วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563

Sonic the Hedgehog - โซนิค เดอะ เฮ็ดจ์ฮอก

ดูหนัง

รีวิว Sonic the Hedgehog - โซนิค เดอะ เฮ็ดจ์ฮอก

เป็นหนังที่สร้างมาจากเกมชื่อดังของค่าย Sega กับเรื่องราวของเม่นสายฟ้า Sonic (Ben Schwartz) ที่หนีการตามล่ามายังโลกมนุษย์ และในโลกนี้เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับการตามล่าของวายร้ายอัจฉริยะ Dr. Robotnik (Jim Carrey) เขาจึงต้องร่วมมือกับเพื่อนใหม่ Tom (James Marsden) เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามในครั้งนี้ รีวิว Sonic the Hedgehog

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ Sonic the Hedgehog เริ่มจากการปรากฏตัวขึ้นของโซนิค สิ่งมีชีวิตในต่างดาวอันไกลโพ้นหน้าตาคล้ายเม่น ที่มาพร้อมสกิลวิ่งเร็วระดับวาร์ปอันเลื่องชื่อ รวมทั้งมีพลังงานไฟฟ้าแรงสูง ต้องหลบหนีจากบ้านเกิดที่เติบโตตั้งแต่ยังเล็ก จับพลัดจับผลูหลุดมาอยู่ในโลกมนุษย์ที่เมืองกรีนฮิลล์ เมืองเล็ก ๆ ในรัฐมอนทาน่า โซนิคใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน อยากเล่นอะไรทำอะไรก็ทำคนเดียว จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเผลอใช้พลังพิเศษในตัวระเบิดแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง ซึ่งรัฐบาลสหรัฐช็อกกับเหตุการณ์ครั้งนี้มากจนเชิญนักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.โรบอทนิกส์ เข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุ ดร.แกะรอยจนรู้ว่าเป็นโซนิค และค้นเจอเบาะแสสำคัญที่ทำให้ตระหนักถึงพลังไร้ขีดจำกัดของเม่นจอมแสบรายนี้ จึงออกไล่ล่าเม่นสีน้ำเงินทันที ขณะที่โซนิคเองก็ได้พบกับ ทอม วาชอวสกี้ (เจมส์ มาร์สเดน ) เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มประจำเมืองกรีนฮิลล์ ซึ่งโซนิคขอร้องให้ทอมช่วยคุ้มครองความปลอดภัยจาก ดร.โรบอทนิกส์ ขณะเดียวกันก็ต้องออกตามหาเหรียญวาร์ปสีทองที่เคยนำพาเขามายังโลกมนุษย์ ซึ่งบังเอิญทำหล่นหายไปในเมืองซานฟรานซิสโก

น่าจะเป็นหนังวีดิโอเกมที่ถูกจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับ Sonic the Hedgehog (2020) ที่ช่วงต้นปีที่แล้วมีประเด็นดราม่าจากเหล่าแฟนบอยของน้องเม่นสายฟ้าในตำนาน ซึ่งออกอาการไม่ปลื้มอย่างแรงหลังจากได้เห็นเทรลเลอร์เปิดตัว โดยเฉพาะดีไซน์ตัวโมเดลในแบบฉบับ live action ที่ทำเอาโหงวเฮ้งหน้าตาของเจ้าโซนิคดูห่างไกลกับเวอร์ชันต้นฉบับในเกมหรือการ์ตูนมากจนถูกแฟน ๆ แห่เข้าไปกด dislike กันใหญ่

และจากกระแสต่อต้านอย่างหนักนั้นก็ส่งผลให้ Jeff Fowler ผู้กำกับและทีมผู้สร้างตัดสินใจยอมปรับดีไซน์ตามคำเรียกร้องให้ใกล้เคียงกับในเกมมากที่สุด ซึ่งจากปัญหาเรื่องแก้ดีไซน์นี้ทำให้หนังต้องเลื่อนฉายจากกำหนดเดิมราว 3 เดือน แถมทาง Sega เจ้าของแฟรนไชส์ต้องเข้ามาดูแลการดีไซน์รอบใหม่ด้วย โดย Paramount Pictures ใช้งบประมาณการออกแบบตัวละครใหม่อยู่ประมาณ 5 ล้านเหรียญฯ

เจ้าเม่นสายฟ้ากับบทบาทที่ต้องออกมาเล่นกับคนจริง ๆ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อย โดยไลน์อัปก็ไม่ขี้เหร่ นอกจาก เจมส์ มาร์สเดน (James Marsden) พ่อหนุ่ม Cyclops และที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับบทคาวบอยในซีรีส์ Westworld, ทิก้า ซัมพ์เตอร์ Tika Sumpter สาวผิสีทรงเสน่ห์จาก Gossip Girl, แล้วยังมีลุงจิม แคร์รี (Jim Carry) กับบท ดร.โรบอทนิกส์ คู่อริตลอดกาลของโซนิค ที่คาแรกเตอร์ของ ดร.สติเฟื่องนี่ดูเข้าทางลุงแกมาก ๆ

สำหรับ โซนิค เวอร์ชันนี้ต้องบอกเลยว่าลบฝันร้ายหรือคำสาปสำหรับวิดีโอเกมที่มักออกมาเละเทะเมื่อดัดแปลงเป็นหนังจอเงิน ด้วยการถูกวางในพลอตสำเร็จรูปที่เข้าถึงง่าย ขายความน่ารักสมจริงกับกลุ่มคนที่โตมากับการ์ตูนหรือเกมมากกว่าโฟกัสเด็กรุ่นใหม่ ยิ่งหากต่อยอดจากตัวละครแบบนี้ที่มีความเป็น iconic จ๋าอยู่ในตัวสูงแล้ว ความกดดันจากฐานแฟนบอยนี่แทบจะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานไว้เลย นอกจากอาจจะมีบางเรื่องหลุดฟอร์มเลวร้ายจนกลายเป็นไปทำลายความฝันวัยเด็กซะงั้น อย่างพวก เต่านินจา, ดราก้อนบอล หรือนานกว่านั้นก็มาริโอ้ ที่แทบอยากจะลืม ๆ ไปเคยทำเป็นหนัง (ฮา)

ความน่ารักแสบสันต์ และแววตาก๋ากั่นของเจ้าโซนิคที่ต้องยกความดีความชอบให้ทีมผู้สร้างที่ตัดสินใจดีไซน์ใหม่ ตัวหนังเซอร์วิสแฟนดั้งเดิมของโซนิคเป็นอย่างดี โดยจะใส่รายละเอียดศัพท์แสงที่คนเคยเล่นเกมโซนิคสมัยเด็ก ๆ ในยุค 90s ต้องคุ้นเคยมาเป็นระยะ ทำให้รู้สึกอินได้ง่ายมาก ซีจีทำได้ค่อนข้างดีเลย แต่ยังมีส่วนที่รู้สึกลอย ๆ อยู่บ้าง

ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่าดูหนังส่วนหนึ่งเป็นเพราะการดีไซน์โซนิคใหม่ที่มีความเป็นตัวการ์ตูนมากกว่าเดิมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เหนือเรื่อง CGI ออกไป MVP ตัวจริงคือ ลุงจิม แคร์รี นี่แหละที่ขยันขโมยซีนมาก! บางฉากลุงแกฮาซะเอาน้องเม่นเจื่อนไปเลย (ฮา) เรียกว่าเข้ามาเป็นเดอะแบ็กตัวจริง และเมื่อหักลบกับพลอตเบา ๆ ตัวละครแบน ๆ แบบดูขำ ๆ แล้ว ลุงจิม คือคนที่ยกระดับ Sonic the Hedgehog ขึ้นมาสู่ระดับที่เรียกว่า ‘ดีเกินคาด’ อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ พาร์ตหนึ่งที่ประทับใจชนิดเซอร์ไพรส์หน่อย ๆ ก็คือเมสเซจเรื่องชีวิตที่ซุกซ่อนอยู่ โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับการมีชีวิตอยู่ มันทรงพลังกว่าที่คิดไว้มาก ช่วงท้ายทำซึ้งเอาเรื่อง มันเป็นภาพจำใหม่ ๆ ของโซนิคในมุมที่แตกต่างออกไปจากยี่สิบกว่าปีก่อน เจ้าเม่นสายฟ้าไม่ได้เป็นเพียงตัวละครเท่ ๆ ที่มีไว้โชว์สปีดเร็วกว่านรกอีกต่อไป แต่เว็บดูหนังจะได้เห็นโซนิคมีพัฒนาการหันเหมาเป็นซุปเปอร์ฮีโรคอยปกป้องเมืองกรีนฮิลล์แห่งนี้ด้วย แถมยังมีเครดิตแถมท้ายให้สาวกได้กรี๊ดกร๊าดกันอีก

รีวิว Sonic the Hedgehog

วิจาร์ณ

Sonic the Hedgehog ส่อแววมีปัญหาตั้งแต่แรกเลย เพราะการปล่อยตัวอย่างแรกเมื่อประมาณช่วงเมษายน 2019 ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เละถึงดีไซน์ตัวละคร Sonic ที่ขัดใจแฟนๆ เสียเหลือเกิน จนทำให้ทางผู้กำกับทนกระแสตอบรับไม่ไหว และยอมรับคำวิจารณ์ไปปรับแก้ไขดีไซน์ Sonic ใหม่ทั้งหมด จนทำให้จากกำหนดฉายเดิม พฤศจิกายน 2019 ต้องถูกเลื่อนมาเป็น 14 กุมภาพันธ์ 2020 และในบ้านเราก็ได้ดูวันที่ 27 ก.พ. 2020 เนี่ยแหละ

และเหมือนการตัดสินใจแก้ดีไซน์ตัวละครในครั้งนี้จะค่อนข้างเวิร์คเลยทีเดียว เพราะหลังจากปล่อยตัวอย่างหลังจากแก้ไขแล้ว แฟนๆ ต่างชื่นชม ชื่นชอบ และรู้สึกดีกับหนังขึ้นมาในทันที (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคุ้มกับรายได้หรือไม่) คงต้องรอดูกันต่อไป

เราจะมาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง ซึ่งหนังจากเกมโดยส่วนมากที่ผ่านๆ มา มักจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ แต่ล่าสุด Pokémon Detective Pikachu ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ทำลายอาถรรพ์หนังจากเกม เพราะมันทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว จึงทำให้ความกดดันทั้งหมดตกไปอยู่ที่หนังจากเกมเรื่องต่อมาอย่าง Sonic the Hedgehog เนี่ยแหละ...แต่หลังจากดูปรากฏว่า เห้ย! สนุก!

จริงๆ เนื้อเรื่องของ Sonic the Hedgehog ไม่ได้มีอะไรมากเลย ธรรมดาจริงๆ ถือเป็นหนังสูตรสำเร็จเลยด้วยซ้ำ กับการโคจรมาเจอกันของคน 2 คน (1 คนกับ 1 ตัว?) และร่วมกันปราบเหล่าร้ายหรือพิทักษ์โลก ก็ไม่ได้แปลกแนวแตกต่างหรือใหม่อะไร แต่ด้วยความง่ายความไม่มีอะไรนั้น มันก็ยังเล่าออกมาได้สนุก เพราะตัวละคร Sonic นั่นแหละ สนุกกับการกระทำ บทพูดที่พล่ามไม่หยุดของ Sonic จังหวะในการเล่า หรือมุกต่างๆ ที่ใส่มาโคตรถูกจังหวะ แถมยังมีการจิกกัด ชื่นชม หนังหลายๆ เรื่องในอดีต ตลอดทั้งเรื่องก็เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะๆ

นับว่าทางค่ายตัดสินใจถูกจริงๆ ที่แก้ดีไซน์ Sonic ใหม่ เพราะเราเชื่อเลยว่าถ้าตัวละครเป็นแบบเดิม+เนื้อเรื่องและอะไรหลายๆ อย่างที่ Sonic ทำ มันจะไม่น่ารัก น่าเอ็นดู หรือให้ความรู้สึกอะไรก็ตามที่เวอร์ชั่นใหม่นี้ยังให้ได้

และแน่นอนว่าคงต้องชื่นชมผู้ให้เสียงพากย์ตัวละคร Sonic อย่าง Ben Schwartz ที่เวิ่นเว้อ วุ่นวาย พูดมาก ป่วนเสียเหลือเกิน รวมถึงการแสดงของ James Marsden ที่เข้าขากันได้เป็นอย่างดี และที่ขาดไม่ได้คือดาราตลกรุ่นเก๋าแห่งวงการอย่าง Jim Carrey ในบทวายร้าอัจฉริยะ Dr. Robotnik ที่เล่นใหญ่จัดเต็ม เรียกเสียงฮาทุกฉากที่เฮียแกโผล่มาเลย หากใครเคยติดตามผลงานแกคงจะนึกออกแน่ๆ ว่าเป็นยังไง ถึงมันจะซ้ำและเห็นแบบนี้มาบ่อยแล้ว แต่มันก็ยังฮาอยู่ดี

