอาหารแจกคนป่วยป้องกันอดตาย แต่กลายเป็นว่าทุกคนกลายเป็นซอมบี้ และเหลือรอดแค่ยองชินกับหมอหญิงซอบิน
  • องค์ชายมาถึงทงเรและนำศพซอมบี้ที่พวกยองชินกักขังไว้ออกมาด้วยความไม่รู้ คืนนั้นซอมบี้ออกฆ่าชาวเมืองจนวอดวาย องค์ชายสังหารลูกชายโจฮักจูที่มาตามฆ่าได้และหนีตายจากซอมบี้สำเร็จ
  • รุ่งขึ้นองค์ชายสั่งทำลายศพซอมบี้แต่พวกขุนนางทงเรบางส่วนรวมถึงพัลบอมเจ้าเมืองทงเรกลับหนีขึ้นเรือเอาตัวรอดไป เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมีคนเอาศพซอมบี้ขึ้นเรือไปด้วยเลยกลายเป็นเรือมรณะลอยไปถึงเมืองซังจู
  • องค์ชายกับพวกที่ถูกทิ้งไว้เลยต้องนำชาวบ้านหนีตายไปตั้งรับซอมบี้ในสำนักแพทย์ของอีซึงฮี แต่พอเช้าก็โดนกองทหารของโจฮักจูมาตามฆ่าอีก องค์ชายหนีรอดไปได้และเผยว่าน่าจะมีไส้ศึกในกลุ่มองค์ชาย
  • องค์ชายตั้งใจไปขอความช่วยเหลือจากอดีตอาจารย์นามอันฮยอนที่เมืองซังจู ระหว่างทางได้เจอพัลบอมที่รอดตายมาทำให้รู้เรื่องเรือมรณะจึงรีบไปยังซังจู ยองชินก็ปิดท่าทีและดูเหมือนจะรู้จักอันฮยอนมาก่อน
  • องค์ชายถูกพวกชาวบ้านที่ขโมยของบนเรือมรณะหลอกไปฆ่าปิดปาก แต่ได้ทหารของอันฮยอนมาช่วยจากชาวบ้านและฝูงซอมบี้บนเรือได้เสียก่อน องค์ชายได้ร่วมมือกับอันฮยอนซ้อนแผนฆ่าทหารโจฮักจูสำเร็จ
  • มเหสีโจเผยตัวว่าไม่ได้ท้องและรับเลี้ยงภรรยาท้องแก่ของมูยองไว้กะว่าถ้าคลอดบุตรชายจะเอามาสวมรอยรัชทายาท ด้านโจฮักจูก็อ้างโรคระบาดสั่งกองทัพปิดด่านกะขังให้องค์ชายตายด้วยทัพซอมบี้ในซังจู
  • องค์ชายเอาซังจูเป็นปราการตั้งรับซอมบี้แต่ปรากฏว่าเข้าฤดูหนาวซอมบี้ไม่กลัวเวลากลางวันอีกต่อไป ด้านซอบินกับพัลบอมก็พบพืชที่สร้างซอมบี้ในหุบเขาน้ำแข็งแต่ก็ถูกพวกซอมบี้ล้อมเอาไว้

ติดตามต่อในซีซัน 2