สรุป

Sonic the Hedgehog เป็นหนังที่ทำมาจากเกมที่สนุกเลยแหละ อาจจะมี CG บางฉากที่ลอยๆ บ้าง กับเนื้อเรื่องที่ธรรมดาเกินไป แต่มันก็เพลินๆ แหละ ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่าระหว่าง Pokémon Detective Pikachu กับเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่แฟนทั้งสองเกมนะ แต่ถ้าหนังค่อนข้างชอบ Pokémon Detective Pikachu มากกว่า แต่ในเรื่องนี้ถ้าดูแล้วคุณจะหลงรักเจ้า Sonic และอยากเห็นมันอีกแน่ๆ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563

Lupin III: The First - ลูแปงที่ 3

หนัง HD

รีวิว Lupin III: The First - ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่

จากมังงะยุค 80s ที่มีทางเดินไม่ต่างจากมังงะดัง ๆ ทั่วไปที่จะมีสื่ออื่น ๆ ออกมาทั้งอนิเมะซีรีส์ ภาพยนตร์อนิเมชันฉายโรง หรือกระทั่งภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันคนแสดงอย่าง ลูแปง ยอดโจรกรรมอัจฉริยะ ที่มีดาราไทยร่วมแสดง แถมยังไปโด่งดังถึงยุโรปและอเมริกาสร้างฐานแฟนคลับไว้มากมายเพราะส่วนหนึ่งมาจากความอัจฉริยะของ มังค์กีพันช์ ผู้แต่งเรื่องที่ไปเอาชื่อตัวละครจากนิยายดังของฝรั่งเศสอย่าง จอมโจรอาแซง ลูแปง มาดัดแปลงต่อเติมและอุปโลกให้เกิดเป็นตัวละครรุ่นหลานอย่าง อาแซง ลูแปงที่ 3 ที่มีทั้งความทะเล้นแต่เสน่ห์เหลือร้ายจนถูกใจแฟน ๆ มังงะและอนิเมะ และกับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อนิเมะสามมิติคราวนี้ก็ได้ ทาคาชิ ยามาซากิ ผู้กำกับหนังอนิเมะสามมิติภาพล้ำจาก Stand By Me หนังโดราเอมอนที่ทำเอาคนดูเสียน้ำตามากุมบังเหียนเลยเชื่อมือได้ในแง่คุณภาพและการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน รีวิว Lupin III: The First

เรื่องย่อ

10ปีหลังเบรสซงถูกทหารของนาซีสังหาร..ไดอารีลับที่ถูกเล่าลือว่าเป็นลายแทงขุมทรัพย์ได้กลายเป็นที่หมายปองจากคนหลายกลุ่มรวมถึงกลุ่มนีโอนาซีผู้เชื่อว่าไดอารีของเบรสซงจะพาพวกเขาไปพบกับฮิตเลอร์และฟื้นฟูจักรวาลไรซ์ที่ 3 ให้รุ่งเรืองอีกครั้งงานนี้จอมโจรอย่าง อาแซงลูแปงที่ 3  พร้อมด้วยผองเพื่อนทั้ง มิเนะ ฟูจิโกะ ตีนแมวสาวสุดเซ็กซี่, จิเก็น ไดซุเกะ นักแม่นปืนราวจับวาง และ อิชิคาวะ โกเอมอน ซามูไรหนุ่มผู้มีดาบสุดคมตัดได้ทุกสิ่งในโลก โดยคราวนี้นอกจากแก๊งของลูแปงจะต้องหยุดยั้งมหาภัยและกอบกู้โลกแล้ว เขายังได้พบกับ เลติเชีย สาวนักโบราณคดีผู้มีเบื้องหลังสุดลึกลับ งานนี้ ลูแปงที่ 3 จะหยุดยั้งการกำเนิดใหม่ของเหล่านาซีได้หรือไม่ต้องติดตาม

จุดที่ทำให้ Lupin III The First สามารถทำให้คนดูก้าวข้ามความรู้สึกว่ากำลังดูการ์ตูนเด็ก ๆ คงหนีไม่พ้นวิสัยทัศน์ทั้งการเล่าเรื่องที่ดูเล่นใหญ่จริงและเอาประวัติศาสตร์มาเล่นแง่แบบถ้าบอกว่าเควนติน ทารันติโนมาทำก็คงเชื่อ เพราะมันเต็มไปด้วยวัฒนธรรมพอปจากประวัติศาสตร์มากมายทั้งนาซี สัญลักษณ์ อาเดเนเบ รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าหากฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่และจะกลับมาครองโลกอีกครั้งอะไรจะทำให้แผนการนี้สำเร็จที่ถือว่าได้ใจทั้งคนดูหนังและคนสนใจประวัติศาสตร์ไม่น้อยเลยทีเดียว และแม้ว่าสัญชาติของภาพยนตร์จะเป็นญี่ปุ่นแต่เราจะรู้สึกได้ถึงความเป็นสากลที่มาผสมผสานได้อย่างลงตัวซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกให้คาแรกเตอร์ดีไซน์ที่มีเสน่ห์มากนั่นเอง

พูดถึงคาแรกเตอร์ดีไซน์แล้ว เมื่อนำไปเทียบกับมังงะต้นฉบับจะเห็นเลยว่า ยามาซากิ ผู้กำกับของเรื่องมีความเข้าใจในเสน่ห์ของตัวละครแต่ละตัวเป็นอย่างดีโดยเฉพาะตัวลูแปงที่ต้องยอมรับว่าฉบับภาพยนตร์คนแสดงยังไม่อาจดึงความทะเล้นและโคตรเฮง โคตรเก่งออกมาชัดนัก แต่กับ Lupin III The First เราจะเห็นเลยว่าโครงหน้าแบบหนุ่มญี่ปุ่นทะเล้นกวนกับเมื่อมาสวมชุดสไตล์ฝรั่งเศสมันมีเสน่ห์หล่อแบบวัวตายความล้มได้จริง ๆ

ส่วนหนุ่ม ๆ นี่ควรล้างตามาให้ดีเลยเพราะความสวยเซ็กซี่ของ มิเนะ ฟูจิโกะ คือมาเต็มทะลุจอมาก ส่วน เลติเซีย ก็น่ารักไม่แพ้กันจนแทบไม่อยากกะพริบตาเลย และไม่เพียงบรรดาตัวละครหลักที่กล่าวไปหรือตัวละครสมทบทั้ง จิเก็น ไดซุเกะ หรือ โกเอมอน เท่านั้นแต่งานภาพของหนังยังเรียกได้ว่างดงามชวนฝัน โดยเฉพาะสถานที่สำคัญของโลกนี่ดูแล้วอยากออกเดินทางไปตามรอยเลยทีเดียว

สำหรับจุดขายหลักของหนังอนิเมะสามมิติอย่าง Lupin III The First คงหนีไม่พ้นบรรดาฉากแอ็กชันต่าง ๆ ที่ต้องยอมรับว่าทำได้มันถึงใจมาก โดยเฉพาะฉากการปล้น ฉากการไล่ล่าด้วยรถยนต์ หรือ อากาศยานต่าง ๆ ผู้กำกับถ่ายทอดได้ตื่นตาตื่นใจมาก รวมถึงงานกำกับศิลป์ในภาพที่ดูแล้วรู้เลยว่าทีมงานทำงานหนักมากเพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เต็มไปหมดและหนังก็ใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ ถือได้ว่าเป็นโปรแกรมหนังโคตรสนุกส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ที่ไม่อยากให้พลาดเลย

วิจาร์ณ

**ต้องขอเรียนก่อนว่าไม่ได้ติดตามลูแปงมาก่อนเลย แต่ติดตากับการโปรโมตว่าเป็นทีมเดียวกันกับผู้สร้าง Doraemon Stand By Me ซึ่งเป็นอนิเมชั่น 3 มิติที่ชอบมาก ด้วยเนื้อหาที่กินใจ และะการออกแบบ ตัวละคร 3 มิติ ที่ทำได้น่ารักมาก ซึงลูแปงในเรื่องนี้ ก็ได้ใช้เทคนิคงานสร้างตัวละครแบบเดียวกัน**

ผลงานจากปลายปากกาของ มังกี้ พันช์ (คาซูฮิโกะ คาโต) ได้กลับมาในรูปแบบแอนิเมชันอีกครั้ง หลังจากที่เคยนำไปสร้างเป็นฉบับไลฟ์แอคชั่นมาแล้ว โดยได้เล่าเรื่องราวของจอมโจร "อาเซน ลูแปงที่ 3" พร้อมกับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น นักแม่นปืน "จิเก็น ไดซุเกะ", ซามูไรหนุ่ม "อิชิคาวะ โกเอมอน" และจอมโจรสาว "มิเนะ ฟูจิโกะ" ที่ต้องร่วมมือกับหญิงสาวนามว่า "เลติเชีย" ในการผจญภัยข้ามทวีปเพื่อไขปริศนาไดอารี่ของเบรสซงที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับตัวตนที่แท้จริงของเขา

คงไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไรมาก เพราะหนัง HDเรื่องราวการผจญภัยของลูแปง มักแฝงความสนุกแบบเกินตัวมาด้วยเสมอ นับว่าเป็นอีกเรื่องราวของลูแปงที่สนุกครบรส ลำดับการเล่าเรื่องราวไม่มีอะไรซับซ้อน หนังพาย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกใช้เป็นฉากหลังที่มาของปริศนาที่เก็บซ่อนเอาไว้ในตัวลูแปง

บทหนังมาพร้อมกับเรื่องราวเหนือจินตนาการและเกินจริงตามสไตล์การ์ตูนอนิเมะ แต่ใส่มุกหักเหลี่ยมเฉือนคมเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง เมื่อหนังเกริ่นเนื้อเรื่องและประกอบองค์ต่างๆ ได้ครบ เดินเรื่องสู่การผจญภัยก็ทำให้เราแทบจะละสายตาจากจอไม่ได้เลย พร้อมกับยังสร้างเสียงหัวเราะให้กับคาแรกเตอร์โจรเปิ่นๆ แบบลูแปงที่มีให้เห็นในหนังบ่อยๆ

ถึงแม้จะเป็นจอมโจร แต่ก็ยังหล่อเท่ และมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนเสมอต้นเสมอปลาย ขณะที่ตัวละครใหม่อย่าง เลติเชีย ก็เป็นนางเอกที่ดูมีเสน่ห์และอ่อนหวาน แม้จะอ่อนต่อโลกแต่เธอก็สู้คนอย่างเฉิดฉาย น่าจะเป็นหนึ่งในตัวละครนางเอกที่แฟนๆ คงจะชื่นชอบได้ไม่ยาก

รีวิว Lupin III: The First


งานสร้างหนังแอนิเมชันเรื่องนี้ถือได้ว่าค่อนข้างน่าพอใจ ไม่ว่าจะมุมภาพหรือความละเอียดในองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ เห็นได้ถึงความใส่ใจของผู้สร้าง การดีไซน์ออกมาในรูปแบบสามมิติ ก็ช่วยสร้างให้ตัวละครมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นแบบไม่เคยเห็นมาก่อน และทำให้ทุกๆ คาแรกเตอร์ดูดีชะมัด

ทีมพากย์ก็มาพร้อมคุณภาพ แม้ดูหนังผ่านเน็ตจะมาแค่เสียงแต่พวกเขาก็มีส่วนเพิ่มอรรถรสของหนังได้เยอะ คานิชิ คูริตะ, คิโยชิ โคบายาชิ, ทัตสึยะ ฟูจิวาระ, ซึสุ ฮิโรเสะ พวกเขาเป็นทีมให้เสียงที่เข้าขากันได้ดี ขณะที่ผู้กำกับ "ทาคาชิ ยามาซากิ" (จาก Stand by Me Doraemon) ก็ยังทำหน้าที่และถ่ายทอดโทนอารมณ์ของหนังที่คงลายเส้นดั้งเดิม และเพิ่มสีสันของเทคโนโลยีใหม่เข้าไปได้อย่างลงตัว

ส่วนที่ชอบ

ความสนุกของตัวหนังคือ การผสมผสานระหว่าง การออกแบบตัวละครที่มี คาแรคเตอร์ที่ชัดเจน เรื่องราวในสไตล์ อินเดียน่า โจนส์ และการหักเหลี่ยมในสไตล์ หนังสืบสวนสอบสวน กับ มิชชั่น อิมพอสสิเบิ้ล อีกนิดหน่อย

ที่สำคัญด้วยความที่เป็นอนิเมชั่น จึงทำให้เราเราโยนเรื่องความสมจริงทื้งไปโดยไม่เคอะเขิน แล้วสนุกกับมันได้ไม่ยากอย่างที่คิด

อีกส่วนหนึ่ง ที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว คือวันที่ไปดู บังเอิญเป็นเสียงภาษาไทย ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า เสียงไทยพากษ์ได้ดีมาก ทำให้เอ็นจอยกับหนังมากขึ้นไปอีก ซึ่งว่ากันตามจริง การได้ฟังเสียงไทยในหนังบางเรื่องทำให้อรรถรสในการดูหนังเพิ่มขึ้นจริงๆนะ

สรุป

Lupin III: The First เป็นหนังจอมโจรลูแปงที่สนุกเช่นเคย แม้จะพัฒนามาเป็นแอนิเมชันสามมิติ แต่ก็ยังมอบความสนุกให้กับคนดูได้ตลอด 90 นาที ด้วยเนื้อเรื่องและโครงเรื่องที่หนักแน่นเพียงพอ ทำให้การเล่าเรื่องราบรื่นไปด้วยดี ถือว่าเป็นหนังแอนิเมชันที่ดูสนุกและย่อยง่ายมากๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

Little Miss Period - เซย์ริจัง น้องเมนส์เพื่อนรัก

หนัง HD

รีวิว Little Miss Period - เซย์ริจัง น้องเมนส์เพื่อนรัก

หลายครั้งที่หนังญี่ปุ่นชอบหยิบจับประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ใกล้ตัวมา ‘เล่นใหญ่’ จนเมสเซจเล็ก ๆ นั้นมันมีความน่าสนใจขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับ Little Miss Period หรือ ‘น้องเมนส์เพื่อนรัก’ หนังที่กลายเป็นไวรัลในญี่ปุ่นโดยเฉพาะการพูดถึงเรื่องเขิน ๆ อย่างประจำเดือนออกมาให้ impact ต่อยอดจนห้างดังอย่างไดมารู ออกนโยบายติดสัญลักษณ์ ‘เซย์ริจัง’ หรือ น้องเมนส์ ที่เสื้อของพนักงานให้ลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานเข้าใจผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วงแดงเดือดมากขึ้น รีวิว Little Miss Period

เรื่องย่อ

‘Little Miss Peiod เซย์ริจัง น้องเมนส์เพื่อนรัก’ เดิมเป็นมังงะที่ดังในโลกออนไลน์ในปี 2017 ก่อนจะถูกแปลงมาเป็นภาพยนตร์ Live-action ซึ่งเล่าเรื่องของ ‘น้องเมนส์’ ผ่าน 3 สาวคือ “อาโอโกะ” (ฟูมิ นิไคโด) บรรณาธิการสาวในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่ต้องทำหน้าที่ส่งต้นฉบับให้ทันก่อนเดดไลน์, “ฮิคารุ” (ริซากิ มัตสึคาเสะ) เด็กสาว ม.ปลาย ที่กำลังอินเลิฟกับเพื่อนชายช่วงระหว่างเตรียมสอบ และ “ริโฮะ” (ซาอิริ อิโตะ) พนักงานทำความสะอาดที่มีพรสวรรค์การเป็นนักเขียนซึ่งบังเอิญตกหลุมรักหนุ่มในสำนักพิมพ์เดียวกับ อาโอโกะ โดยพวกเธอต้องเผชิญกับประจำเดือนที่มาในรูปของมาสคอตสีชมพูตัวใหญ่ซึ่งมีชื่อว่า “เซย์ริจัง” และต้องแบกมันไปใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ตัวหนังเลือกตัดสลับเล่าเรื่องของแต่ละตัวละคร ประกอบกับการแคสต์นักแสดงที่ค่อนข้างดีงาม ทุกคนมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นสมวัยและมีอินเนอร์ของตัวละครนั้นให้เชื่อ ตัวละครหลักมีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปทั้งในแง่ของมุมมองชีวิตและมุมมองที่มีต่อน้องเมนส์ แล้วมีจังหวะสอดแทรกมุกตลกแบบนิ่งหน้าตายที่เรียกเสียงฮาได้ตลอด และที่เพิ่มเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือ การขายความจิ้นนี่แหละ! ทำให้ตัวหนังไม่น่าเบื่อเลย แถมเมสเซจหลักเรื่องของการทำให้คนดูได้เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงที่เป็นเมนส์นั้นก็ปังมาก

หนังรู้จักหยิบยกเปรียบเทียบ เปรียบเปรยให้เห็นภาพ ชนิดเคี้ยวมาให้ย่อยง่ายที่สุด มีทั้งเซย์ริจังเวอร์ชันตัวเล็กตัวใหญ่ ให้รู้ว่าช่วงไหนใครกำลังเจอกับวันมามากมาน้อย รวมทั้ง ‘ครั้งแรก’ แตกวัยสาว ที่ไม่รู้จะรับมืออย่างไร ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ดูหนังเรื่องนี้ บอกได้เลยว่าหนังทำให้เรารู้สึกเห็นใจผู้หญิงมากขึ้น ชอบมากกับวิธีนำเสนอเรื่องหนัก ๆ ให้ดูซอฟต์และเข้าใจได้ทันที โดยเฉพาะนอกเหนือจาก ‘น้องเมนส์’ แล้วยังมีมาสคอต ‘น้องยังซิง’ ไว้แทนพรหมจรรย์ของตัวละคร และมาสคอต ‘น้องเซ็กซ์ไดรฟ์ ‘ ที่แทนความต้องการทางเพศของฝ่ายชาย คือพอไอ้เจ้าสองตัวนี้โผล่ออกมาเนี่ย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ฮาเลย แถมเจอซับเกรียน ๆ ฮา ๆ ของเพจ ‘ซับจริงจัง’ ที่มาแปลซับให้หนังเรื่องนี้แล้วบอกเลย บันเทิงขั้นสุด

‘เซย์ริจัง’ ไม่ได้เป็นเหมือนภาระที่น่าหนักใจของคุณผู้หญิงเท่านั้น แต่ในหนังเรื่องนี้มันยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนให้คำปรึกษาในการเติบโตและใช้ชีวิตและพร้อมจะอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย แม้จะถูกมองว่าเป็นหนังที่โฟกัสเรื่องการเป็นกระบอกเสียง แต่หนังก็ทำได้ครบเครื่องดี ไม่ว่าจะเป็นการสอดแทรกมุกตลกและพาร์ตดราม่าและ coming of age ของตัวละครในแต่ละช่วงวัย เรียกว่าเป็นหนังที่ดีในตัวของมันเองและยังเป็นงาน commercial ที่ยอดเยี่ยม ภายใต้กรอบเวลาที่กระชับ ดูง่ายและฟีลกู้ด เปรียบเสมือนเป็นวิชาเพศศึกษาชั้นดีของท่านชาย พ่วงกับกรขายแคสต์นักแสดงที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีภาพจำได้ง่าย ๆ และสุดท้ายคือมันส่งเมสเซจที่ทรงพลังในการสอนให้คนเราเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งที่เราไม่ถูกใจ ซึ่งภายใต้ความไม่ถูกใจและสิ่งที่เราคิดว่าไม่ดีนั้น มันก็ยังมีมุมดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

วิจาร์ณ

สารภาพว่าตอนได้ยินพล็อตครั้งแรกมีอาการ “เหวอๆ” อยู่ไม่น้อย ก่อนจะทุเลาลงเมื่อตระหนักได้ว่านี่คือหนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง (ซึ่งดูไม่แปลกใจเสียเท่าไหร่) เรื่องราวของสาว 3 คนกับประจำเดือนที่มาในรูปแบบของเพื่อนรัก (และบางครั้งก็เกลียด) เรื่องนี้ ฟังดูเผินๆอาจจะเป็นหนังตลกสุดหรรษาบ้าบอคอแตก แต่เนื้อแท้แล้ว "Little Miss Period" คือภาพยนตร์ดราม่าน่ารักที่พาเราไปสำรวจมวลความคิดและความรู้สึกของผู้หญิงต่อสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตผ่านช่วงวัย วุฒิภาวะ และความเป็นปัจเจกที่ทำให้ต่างกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต่างมีเพื่อนคนเดียวกันนั่นคือประจำเดือน เพื่อนที่ทำให้ชีวิตพวกเธอยุ่งยากแสนลำบาก เพิ่มเลเวลความซับซ้อนให้ทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ทำไปทำมาประจำเดือนก็มีคุณค่าที่น่าสนใจ ทั้งในมุมของแฟนตาซีและการมองด้วยสายตาความจริง มันคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต่างมีและเผชิญร่วมกัน เป็นสายใยความสัมพันธ์ที่เชื่อมพวกเธอเอาไว้อย่างน่าประหลาดแต่งดงาม

สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างน่าอิจฉาไม่ว่าจะเป็นวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ก็คือความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับหนังไม่กี่แนว เป็น 1 ในสาเหตุที่เราได้เห็นภาพยนตร์ไอเดียแหวกๆ มากมายไหลลงสู่ตลาดและโรงภาพยนตร์ โดยหากยังจำกันได้เมื่อปลายเดือนที่แล้วเราก็เพิ่งจะได้เอาใจช่วยสวนสัตว์กลวงๆ ในภาพยนตร์เกาหลีอย่าง Secret Zoo กันไปหมาดๆ มาช่วงเดือนนี้หากอยากหาภาพยนตร์เอเชียไอเดียแปลกๆ ดูง่ายๆ เพลินๆ Little Miss Period น่าจะพอเป็นคำตอบให้คุณได้

ภาพยนตร์จะพูดถึงสาวๆ หลากวัยที่ต้องเผชิญกับภาวะเมนส์มาไม่ว่าจะคนทำงาน, คนที่ไม่มั่นใจตัวเอง, วัยเรียน และวัยเริ่มมี โดยจะเล่าถึงชีวิตประจำวันทั่วไปที่ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องต่างๆ ซึ่งในทุกๆ เดือน ขณะที่ชีวิตวุ่นวายอยู่แล้ว พวกนางก็จะต้องคอยรับมือกับการปรากฎตัวของเซย์ริจังที่มักจะมาได้ถูกที่ถูกเวลาอยู่เสมอนั่นเอง

ด้านเนื้อเรื่อง

Little Miss Period (หรือ Seiri-chan) ดัดแปลงมาจากการ์ตูนออนไลน์ดังในชื่อเดียวกันของ เคน โคยาม่า นักวาดการ์ตูนชายในปี 2017 บอกเล่าเรื่องราวในแต่ละ(ประจำ)เดือนของหญิงสาม 3 คน 3 ช่วงเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาและสถานการณ์ที่ต่างกัน

ประกอบด้วย อาโอโกะ บรรณาธิการสาวสำนักพิมพ์ที่ต้องรีบส่งต้นฉบับให้ทันก่อนเดดไลน์ โดยในขณะเดียวกันเธอก็ต้องหาทางสร้างความสัมพันธ์กับลูกสาวของแฟนใหม่ที่ยังไม่เปิดใจยอมรับเธอ, ฮิคารุ นักเรียนสาวผู้กำลังฝ่ามรสุมการสอบแต่นั่นไม่เท่ากับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเมื่อเธอได้อยู่ใกล้แฟนหนุ่มแบบสองต่อสอง, ริโฮะ ภารโรงสาวออฟฟิศที่แท้จริงแล้วเธอคือบล็อกเกอร์มากความสามารถ เปี่ยมไปด้วยฝีมือการเขียนแต่เลือกที่จะซุกซ่อนตัวตนแท้จริงเอาไว้

ทั้ง 3 คนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างใดในเส้นเรื่องหลัก หากแต่มีความสัมพันธ์บาง ๆ เชื่อมพวกเธอเอาไว้ รวมถึงการปรากฏตัวของ “เซย์ริจัง” เจ้ามาสต็อตสีชมพูตัวใหญ่ (แต่ตัวเล็กก็มีนะ) ที่มาเป็นตัวแทนของประจำเดือน คอยปั่นป่วนประจำวันของสาว ๆ ให้ใช้ชีวิตยากลำบากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “Period Punch” หรือหมัดชกประจำเดือน ท่าไม้ตายสุดฮาที่จะทำให้สาว ๆ ปวดท้องน้อยเหมือนเป็นประจำเดือน แต่ในขณะเดียวกันท่านี้ก็สามารถต่อกรกับผู้ชายพฤติกรรมแย่ๆ ได้ด้วยเช่นกัน หากพวกเขาไม่เข้าใจในความทุกข์ของเหล่าผู้หญิงเลย

เอาจริงๆ Little Miss Period มันไม่ได้วางตัวเองเป็นหนังมีพล็อตมากนัก แต่เหมือนเป็นการฉายภาพชีวิตประจำวันของพวกเธอในทุก ๆ เดือนที่ต้องพบปะกับเจ้า เซย์ริจัง เสียมากกว่า เพราะฉะนั้นมันมีความสนุกอยู่ในตัวผ่านคอนเซ็ปต์ตั้งแต่เริ่มต้น ผ่านความกวนๆ เพี้ยนๆ ที่เกิดขึ้นตามรายทาง

ส่วนเส้นเรื่องเป็นการขยับเขยื้อนดราม่า พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเจ้ามาสค็อตให้ไปสู่ทิศทางที่น่าสนใจ ความไปเรื่อยของหนัง กับท่าทีจริงจังในช่วงท้ายออกมากำลังพอดิบพอดี เหมือนเป็นไดอารี่บันทึกประจำเดือน บันทึกความคิด อารมณ์ และชีวิตช่วงนั้นว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง บ้างสำคัญ และบ้างก็ไม่ได้มีอะไร สิ่งที่น่าสนใจคือหนังหยิบเอาช่วงวัยมานำเสนอในแต่ละตัวละครด้วย มันช่วยเล่าทั้งในแง่ของปัญหาที่เด็กผู้ใหญ่มีต่างกัน รวมไปถึงการมีตัวตนของประจำเดือนที่ยิ่งเติบโตยิ่งเคยชินกับเพื่อนรักคนนี้ ชอบที่หนังอธิบายง่ายๆเลยผ่านขนาดตัวของ เซย์ริจัง ที่แทนค่าของ “การมา” ว่ามากน้อยแค่ไหน

เคมีระหว่างตัวละครสาวกับเจ้าประจำเดือนเป็นอะไรที่เพี้ยนอยู่ไม่น้อย (ชม) แม้ว่าเอาเข้าจริงมันก็เหมือนกับที่ ยุ่น สนทนากับร่างกายตัวเองใน ฟรีแลนซ์ฯ (2558) นั่นแหละ หนังมันพูดถึงความว้าวุ่นในใจ การเก็บความรู้สึกและความคิดบางอย่างไว้ข้างใน ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าใจ นอกจาก เซย์ริจัง หรือประจำเดือนของตัวเองที่เป็นเหมือนเพื่อนคอยปลอบประโลมความรู้สึก ให้คำแนะนำต่างๆ

มันอาจจะฟังดูแฟนตาซีแต่กลับไหลลื่นไปกับหนัง HDอย่างน่าสนใจ เมื่อหนังร้อยเรียงไปพร้อมๆ กับเหล่าตัวละครชายที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกเธอเท่าไหร่นัก (ไปจนถึงการละเลย) การที่พวกเธอเป็นเพื่อนต่อกันและกัน หรือกระทั่งมีประจำเดือน (อันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลักไสได้) จึงเป็นความอบอุ่นที่พิเศษของหนัง ที่ไม่เพียงแค่เอาหยิบความจริงมาล้อเล่นอย่างสนุกนานอย่างเดียว แต่นำเสนอพื้นที่ของเรืองราวใหม่ๆ ให้กับผู้ชมด้วย เพราะเหนือสิ่งอื่นใด การมีคนคอยรับฟังทุกๆ เรื่องในชีวิตของเราเป็นอะไรที่โคตรรู้สึกดี

รีวิว Little Miss Period


ในแง่ของเนื้อเรื่องต้องบอกว่ามันไม่ได้มีอะไรที่ตื่นเต้นเร้าอารมณ์หรือชวนฮาหัวสั่นหัวคลอน สิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอก็คือชีวิตในแต่ละช่วงวัยของเหล่าสาวๆ ที่ต่างใช้ชีวิตของตน เจออีเวนต์เฉพาะตัว แต่สิ่งที่เหมือนกันแทบทั้งสิ้นคือพวกนางล้วนมีน้องเมนส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประวันในช่วงหนึ่งของทุกๆ เดือน
ดังนั้นแล้วเว็บสตรีมหนังมันอาจมีช่วงที่เรารู้สึกว่าชวนหลับอยู่บ้าง เพราะมันดูเรื่อยๆ สบายๆ แทรกมุขมาบ้างแม้ไม่ฮาระเบิดแต่ก็ได้ขำ ถึงอย่างนั้นความหมายแฝงข้อคิดดีๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงการปรากฎตัวของมาสคอตอีก 2 ตัวของผู้ชายอย่าง น้องคึก และ น้องยังซิง ที่ช่วยให้เนื้อเรื่องมีสีสันขึ้นเยอะ โดยเฉพาะแล้วกับน้องคึกที่มาพร้อมกับมุขสำหรับผู้ชายที่แท้ทรู ชนิดที่หากคุณเสพย์สื่อผู้ใหญ่มานักต่อนักก็เป็นได้ขำตัวโยกทุกครั้งที่น้องคึกมีซีนแน่นอน

ประเด็นสำคัญ

อีกประเด็นที่ชอบคือการพูดถึงคุณค่าในตัวเรา ซึ่งเล่าผ่าน ริโฮะ ภารโรงสาวที่มองว่าคนแบบตัวเองไม่มีวันได้เป็น ‘ตัวเอก’ ในชีวิตจริงได้ เธอจึงเลือกที่จะซุกซ่อนตัวตน ปกปิดการเป็นบล็อกเกอร์ออนไลน์ไม่ให้ใครรู้ กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพนักงานหนุ่มในออฟฟิศ ริโฮะ ก็ยังรู้สึกว่าตนไม่คู่ควรสำหรับเขา ซึ่งเป็นปัญหาที่เจ้า เซย์ริจัง เข้ามาแก้ไข ให้เธอได้ทบทวนถึงคุณค่าในตัวเองอีกทีว่าแท้จริงแล้วการที่เธออยู่ในจุดนี้ เพราะเธอไม่คู่ควรจริงๆ หรือเพราะเธอเลือกที่จะบอกกับตัวเองเสมอมาแบบนั้นกันแน่ เชื่อว่านี่น่าจะเป็นหัวข้อของหนังที่ทำให้ใครหลายคนอิน หนังพยายามบอกให้เรานับถือตัวเอง ให้คุณค่ากับตัวเอง และยอมรับสิ่งที่เราเป็น โดยไม่ตั้งแง่หรือเลือกที่จะคิดลบกับทุกๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา

อย่างไรก็ดี อาจเพราะความเดินเรื่องง่ายๆ เรียบๆ ของมันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเข้าใจผู้หญิงที่กำลังเป็นเมนส์มากขึ้นนัก จากบริบททางสังคมปัจุบันที่ผู้ชายก็พอจะรู้ประมาณหนึ่งว่าอาการของผู้หญิงที่เป็นเมนส์นั้นมีอะไรบ้าง หรือส่งผลต่ออะไรบ้าง ผมมองว่าโดยเนื้อแท้ของตัวหนังนั้นไม่ผิดที่จะเล่าออกมาอย่างนี้ เพราะในภาพรวมก็เข้ากับโทนดี แต่พอหนังโดนปูพรมโปรโมตว่า "จะมาทำให้ผู้ชายเข้าใจผู้หญิงที่เป็นเมนส์มากขึ้น" มันก็อดทำให้เราคาดหวังไปมากกว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้ว่าอาจมีอะไรที่เราไม่รู้รออยู่

สรุป

Little Miss Period กลายเป็นกระแสในสังคมญี่ปุ่นที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง เพราะสำหรับพวกเขาการเอ่ยถึงประจำเดือนถือว่าเป็นสิ่งที่สกปรกและต้องห้าม การนำเสนอเรื่องราวผ่านมาสค็อตสีชมพูน่ารักจึงเป็นไอเดียที่น่าสนใจ และเข้ามาหักล้างกับความเชื่อเดิมๆได้เป็นอย่างดี, นี่คือภาพยนตร์ คอมเมดี้-น่ารักๆ ที่อยากให้ทุกคนไปลองชมกัน

แม้ว่าตัวพล็อตจะดูเป็นผู้หญิงมากๆ แต่เราว่ามันคือหนังที่ทำมาให้ผู้ชายดูได้ด้วยเช่นกัน ผ่านเส้นเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ต้องปรับความเข้าใจกัน หรือกระทั่งการได้เห็นและสำรวจความวายป่วงของเหล่าสาวๆ ช่วงประจำเดือนมาก็เป็นหนึ่งในข้อมูลชั้นดีที่ควรรู้ติดตัวไว้ ใครที่ชอบหนังญี่ปุ่น หรือหนังอบอุ่นหัวใจผสมผสานระหว่างความตลกแสบๆ กับประเด็นง่ายๆ ที่ดูแล้วมีความสุขไปชมกันครับ จริงๆ หนังมีเซอร์ไพรซ์ด้วยเพราะไม่ได้ออกมาแค่เจ้า เซย์ริจัง ตัวเดียว แต่ยังมีมาสค็อตอื่นๆ ที่โคตรพีคไม่ต่างกัน

The Closet - ตู้นรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

ดูหนัง HD

รีวิว The Closet - ตู้นรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

เรียกได้ว่าจากกระแส Parasite ครองออสการ์น่าจะทำให้ปีนี้เราได้ดูหนังเกาหลีในโรงกันมากขึ้นแน่ ๆ และที่ไม่รอช้าเลยก็คือสตูดิโอเจ้าของเดียวกันอย่าง Cj Entertainment ที่ขอเสิร์ฟหนังสยองขวัญบล็อกบัสเตอร์ทำเงินจากเกาหลีอย่าง The Closet มาให้คนไทยได้ชิมกันต่อ ยิ่งตลาดหนังเมืองไทยที่หนังผีคือแนวหนังชูโรงด้วยแล้ว ก็ไม่ได้ยากเกินคาดเดาเลยว่างานนี้กะมาทำเงินเอาตังค์จากนักดูหนังชาวไทยแน่ ๆ แต่จะทำหนังผีตามกระแสหนังผีเอเซียเหมือนตอนต้นปี 2000 ก็กะไรอยู่ คราวนี้หนังอย่าง The Closet เลยปรุงรสเพิ่มทั้งประเด็นชนชั้นต่อเนื่องมาจาก Parasite และแถมด้วยวัฒนธรรมเชมัน หรือ การไล่ผีอันเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของเกาหลี แล้วมาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยสูตรหนังสยองขวัญครบรสแบบหนังผีของผู้กำกับ เจมส์ วาน ผลลัพธ์คือหนังสยองขวัญสุดบันเทิงและช่างคิดเรื่องนี้นั่นเอง รีวิว The Closet

เรื่องย่อ

ด้วยหวังล้างใจจากการสูญเสียไปในอุบัติเหตุรถยนต์ ซังวอน (ฮา จองอู) สถาปนิกหนุ่มได้พา อินา (ฮอยูล) ลูกสาววัย 11 ขวบหนีจากเมืองใหญ่ไปอยู่บ้านพักหรูในป่า แต่สิ่งที่แถมมากับบ้านหลังนี้นอกจากความหรูหราก็คือตู้เสื้อผ้าโบราณในห้องนอนของอินาที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาด ๆ กับตัวอินาทั้งการพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการและยังมีตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ ที่ไม่รู้อินาเอามาจากไหน แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่ออยู่ ๆ อินาก็หายตัวไปร่วมเดือน จนกระทั่ง คยองฮุน (คิม นัมกิล) หมอผีหนุ่มที่ตามสืบเรื่องราวของเด็กที่หายตัวไปในบ้านได้เข้ามาร่วมมือกับ ซังวอน เพื่อตามหาความจริงและพา อินา กลับมาก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

หลังดูหนังจบสิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนมากคือร่องรอยแรงบันดาลใจของหนังผีแบบเจมส์ วาน ที่อยู่ในแต่ละองค์ประกอบของหนัง โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัว การเล่นกับพื้นที่และสิ่งของในบ้านที่แทบจะเหมือน The Conjuring หรือหนังในตระกูลใกล้เคียงกัน

ตลอดไปจนการสอดแทรกอารมณ์ขันเมื่อตัวละครอย่าง คยองฮุน ปรากฎตัวขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นการเลียนแบบอย่างไร้ยางอายตรงกันข้าม มันยังเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่พยายามหนีไม่ให้หน้าหนังไปเทียบเคียงกับงานหนังฮอลลีวูดเรื่องดัง แถมยังมีศักดิ์ศรีที่พอแข่งกันได้อย่างสมศักดิ์ศรีอีกด้วย

สำหรับฉากสยองขวัญที่ส่วนตัวมองว่าน่ากลัวที่สุดหนีไม่พ้นการปรากฎตัวของผีหมอผี และการหลบจากการโจมตีของเหล่าผีเด็กที่ทำให้ ซังวอน ไม่อาจลืมตาได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่ถือว่าหนังสามารถทำได้อย่างชวนลุ้นระทึก น่ากลัว และสยองขวัญสมใจคนอยากดูหนังผียิ่งนัก

แต่กระนั้นก็ตามอย่างที่บอกไปในย่อหน้าที่แล้วว่ามันคล้ายหนังผีของเจมส์ วานตรงที่มันต้องมีครบรสซึ่งก็ทำให้ช่วงหลังของหนังทอนความน่ากลัวออกแล้วไปเน้นให้ลุ้นระทึกไปกับการสอบสวนหาความจริง ที่ก็ดันไปพูดเรื่องชนชั้นแบบเดียวกับ Parasite อีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นประเด็นร่วมที่คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้และทำให้บทหนังของ The Closet มีสาระที่ทำให้คนดูได้ออกมาถกเถียงกันต่อได้ดี แม้จะไม่เข้มข้นเท่าของหนังออสการ์เรื่องดังก็ตาม

และแน่นอนแล้วว่าสำหรับเกาหลี หนังคือเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมดังนั้น The Closet จึงพาเราไปรู้จักกับวัฒนธรรมหมอผี หรือเชมัน ในลัทธิชิน ซึ่งถือเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของเกาหลี แถมรัฐบาลยังสนับสนุนงานวิจัยและการสร้างสรรค์งานแสดงจากรากเหง้าวัฒนธรรมนี้อย่างจริงจังด้วย (จริงจังขนาดไหนก็ถึงขนาดผลักดันให้กลายเป็นนาฏศิลป์ร่วมสมัยแสดงที่โรงละครขนาดยักษ์) และก็ดันประจวบเหมาะกับการพยายามผลักดันให้มันมาอยู่ในสื่ออันทรงพลังอย่างภาพยนตร์

โดยก่อนหน้านี้วัฒนธรรมการไล่ผีก็อยู่ในหนังอย่าง The Wailing ของผู้กำกับนาฮงจินมาทีนึงแล้ว และกับ The Closet มันก็ทำให้เกิดตัวละครอย่าง คยอง ฮุน ที่แทบไม่ต่างจากซูเปอร์ฮีโรมาปราบผีหรือหมอผีเท่ ๆ อย่าง คอนแสตนติน ของอเมริกาได้เลย ซึ่งก็ถือเป็นการเอาวัฒนธรรมชามันมาขายให้ชาวโลกได้รู้จักแบบเนียน ๆ ได้อีกด้วย

การเล่าเรื่อง

หนังเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อดี ถึงแม้มันจะเป็นหนังสูตรของหนังผีทั่วไปก็ตาม เจอผี หาที่มาที่ไป ตามหมอผี อะไรทำนองนี้ เดาไม่ยาก แต่มันก็ยังเล่าได้สนุกอยู่ บทของหนังก็ยังมีหลายอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผลมารองรับที่มากพอ หลายฉากก็ยังสงสัยว่าทำไมกันนะ? หนังมีการพูดถึงประเด็นครอบครัวที่เข้าใจได้ แต่ก็ยังเบาบางไปอยู่ดี รวมถึงประเด็นตัวผีเองด้วย

ทางด้านนักแสดงคนอื่นๆ เราก็มองว่าอยู่ในระดับที่แสดงดีนะ เล่นดีแหละ แต่ที่เราประทับใจที่สุดคือบทลูกสาวของพระเอกในเรื่อง มีฉากนึงแบบ...น้อง! หลอนไป๊! น้องจะหลอนไปไหน!!!

วิจาร์ณ

หนังเปิดเรื่องสร้างประเด็นมาอย่างรวดเร็ว ผูกปมปัญหาครอบครัวให้คนสงสัยทันที (อย่างที่ได้เห็นกันในตัวอย่างนั่นแหละ) และหนังก็ไม่รอช้า รีบใส่ความเป็นหนังผี ความหลอน มาถี่ๆ เลย เรียกได้ว่าครีเอทความหลอน จังหวะหลอกอะไรได้ ใส่มาช่วงแรกเยอะเลย ซึ่งมันมีทั้งความแปลกใหม่ และจำเจ แต่มันก็ถือว่าทำงานกับคนดูได้ดีเลยทีเดียว มีฉากไวโอลินเราชอบมาก เสียงไวโอลินมันหลอนดี (ในตัวอย่างมี) แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เราว่า “ผี” หลอก “น้อย” ไปจริงๆ ถ้าหลอกเยอะกว่านี้มันจะโอเคมาก บรรยากาศ หรือจังหวะการหลอกการดำเนินเรื่องมันได้เลย จริงๆ บางช่วงก็ทำให้เรานึกถึง

สารภาพเลยว่าดูหนัง HDตัวอย่างครั้งแรกปุ๊บนึกในหัวเลยว่า “นี่มัน Poltergeist ฉบับเกาหลีใช่มั้ย?” เพราะหลายๆ อย่างมันเหมือนมาก นั่งมองหน้ากับพี่ว่าเห้ย ใช่ปะวะ 555 มันมีหลายอย่างชวนให้นึกถึงสุดๆ และหลังจากได้ดูแล้วก็ยังคงตั้งคำถามเดิม “ใช่ปะวะ 555”

หนังเปิดเรื่องสร้างประเด็นมาอย่างรวดเร็ว ผูกปมปัญหาครอบครัวให้คนสงสัยทันที (อย่างที่ได้เห็นกันในตัวอย่างนั่นแหละ) และหนังก็ไม่รอช้า รีบใส่ความเป็นหนังผี ความหลอน มาถี่ๆ เลย เรียกได้ว่าครีเอทความหลอน จังหวะหลอกอะไรได้ ใส่มาช่วงแรกเยอะเลย ซึ่งมันมีทั้งความแปลกใหม่ และจำเจ แต่มันก็ถือว่าทำงานกับคนดูได้ดีเลยทีเดียว มีฉากไวโอลินเราชอบมาก เสียงไวโอลินมันหลอนดี (ในตัวอย่างมี) แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เราว่า “ผี” หลอก “น้อย” ไปจริงๆ ถ้าหลอกเยอะกว่านี้มันจะโอเคมาก บรรยากาศ หรือจังหวะการหลอกการดำเนินเรื่องมันได้เลย จริงๆ บางช่วงก็ทำให้เรานึกถึง

รีวิว The Closet

หนังเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อดี ถึงแม้มันจะเป็นหนังออนไลน์สูตรของหนังผีทั่วไปก็ตาม เจอผี หาที่มาที่ไป ตามหมอผี อะไรทำนองนี้ เดาไม่ยาก แต่มันก็ยังเล่าได้สนุกอยู่ บทของหนังก็ยังมีหลายอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผลมารองรับที่มากพอ หลายฉากก็ยังสงสัยว่าทำไมกันนะ? หนังมีการพูดถึงประเด็นครอบครัวที่เข้าใจได้ แต่ก็ยังเบาบางไปอยู่ดี รวมถึงประเด็นตัวผีเองด้วย

ทางด้านนักแสดงคนอื่นๆ เราก็มองว่าอยู่ในระดับที่แสดงดีนะ เล่นดีแหละ แต่ที่เราประทับใจที่สุดคือบทลูกสาวของพระเอกในเรื่อง มีฉากนึงแบบ...น้อง! หลอนไป๊! น้องจะหลอนไปไหน!!!

สรุป

The Closet ก็คือหนังผีดูสนุก ๆ นั่นแหละ มีทั้งฉากผีแฮร่..น่ากลัว ๆ มีทั้งฉากหลบผีชวนลุ้นระทึก รับรองใครที่ชอบตามหนังผีของเจมส์ วาน ก็น่าจะได้อรรถรสไม่แพ้กัน แถมพ่วงด้วยวัฒนธรรมเชมันได้อย่างชาญฉลาดและยังพูดเรื่องชนชั้นต่อจาก Parasite มาเป็นกลวิธีการเฉลยเรื่องได้อย่างชาญฉลาดเลยแหละ

นอกจากนี้ หลายเสียงต่างบอกเหมือนกันว่า นักแสดงก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดีในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะตัวขโมยซีที่มาเพิ่มอรรถรสได้เป็นอย่างดี แต่ในท้ายที่สุดเขาจะตามหาลูกสาวเจอหรือไม่ ร่วมไปพิสูจน์ปฐมบทความเฮี้ยนได้ใน The Closet ตู้นรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด มีคิวหลอน 27 กุมภาพันธ์ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

พี่นาค 2 - Pee Nak 2

ดูหนัง HD

รีวิว พี่นาค 2 - Pee Nak 2

จากหนังสยองขวัญ คอเมดี้ ม้ามืดเมื่อปี 2018 ที่สร้างปรากฏการณ์ เป็นอีกหนึ่งหนังไทยที่ทำเงินทะลุร้อยล้านบาทมาได้สำเร็จ แม้กระแสคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์และคนดูจะค่อนข้างเสียงแตกก็ตาม แต่ด้วยความที่หนังประสบความสำเร็จนี่เอง ทำให้เรื่องราววุ่น ๆ ของ ตุ๊ด 2 และหนุ่มหล่อ 1 ท่ามกลางอาถรรพ์ของวัดธรรมนาคานิมิตร ยังไม่สิ้นสุดลง จากอาถรรพ์ห้ามบวช มาสู่ อาถรรพ์ห้ามสึก ที่หลอน และเฮี้ยนกว่าเดิมใน"พี่นาค 2" รีวิว พี่นาค 2

เรื่องย่อ 

พระบอลลูน พระเฟิร์ส แอบสึกแบบลับ ๆ ปล่อยให้พระโหน่งอยู่รับใช้ศาสนาในวัดธรรมนาคานิมิตรที่มีตำนานความสยองกับสองคู่หู เณรน็อต และ อ๊อด เด็กวัด แต่แล้ว บอลลูน และเฟิร์สก็ย้อนกลับมาที่วัดในสภาพร่อแร่ปางตาย ขอกลับมาบวชซ้ำรอบสอง หวังล้างคำสาปที่วัดแห่งนี้ไม่มีใครเคยได้สึก! ทำไมพระวัดนี้ถึงสึกไม่ได้? แล้ว 2 กะเทยเพื่อนซี้ บอลลูน เฟิร์ส จะรอดถึงวันได้ห่มผ้าเหลืองหรือไม่?

ผ่านไป 1 ปีพอดีหลังจากความสำเร็จของ พี่นาค หนังพระเป็นผีจากค่ายไฟว์สตาร์ที่ทำได้ดีขนาดกวาดรายได้ไปกว่า 150 ล้านบาททั่วประเทศ แถมยังได้ออกไปฉายต่างประเทศแบ่งปันความหลอนถ้วนทั่ว จึงไม่แปลกใจที่ไฟว์สตาร์จะให้ผู้กำกับต้นฉบับที่โตมาจากสายงานกำกับศิลป์อย่าง

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณที่เคยมีหนังผีบทซับซ้อนอย่างมอญซ่อนผี เป็นหนังแจ้งเกิดได้มาสานต่อความฮาความเฮี้ยนเป็นแฟรนไชส์ใหม่ของค่าย โดยเอาปมที่หนังภาคแรกทิ้งไว้ก่อนจบว่า นอกจากตำนานเรื่องนาคไม่ได้บวชแล้วยังมีอีกตำนานนั่นคือ พระที่บวชที่วัดนี้ห้ามสึก ด้วย

นอกจากนั้นถ้ามองดี ๆ ตัวผู้กำกับคงไม่ได้มีไอเดียหยุดแค่ต่อภาคสอง แต่จากที่บอลลูนบนไว้ว่าจะบวช 3 พรรษา (3 ปี) เพราะเข้าใจผิดว่าคือแค่ 3 เดือน ก็น่าจะหมายถึงพรรษาละภาคเลยนั่นล่ะ เราอาจได้เห็นพี่นาคเป็นหนังไตรภาคก็เป็นได้ ซึ่งตอนจบของ พี่นาค 2 เองก็มีฉากที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี แถมมาแบบเหนือความคาดหมายอีกแล้ว

ทั้งนี้ตัวเอกของหนังในภาคที่แล้วอย่างงานศิลป์พิถีพิถันสร้างสรรค์บรรยากาศสะพรึงจากวัดป่า โบถส์ วิหาร ศาลเพียงตา และพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ถูกมองผ่านแว่นแห่งความสยองได้อย่างน่าจดจำนั้น ในภาคนี้ก็ลดบทบาทลงไปมาก เพราะทางผู้สร้างต้องเอาเวลาไปเทให้กับตัวละครที่มากขึ้นแบบมากกว่าภาคแรกเกินเท่าตัวได้เลย

เพราะไม่เพียงเหล่าตัวละครเก่า ๆ ที่ได้กลับมากันครับครันทั้ง พระโหน่ง (ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ จากละคร กรงกรรม) กับ 2 เพื่อนแต๋วอย่าง บอลลูน (เอม-วิทวัส  รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด) กับ เฟิร์ส (เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ขาประจำหนังค่ายไฟว์สตาร์) ที่ยังคงหาเหาใส่หัวได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทั้งสมทบด้วยเณรไฮเทคอย่าง เณรน็อต (ต้า-อธิวัตน์ แสงเทียน) และเด็กวัดลุกเด็กแว้นที่เลื่อนเวลมาเป็นสัปเหร่อแทนปู่อย่าง อ๊อด (ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ) แล้ว

ในภาคใหม่นี้ยังสมทบจัดหนักเสริมแก๊งหลัก แก๊งรองถ้วนทั่ว อย่าง 3 เพื่อนซี้ โหน่ง บอลลูน และเฟิร์ส ก็ได้เพื่อนใหม่เป็นซุป’ตาร์เกาหลี โทมินจุน (มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร) ที่มาขอบวชแก้บนและต้องผจญซวยเพราะไม่รู้ว่าสิ่งลี้ลับที่ตามติดพวกเขาอยู่คือคำสาปเดิมของนาคนนที่ห้ามโทิมินจุนบวช หรือคำสาปของนาคใหม่ที่ห้ามบอลลูนกับเฟิร์สสึกกันแน่

ส่วนแก๊งเณรแก๊งเด็กวัดก็ได้พวกเพิ่มมาเยอะทีเดียว เสียดายว่าคาแรกเตอร์วางไว้จัดแต่ถึงเวลาจริงเราก็แทบแยกความแตกต่างของเหล่าเณรกลุ่มนี้ไม่ออก ไม่ว่าจะ เณรกู๊ด สายหน้ามึน เณรบอม สายบ้าพลัง เณรคิดดี สายโลกสวย ส่วนแก๊งเด็กวัดของอ๊อดก็ได้ลูกไล่เพิ่มอย่าง ฟ้าลั่น เด็กวัดสายป่วน กับ เจ ลูกครึ่งสายซ่อม

ซึ่งที่ว่ามานี้ตัดออกเกินครึ่งได้เลยแบบไม่มีผลอะไรกับหนัง แต่ที่โดดเด่นสุดในกลุ่มตัวละครใหม่ภาคนี้ก็คงต้องยกให้ผีนาคตนใหม่อย่าง อ้ายสน (ธามไท แพลงศิลป์) ที่แสดงได้เข้มและเมกอัปผีได้โหดไม่แพ้พระนนในภาคแรกเลย เสียดายก็แค่พอหนังต้องกระจายบทไปให้ตัวละครที่มากขึ้น

เวลาผีไทม์เลยน้อยลงแถมไม่ค่อยมีเวลาบิ้วแบบภาคแรกที่มาเป็นขบวนแห่นาคไร้หัว ในภาคนี้เปิดตัวมาดูดีด้วยแฟลชแบ็กที่ตามฆ่าอดีตพระตายคาขบวนแห่ แต่พอถึงเวลาหลอกจริงกับกลุ่มตัวเอกกลับธรรมดามากไปหน่อย เทียบกับตอนนาคนนสิงบอลลูนในภาคแรกแบบเทียบไม่ติดเลย

ปัญหาใหญ่ของหนังก็มาจากการวางโครงเรื่องมาดี คิดเฉลยคิดฉากจบมาพร้อม แต่ต้องมายำตัวละครและด้นสดระหว่างทางเพื่อพากลุ่มตัวละครไปสู่ตอนจบที่ตั้งใจไว้มากไปหน่อย ทำให้กลุ่มโครงสร้างเนื้อเรื่องแกว่งไปมาเดี๋ยวดราม่าแรง เดี๋ยวตลก เดี๋ยวผี แบบไม่ค่อยไปด้วยกันได้

โดยเฉพาะซีนดราม่าทั้งหลายมาแบบเด่นเด้งไม่สนใจฉากก่อนหน้าและที่จะตามมาเลยจนรู้สึกหนังคิดรายละเอียดบทมายังไม่เนี้ยบพอ แต่พอโครงสร้างของหนังที่เป็นพลอตใหญ่เริ่มทำงานในช่วงหลังมีการเฉลยนั่นนี่แล้วก็เริ่มดูสนุกขึ้น ดูน่าตื่นเต้นกับเรื่องราวผูกโยงอดีตชาติ แถมยังมีคำสอนต่าง ๆ อิงไปนาคในพระพุทธศาสนาอีก ตรงนี้ประทับใจเลยล่ะ แต่ก็นั่นล่ะถ้าทีมสร้างไม่เร่งทำหนังชนปีต่อปีขนาดนี้ น่าจะมีเวลาเกลาตัวละครและบทบิ้วต่าง ๆ ช่วงแรกได้เยี่ยมกว่านี้ มีคัตการแสดงที่งง ๆ เคมีไม่ล้นก็ขาดน้อยกว่านี้

ความตลกของหนังก็มาจากมุกสถานการณ์บ้างอย่างช็อตเจอสิงสาราสัตว์เป็นต้น แต่ที่ทำงานเอาจริง ๆ และรู้สึกตลกธรรมชาติกว่ามากคือการแสดงแบบเป็นตัวเองของ เอม ตามใจตุ๊ด เสียมากกว่า ฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตชาติให้ทุกคนฟังคือสนุกมาก เสียดายที่หนังมีอะไรที่ลงตัวพอดีแบบนี้น้อยไปหน่อย แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเอาฮาเอาข้อคิดได้บ้าง และก็ต่อยอดตัวเองได้น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสได้ทำภาคต่อไปก็ไม่แปลกใจล่ะนะ เพราะในธีมพระเป็นผีนี่แฟรนไชส์เรื่องนี้เป็นเจ้าตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

วิจาร์ณ

เรื่องราวในภาคนี้จะเล่าต่อจากภาคแรก หลังจากที่ โหน่ง เฟิร์ส และบอลลูน ได้ล้างอาถรรพ์ห้ามบวชของ นาคนนท์ได้สำเร็จ และบวชเป็นเพระตามที่ตั้งใจ แต่ทว่ากิเลสก็ครอบงำ พระเฟิร์ส และพระบอลลูน ให้ทั้งคู่ตัดสินใจแอบสึกกันเอง และหนีออกไปจากวัด แต่ทว่าทั้งคู่ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบ
เพราะวิญญาณของนาคตนใหม่ได้ตามหลอกหลอน และจ้องเอาชีวิตทั้งสอง ทำให้ เฟิร์ส และบอลลูน ต้องกลับมาที่วัดเพื่อที่จะบวชแก้คำสาปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็ได้มี โท มิน จุน ซุปเปอร์สตาร์บอยแบนด์หน้าใหม่มาแรง ได้เข้ามาบวชที่วัดแห่งนี้ตามที่แม่ของเขาบนไว้อีกด้วย เรื่องวุ่น ๆ ครั้งใหม่ในวัดธรรมนาคานิมิตร ก็ได้เริ่มขึ้น

เรียกได้ว่าเป็นดูหนัง HDที่สามารถหาจุดเชื่อม และเล่นกับกิมมิคของเรื่องได้เป็นอย่างดี โดยจากเหตุการณ์ใน พี่นาค 1 มาถึง พี่นาค 2 หนังสามารถดำเนินเรื่องให้คนดูรู้สึกว่ายังเป็นหนังเรื่องเดียวกันได้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวละครนำชุดเดิม ซึ่งในภาคนี้เราก็ได้เห็นพัฒนาการทั้งการแสดง และบทบาทของพวกเขาที่ชัดเจน รวมถึงการสร้างเล่นกับบรรยากาศของวัดธรรมนาคานิมิตร ที่ส่วนใหญ่เป็นโลเคชั่นเดิม แต่ในภาคนี้กลับให้บรรยากาศที่หลอนยิ่งกว่าภาคแรกพอสมควร

รีวิว พี่นาค 2


หนังมีหลาย ๆ ส่วนที่มีการพัฒนาการที่ขัดเจนหากเทียบกับภาคแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเฮี้ยน ความน่ากลัวของผีอ้ายสน ในเรื่อง ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่คูณสองจากนาคนนท์แล้ว ความสามารถของหนังถ่ายทอดสดตัวละครนี้ก็ยังโหดเหี้ยม และทรงพลังยิ่งกว่า ฉากไฮไลท์ ที่เด็ด และชวนหลอนมาก ๆ คือฉากประชันบทสวดมนต์ระหว่่างเณรน็อต และผีอ้ายสน ที่ทั้งตื่นเต้น ทั้งลุ้น และหลอน ไปในเวลาเดียวกัน

อีกด้านที่หนังในภาคนี้ค่อนข้างทำออกมาได้ดีคือพาร์ทดราม่า ที่ในภาคนี้ค่อนข้างหนักแน่นกวาภาคที่แล้วมาก ไม่ว่าจะเป็นดราม่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักจากภาคที่แล้ว ที่ในภาคนี้เราจะได้เห็นตัวละครเหล่านี้มีอารมณ์ มีความรู้สึกยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการแสดงที่ขอชื่นชมคือบทของ เอม-วิทวัส ในบท บอลลูน ที่ในภาคนี้นอกจากบทตลก โวยวาย แล้ว เรายังจะได้เห็นบทร้องไห้ ที่บทอารมณ์ที่หนักกว่าภาคแรก

ใครที่เคยประทับใจในตัวละครบอลลูนในภาคก่อน จะประทับใจในตัวละครนี้ยิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย นอกจากนี้บทผีอ้ายสน ที่แสดงโดยธามไท แพลงศิลป์ ก็สามารถถ่ายทอดบทผีให้เรารู้สึกกลัว และบทดราม่าที่ทำเอาคนดูสะเทือนใจได้เช่นกัน

งาน CGI ในเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ดียิ่งขึ้นกว่าภาคแรกไม่น้อย หนังยังสามารถสร้างสรรค์ฉากพญานาค ออกมาได้อลังการ ตระการตา ในขณะที่ฉากโชว์พลังความเฮี้ยนของอ้ายสน ก็ทำออกมาได้น่ากลัว และสมจริง เรียกได้ว่าในฐานะหนังไทย พี่นาค 2 ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่มี CGI ชั้นดีที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้

จุดด้อย

แต่ถึงกระนั้น พี่นาค 2 ก็ยังมีจุดด้อยที่เป็นปัญหาของหนังคอเมดี้ ที่ว่าด้วยเพศที่ 3 ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกที่พยายามเล่นกับเรือนร่างของผู้ชาย  และฉากมุกตลกโวยวายในช่วงต้นเรื่อง ที่ทำให้หนังดูชุลมุน วุ่นวาย จนออกจะน่ารำคาณในหลาย ๆ ช่วง นอกจากนี้ยังมีฉากที่เล่นกับพฤติกรรมชวนล่อแหลมของ พระ และเณร ที่ต้องวิ่งหนีผี บางฉากหนังก็สามารถทำให้เราขำได้ แต่หลาย ๆ ฉากก็ออกมาคริเช่ ขาดความแปลกใหม่ และไม่สามารถทำให้เราเอนจอยไปกับมุกนั้น ๆ ได้แม้แต่น้อย

สรุป

พี่นาค 2 ถือว่าเป็นหนังภาคต่อของไทย ที่ถือว่าทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่งเลย หนังสามารถเชื่อมเรื่องราวจากภาคแรก และภาคสองออกมาได้ลงตัว หนังมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านความบันเทิงที่ทำออกมาได้คูณสอง ใครที่เคนชื่นชอบภาคแรก อาจประทับใจในภาคนี้มากกว่า แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูภาคแรก แต่อยากข้ามมาดูภาคนี้ก่อน ก็สามารถดูได้รู้เรื่อง แต่อาจมีเนื้อหาบางส่วน หรือบางมุกที่ดูแล้วไม่เก็ตไปกับหนัง

The Grudge - บ้านผีดุ

ดูหนัง

รีวิว The Grudge - บ้านผีดุ

The Grudge หรือบ้านผีดุ ในภาคนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นการรีบูทครั้งที่เท่าไหร่แล้ว กับหนังผีในตำนาน จูออน กับเอกลักษณ์ผีสองแม่ลูกที่มาไล่ฆ่าทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยภาคนี้มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวนึงอยู่ญี่ปุ่นและโดนคำสาป จนกลับมาประเทศอเมริกาที่บ้านตัวเอง แต่คำสาปตามเธอกลับมาด้วย จึงทำให้คนที่อยู่ในบ้านนั้นตายยกครัว รวมถึงทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านหลังนั้นด้วย รีวิว The Grudge

เรื่องย่อ

เรื่องราวของบ้านต้องสาปที่มาพร้อมกับผีจอมอาฆาต (จู-ออน) ที่พร้อมจะตามหลอนใครก็ตามที่เหยียบย่างเข้าไปในบ้าน ด้วยความตายอันโหดร้ายทารุณ จากการรายงานได้บอกว่าในเวอร์ชันนี้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคดั้งเดิม

คอหนังผีหลายคนน่าจะรู้จักหนังผีแค้นหน้าขาวจากญี่ปุ่นอย่าง จูออน ดี ด้วยเอกลักษณ์การเมกอัปที่ไม่เหมือนใครกับความโหดชนิดฆ่าทุกผู้ทุกนามไม่ถามสักคำ ก็ทำให้ผีสองแม่ลูกนี่กลายเป็นไอคอนจำของแฟรนไชส์ไปอย่างติดตาตรึงใจลากยาวจนมีหนังถึง 13 เรื่องเข้าไปแล้ว

โดยเป็นฉบับหนังวิดีโอ 2 ภาค หนังโรงฉบับญี่ปุ่น 2 ภาค หนังฉบับฮอลลีวูดรีเมกและดึงผู้กำกับเดิมไปทำ 2 ภาค หนังโรงฉบับฮอลลีวูดภาคต่อแต่เปลี่ยนผู้กำกับ 1 ภาค กลับมาเป็นหนังฉบับญี่ปุ่นอีก 4 เรื่อง หนังครอสโอเวอร์ปะทะซาดาโกะอีก 1 เรื่อง และหนังเรื่องนี้ก็จะเป็นฉบับฮอลลีวูดรีบูตใหม่ ถือเป็นหนังเรื่องที่ 13 ของแฟรนไชส์นี้แล้ว โดยไม่นับฉบับหนังสั้นปี 1998 ที่ผู้กำกับ ชิมิสุ ทาเคชิ ทำเป็นเหมือนเดโมก่อนที่จะได้ไฟเขียวทำหนังวิดีโอต่อมา

โดยในครั้งนี้โพรดิวเซอร์ใหญ่อย่าง แซม เรมี่ ก็ยังกลับมาและดึงผู้กำกับใหม่อย่าง นิโคลาส เปสเช่  ที่มีผลงานเปรี้ยงแจ้งเกิดในเวที Fantastic Cinema Festival อย่าง The Eyes of My Mother (2016) หนังเขย่าขวัญขาวดำที่คว้ารางวัลใหญ่ของเทศกาลแบบกวาดเรียบจนไปเข้าตาแซม เรมี่ในที่สุด

โดยเขายังทำหน้าที่แก้ไขบทด้วยตนเองจากบทฉบับเดิมของ เจฟ เบอห์เลอร์ มือเขียนบทสยองขวัญจากหนัง The Midnight Meat Train (2008) ด้วย โดยเรื่องราวในการรีบูตนี้ได้ย้ายสถานที่จากโตเกียวมาสู่อเมริกาอย่างเต็มตัว และเป็นไทม์ไลน์ที่อยู่ระหว่างหนัง The Grudge (2004) กับ The Grudge 2 (2006) ที่ขยายคำสาปจาก ผีคายาโกะ กับ ผีโทชิโอะ ลูกชายของเธอ มาสู่คำสาปบทใหม่

ซึ่งก็เป็นเหตุให้แฟนเดิม ๆ ของผีหน้าขาวตาเหลือกส่ายหน้าเพราะผีคายาโกะ (และ/หรือโทชิโอะด้วย) ออกมาในหนังแค่ 8 วินาทีเท่านั้น จนหนังได้คะแนนจาก Cinemascore ซึ่งสำรวจความเห็นผู้ชมจากวันเปิดตัวโดยโดนตัดเกรดไปเพียงแค่ F เท่านั้น (ซึ่งเป็นเกรดที่ได้ยากมาก ที่ผ่านมีหนังแค่ 20 เรื่องที่ได้เกรดนี้)

ซึ่งตอนที่ดูหนังก็พอเข้าใจได้ว่า พอหนังเก็บรักษาหัวใจของแฟรนไชส์ไว้แค่ คนที่ตายด้วยความแค้นจะกลายเป็นคำสาปติดที่อยู่ในสถานที่นั้น ๆ และเมินเฉยต่อรูปลักษณ์ที่เป็นไอคอนของแฟรนไชส์แบบผีญี่ปุ่นผิวขาวซีดตาเหลือกโตร่างกายบิดเบี้ยวผมยาวสยาย มากลายเป็นภาพแบบผีซอมบี้อเมริกัน (พูดให้ตรงคือฉากที่เห็นหน้าตาชัด ๆ มันคือผีแบบ Evil Dead ของแซม เรมี่ เลยล่ะ)

แม้จะใส่กิมมิกทั้งเลขที่บ้าน 44 ที่เชื่อมโยงไปถึงหนังสั้นของชิมิสุที่ชื่อ 4444444444 หรือฉากปี๊กาบู หรือการเล่าเรื่องแบบย้อนไปปี 2004 ที่ตรงกับหนังฉบับฮอลลีวูดเข้าฉากครั้งแรกก็ด้วย ล้วนเพื่อคารวะหนังต้นฉบับของทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาแบบเอาใจใส่พอสมควรเลย

ก็ยอมรับล่ะว่าผีแม่ลูกจูออนดูจริง ๆ มันออกตลกมากกว่าน่ากลัวแต่พอเปลี่ยนไปใช้ผีอีกแบบและเข้าสูตรหนังผีเมกันจ๋าแบบนี้ หนังจึงไม่เหลือเอกลักษณ์น่าจดจำไปมากกว่าหนังบ้านผีสิงในแนวเดียวกันที่มีออกมามากมายเหลือเกิน ก็ไม่แปลกถ้าแฟนหนังจูออนจะมีความคาดหวังอีกอย่างและจะผิดหวังเมื่อเข้าไปดูหนังฉบับนี้

แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับหนังนะ หากมองข้ามความเป็นหนังจูออนไป หนังเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นหนังสยองของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ทำออกมาค่อนข้างดีใช้ได้เลยล่ะ ที่ประทับใจคือการออกแบบงานสร้างที่สวยงาม การจัดฉากแสงไฟเงามืดตามซอกมุมต่าง ๆ ส่งเสริมกับการมีอยู่ของผีได้อย่างลงตัว และจังหวะการขู่คนดูด้วยความเงียบกับเสียงสะดุ้งก็ทำเอามีคนหลับตาปี๋ หรือขนาดมีเสียงกรี๊ดออกมาให้ได้ยินเช่นกัน

ส่วนที่รู้สึกหนังมีความพยายามดีไซน์ที่ดีอีกอย่างคือ การเล่าเรื่องหลายไทม์ไลน์ไปพร้อมกัน ที่จริง ๆ มันน่าสนใจเลยล่ะ เพราะไทม์ไลน์ปัจจุบันปี 2006 จะว่าด้วยนักสืบสาวที่เข้าไปพัวพันกับตัวบ้านต้องสาปด้วยความสงสัยว่าทำไมรุ่นพี่เธอถึงห้ามยุ่งคดีนี้นัก ส่วนปี 2004 ก็เล่าเรื่องราวของนายหน้าขายบ้าน (จอห์น โช) ที่ไม่รู้ว่าครอบครัวนี้เกิดโศกนาฏกรรมไปก่อนหน้าแล้ว และ 2005 ก็เล่าเหตุการณ์ของผู้เข้าพักอาศัยรายต่อมาที่ตัวภรรยาป่วยหลงผิด

และตัวสามีต้องการให้ภรรยาจากไปอย่างสงบจนติดต่อนักฆ่าตัวตายมาช่วย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ในปีนั้น ๆ ก็มีซับพลอตของตัวเองที่น่าสนใจเหมือนหนังสั้น 3 เรื่องที่มาร้อยกันแบบเนียนกริบ เรื่องปี 2004 เป็นซับพลอตของพ่อแม่ที่รู้ว่าลูกในท้องอาจไม่ปกติและต้องรับความจริงนั้นให้ได้

แต่ก็กลายเป็นดราม่าโศกนาฏกรรมในเวลาต่อมา ปี 2005 เป็นซับพลอตว่าด้วยชายที่วิ่งเข้าหาบ้านผีสิงด้วยตนเองเพราะเชื่อว่าเมื่อภรรยาตายเขาก็อาจได้อยู่ร่วมกับภรรยาต่อไปในบ้านผีสิงหลังนี้ได้ ปี 2006 คือซับพลอตว่าด้วยแม่ที่หมกมุ่นกับครอบครัวในคดีมากกว่าลูกชายของตนเองจนนำภัยร้ายมาสู่ตน

และภาพใหญ่ก็คือ ดูหนังผีแค้นนามจูออน ที่ไม่ได้ลงมิติลึกนักว่ามีธีมภูมิหลังของผีตนนี้อย่างไรกันแน่ ทำให้มองรวม ๆ หนังเลยไปไม่สุดในทางที่ควรเป็น จะผีผลุ่บโผล่หรือผีเดินเห็นกันจัง ๆ ก็ก้ำกึ่งกัน ไอเดียหรือขมวดคิดสอนใจก็ไม่ชัดเพำราะถูกกระจายไป 3 ซับพลอตที่ตอบสนองต่อกันเองน้อยไปหน่อย (จริง ๆ ก็อาจจะมีล่ะ แต่ไม่ค่อยรู้สึก) โดยเฉพาะการเฉลยว่าสุดท้ายทั้ง 3 ไทม์ไลน์นั้นเชื่อมกันอยู่ ก็กลายเป็นสิ่งเกินเลยที่หนังไม่จำเป็นต้องทำเลย เพราะโปรแกรมหนังแทบจะเปิดเผยแต่ต้นแล้วโดยไม่ได้ใช้เทคนิคการเล่าพรางไว้แต่อย่างใด

รีวิว The Grudge

วิจารณ์

เอาจริงๆ คาดไว้แต่แรกแล้วว่าหนังมันต้องแย่แน่ๆ และมันก็เป็นแบบนั้นแหละ 555 คือเอาอย่างแรกที่เห็นชัดๆ เลย ตัวผี ที่แตกต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิง คือใครเป็นแฟนคลับจูออนต้องไม่ชอบแน่ๆ ล่ะ ผีขาวซีดตัวบิดเบี้ยวมันหายไป! กลายเป็นผีในรูปลักษณ์แบบอเมริกาเลยอะ แบบยังไงดีอะ เหมือนซอมบี้แหละมั้ง จึงทำให้มันค่อนข้างให้ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่ผีที่เราคุ้นเคย สิ่งที่คุ้นเคยเดียวคงเป็นเสียงตอนผีจะโผล่ละมั้ง

อย่างต่อมาคือหนังเรื่องนี้พยายามเล่าเรื่องทำให้มันซับซ้อนเกิ๊น! คือหนังพยายามเล่าหลายๆ เส้นเรื่อง หลายๆ เหตุการณ์ เชื่อมโยงกันไปกันมา เล่าหลายช่วงเวลา แต่พอพยายามเป็นแบบนี้คือดูออกเลยว่าแบบไม่อยากเล่าเรื่องเป็นเส้นตรง พอมาทำแบบนี้มันกลับไม่ได้ซับซ้อนและชวนให้น่าติดตามขนาดนั้น คือมันเป็นสิ่งที่เหมือนคนดูรู้อยู่แล้วอะ แถมตอนจบยังหาทางลงง่ายเหลือเกิน เร็วไป ถ้าจะมาขนาดนั้นจัดหนักจัดเต็มไปกว่านั้นก็ได้ นี่แบบ “อ้าว...จบแล้วหรอ” บางคนในโรงที่นั่งด้วยกันยังงงๆ อยู่เลย

มาพูดถึงการหลอกของเรื่องนี้บ้าง มักจะเป็นคำถามแรกๆ ที่คนมักสงสัยว่า หนังเรื่องนี้มีฉาก Jump Scare เยอะไหม? ฉากพวกตุ้งแช่ แฮ่! อะไรแบบนี้ บอกเลยว่าเรื่องนี้มีเยอะมากจริงๆ ไม่ว่าตัวละครจะทำอะไรก็ตามมันจะต้องเจออะ คือง้างมาเลย ง้างมาแบบ คิดในหัวได้เลยว่ามาแน่ๆ โผล่แน่ๆ ดนตรีบิ้วมาและ มุมกล้องมาและ ทุกอย่างลงตัวแบบผีมันต้องโผล่มาแฮ่เร็วๆ นี้แหละ

ที่สำคัญคือเป็นแบบนี้ทั้งเรื่อง! เดาง่ายมาก ใครดูหนังผีเยอะๆ จะรู้สึกเหมือนผมแน่ๆ เท่านั้นไม่พอ การหลอกแต่ละฉากคือมันจำเจมาก ซ้ำ หนังเรื่องอื่นใช้ไปเยอะแล้ว เอาจริงๆ เราไม่ได้ติดใจหรือเกลียดอะไรฉากพวกนี้หรอก เพียงแต่ว่าอยากให้มันมีชั้นเชิงมากกว่านี้ ถ้ามาแบบในเรื่องนี้นะ

ถ้าคนดูเดาได้นะ ใส่มาเลย ใส่มาเต็มๆ ทุกๆ นาที ยัดมาแบบยัดมาเลย เดาง่ายใช่มั้ย ก็กดดันด้วยฉากหลอกเยอะๆ จนทำให้คนดูหายใจหายคอไม่ทันไปเล๊ย ไม่ต้องไปเล่นท่ายาก หลอกให้คนดูเหนื่อยไปเลย แต่อันนี้คือแบบขาดๆ เกินๆ ยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกเหมือนกัน และไอ้ที่ตลกเข้าไปใหญ่คือต้องมีตัวละครนำพาให้เราไปเจอฉากเหล่านั้น มันเป็นปกติอยู่แล้วหล่ะหนังผีต้องมีตัวละครแบบอยากรู้อยากเห็น

และเรื่องนี้ก็มีแบบนั้น แต่บางทีมันก็อยากรู้อยากเห็นเกินเหตุไป๊ ไม่สมเหตุสมผลสุดๆ เหมือนกับว่าฉากตุ้งแช่ต่างๆ มันไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างดำเนินเรื่อง แต่เหมือนกับตัวเรื่องเนี่ยแหละนำพาไปหาฉากตุ้งแช่เหล่านั้น อารมณ์เหมือนอยากโดนหลอกเหลือเกินอะไรทำนองนั้น มันจึงเดาทางง่ายแบบสุดๆ มีฉากนึงตอนผีหลอกตลกดี ผีมีการยืนโบกมือให้เหยื่อที่โดนด้วย โคตรตลก 555

ในเรื่องนี้มีหลายสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยจริงๆ แต่ที่ขัดใจสุดคือการมีอยู่ของตัวละครตำรวจผู้ชาย รู้สึกโคตรไม่มีประโยชน์กับเรื่องยังไงไม่รู้

ว่าไปเยอะแล้ว มาพูดสิ่งที่น่าชื่นชมของหนังเรื่องนี้บ้าง นั่นก็คือการจัดแสงไฟ แต่ละฉากคือดีไซน์ออกมาดีมาก ทำการบ้านมาดีจริงๆ หลายๆ ฉากเห็นถึงความตั้งใจมากๆ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่น่าเสียดายที่การหลอกและการดำเนินเรื่องน่าผิดหวังจริงๆ

สรุป 

มองว่าเป็นหนังจูออนก็ต้องบอกว่าเสี่ยงในการนำเสนออะไรใหม่ ๆ สำหรับแฟรนไชส์ มองเป็นหนังผีเรื่องหนึ่งก็ได้มาตรฐานอยู่แม้จะไม่ได้สดใหม่หรือมีอะไรให้ว้าวนัก และถ้ามองแบบกลาง ๆ ก็เป็นหนังสยองที่พอตอบโจทย์หนังโพรดักชันคุณภาพได้ดีพอสมควรเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

สุขสันต์วันโสด - Low Season

ดูหนัง

รีวิว สุขสันต์วันโสด - Low Season

Low Season สุขสันต์วันโสด เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่โดนแฟนทิ้ง จึงจำเป็นต้องพักกายพักใจ ไปเที่ยวดอยช่วง Low Season ที่คนไม่ค่อยจะมี แต่บังเอิญก็ไปเจอกับชายหนุ่มที่โดนทิ้งมาเหมือนกัน ทั้งคู่จึงได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ก่อตัวเป็นห้วงความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา รีวิว สุขสันต์วันโสด

เรื่องย่อ

หลังเห็นผีจนได้เรื่องแถมโดนหักอกจากซุปตาร์คนดัง หลิน (พลอยไพลิน ตั้งประภาพร)เลยหอบใจพัง ๆ เดินทางขึ้นเหนือสู่ดอยกิ่วแม่ปานจุดเริ่มต้นสัมพันธ์รักที่เพิ่งจบลงไป และในระหว่างทางเธอก็ได้พบกับ พุทธ (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มนักเขียนบทสุดกวนที่มาหาแรงบันดาลใจในการเขียนบทหนังผี โดยปลายทางของพุทธคือการไปหาพี่จเร (นาคร ศิลาชัย) ชายเห็นผีที่หลินสัมผัสได้ถึงความสยองลึก ๆ แถมพ่วงด้วยแก๊งใจพังแห่งโฮมสเตย์บนดอยทั้ง พี่โอม (โจ๊ก-อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ) เจ้าของโฮมสเตย์โคตรติสท์ พี่อ้อม (อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์) ผู้ช่วยดูแลพี่โอมที่หวังจะไม่โสดเพราะเธอมีใจให้เขา วิทยา (นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์) หนุ่มปากมากที่หลงรัก นุ่น (โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร) สาวรุ่นพี่ขี้เมา เมื่อคนใจพังมารวมกันในช่วงหน้าโลว์ซีซัน ความฮาแบบพัง ๆ จึงบังเกิด

พี่ต่อเคยบอกรักหลินที่กิ่วแม่ปาน เริ่มที่ไหนต้องจบที่นั่น เธอตัวคนเดียวเลยเดินทางขึ้นเหนือไปเคลียร์ใจ ระหว่างทางนั้นเองเธอได้พบกับพุฒิ (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มมือเขียนบทอกหักที่พยายามจะทำชีวิตให้ดีขึ้นด้วยการรับจ้างเขียนบทหนังผี พุฒิขึ้นมาค้นข้อมูลเรื่องผีที่เดียวกัน

หลังจากเกิดอุบัติเหตุนี่นั่น หลินกับพุฒิก็ติดมาด้วยกันจนถึงเกสท์เฮาส์ในหุบเขาของพี่โอม (โจ๊ก อัครินทร์) หนุ่มกรุงที่พ่ายรักจนต้องมาพักเปิดโฮมเสตย์ไกลผู้คน ในนอกฤดูท่องเที่ยวสมาชิกโฮมสเตย์มีแต่คนถูกเททั้งสิ้น และนี่คืีอช่วงเวลาพักใจไปพบรักของพวกเขาในฤดูโลว์ซีซัน

ในท่วงทำนองเดียวกับหนังโรแมนติกคอมเมดี้ เรื่องราวของหนังคาดเดาได้ตั้งแต่เห็นตัวอย่างและไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น สำหรับหนังเหล่านี้ เรื่องที่จะเล่าสำคัญน้อยกว่าว่าจะเล่าอย่างไรและจะสื่อสารเคมีของนักแสดงออกมาได้อย่างไรที่จะทำให้ผู้ชมเชื่อ ในเรื่องรักที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่งจัดวาง ส่วนหนึ่งของความบังเอิญ อีกส่วนหนึ่งของพรหมลิขิตและอีกส่วนหนึ่งที่ผู้ชมหลับตาข้างหนึ่งให้

ความน่าสนใจ

หากความน่าสนใจของ สุขสันต์วันโสด ซึ่งอาจจะเป็นทั้งสิ่งที่ช่วยส่งเสริมและทำลายหนังได้เท่าๆ กันคือการใส่อาการ ‘เห็นผี’ เข้ามาในหนัง นี่ไม่ใช่หนังเรื่องแรกของ นฤบดี เวชกรรม อดีตทีมงานแนวหน้าของสาระแนที่ทำหนังมาแล้วอย่างน้อยหกเรื่อง และหากนับจริงๆ จากสูตร มาริโอ้ + การเห็นผี และสาวงาม เราอาจบอกได้ว่านี่คือภาคสามของไตรภาคเห็นผีนับจาก สาระแนสิบล้อ (2010) และ สาระแนเห็นผี ที่ออกฉายในปีเดียวกันและมี ชมพู่ อารยา และ อั้ม พัชราภา มาเป็นสาวงามประจำเรื่อง

หนังชุดสาระแนมีความพิลึกพิลั่นของมันอยู่กล่าวคือมันมีสถานะคล้ายๆ ภาคฟิกชั่นของรายการตลกที่เต็มไปด้วยความไม่ pc รายการหนึ่งของเมืองไทย (ซึ่งก็ล้มหายตายจากไปตามการเมืองที่เคลื่อนไปสู่ความหลากหลายทางอัตลักษณ์) หนังชุดนี้เป็นเหมือนการฝันเปียกของกลุ่มเด็กวัยรุ่นชายวัยมัธยมที่จับกลุ่มอยู่ด้วกยัน เล่นมุกตลกเหยียดคนอ้วน คนพิการ หรือการแสดงภาพความไม่สมประกอบเพื่อเอามาทำตลก การเล่นเกินเลยที่หยาบเสียจนไม่เหลือความนุ่มนวลอะไรนอกจากความห่ามของคนเล่น

ความหยาบของหนังในตระกูลนี้ชวนให้คิดถึง ความหยาบในหนังชุด หอแต๋วแตก ของพจน์อานนท์ หนังสองชุดนี้ (สาระแน และ หอแต๋วแตก) ในทางหนึ่งหยาบเสียยิ่งกว่าหนังตลกที่ทำโดยตลกซึ่งเฟื่องฟูในช่วงปลายยุค 90’s ต่อ 2000’s และหนังทั้งสองชุดนี้ก็สืบสายเลือดมา ซ้ำหลายครั้งก็ใช้บริการตลกเหล่านั้นด้วย

หนังตลกของโน้ต เชิญยิ้ม หรือจตุรงค์ มกจ๊ก หรือแม้แต่ หม่ำ จ๊กมก อาจเต็มไปด้วยมุกตลกใต้สะดือ หากมันมีความนุ่มนวลแบบชาวบ้านขี้เล่น ในขณะที่มุกตลกแบบสรรหาคำด่าสารพัดมาสาดใส่กันในหนังชุดหอแต๋วแตก และการเล่นกับขี้เยี่ยวชวนขยะแขยงของหนังชุดสาระแน โดยมีร่มใหญ่เป็นตลกสังขาร เป็นความตลกหยาบเถื่อนที่มีลักษณะเฉพาะแบบมุกตลกในวงเหล้าสุดทางทั้งของกะเทยไทยและคนหนุ่มไทยต้นวัยทำงาน ที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการเป็นชนชั้นกลางระดับกลางและระดับล่าง

สิ่งที่โดดเด่น

หากสิ่งที่โดดเด่นที่สุดข้างหลังความห่ามเถื่อน คือหนังทั้งสองเรื่องเป็น road movie ไปตามถนนชนบท ที่ฉายภาพของถนน หมู่บ้านเล็กๆ เมือง วัด โรงแรม หมู่บ้าน ที่ดูจริงมากๆ ในขณะเดียวกันผีในหนังทั้งสองเรื่องก็มีวิธีการนำเสนอที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นมรดกตกทอด ของนิตยสารเรื่องผี

หรือเรื่องผีของใบหนาดที่ลงในหนังสือแปลก ประสบการณ์วิญญาณที่เขียนเข้าไปตามหนังสือใบ้หวย การแสดงภาพ ผีหัวขาด ตัวขาด ผีเด็กแว้น เปรต ผีนู่นนั่นนี่ (แม้แต่ผี transformer) ของหนังมันได้ผลมากและดูเป็นจริงมาก ซึ่งทางหนึ่งมันเป็นเพราะมันเป็นผีแบบที่เห็นได้ทั่วไปว่ามีความตายแบบนั้นเกิดขึ้น
เรื่องผีแบบที่ไม่ได้คิดขึ้น แต่เคยได้ยินคนนั้นคนนี้เล่า และการโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มันทำให้ยิ่งเป็นเหมือนประสบการณ์เห็นผีที่ได้อ่านตามหนังสือมากกว่าหนังผีไทยยุคหลังที่พยายามจะทำ ‘ผีมีเหตุผล’ จนต้องเติมเรื่องเสียจนเสียความ

อย่างไรก็ตามการกลับมาของ ไตรภาคเห็นผี ในสิบปีให้หลังกลับน่าสนใจอย่างยิ่ง สาระแนสิบล้อ และ สาระแนเห็นผี เป็นหนังผีตลกที่วิ่งวนอยู่รอบตัวละครชาย (มาริโอ้) ที่พัฒนาความเป็นชายผ่านทางตัวละครประกอบที่ทั้งห่าม หยาบคาย และป่าเถื่อน และเหยียดคนอื่นไม่หยุดยั้ง

ในขณะที่ สุขสันต์วันโสด หนังกลับมาพร้อมกับตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง และการค้นหาตัวตนของเธอเอง  ความนุ่มนวลของผู้หญิงทำให้ความหยาบโลนที่เคยเป็นเครื่องหมายการค้าของหนังถูกทอนออกอย่างน่าพอใจ ถอยไปเป็นรสชาติแปลกประหลาดที่เหยาะเข้ามาในเรื่อง สร้างความแปร่งเพี้ยนเฉพาะจนทำให้หนังไม่เป็นหนังรักโรแมนติกเชยๆ เฉยๆ

แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดึงไม่ให้หนังไปสุดทางในฐานะหนังโรแมนติกด้วย ความก้ำกึ่งทางอารมณ์นี้น่าสนใจยิ่งเพราะความห่าม บ้าบอของคนทำได้มอบรสชาติประหลาดเฉพาะตัวให้กับหนังมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นรสชาติที่ถูกปากหรือไม่ก็ตาม

ในฐานะของหนังรัก หนังพูดถึงการเรียนรู้ตัวเองของหญิงสาวคนหนึ่งที่เห็นผี การเห็นผีเป็นเครื่องแสดงตัวตนอันแตกต่างของเธอที่ต้องการใครสักคนที่ยอมรับในความแตกต่าง ผีในหนังมีหน้าที่ขับเน้นความแตกต่างตรงนี้ตรงนี้เช่นเดียวกันกับการเดินทาง

ซึ่งที่จริงแล้ว สุขสันต์วันโสด ชวนให้นึกถึงหนังอย่าง Friendzone ที่ว่าด้วยคนหนุ่มสาวที่ออกเดินทางไกลเพื่อสำรวจใจตัวเอง Friendzone พูดถึงการเดินทางข้ามโลกเพื่อตามล้างตามเช็ดคนรักที่นอกใจโดยมีเพื่อนสนิทตามไปดูแล ขณะที่ สุขสันต์วันโสด เป็นเพียงการเดินทางข้ามภาคเพื่อชำระลางจิตใจและพบรักใหม่

เราอาจมองได้ว่าดูหนังนี่คือตัวละครชนชั้นกลางสองรุ่น รุ่นที่เรียนจบทำงานแล้วและมีเงินมากพอไปไหนต่อไหนในโลกฟูมฟายกับเพลงป๊อบเก่าๆ อย่าเพลงคิดมากของปาล์มมี่ ในขณะที่หลินที่เพิ่งเรียนจบ เด็กรุ่นหลังที่เริ่มเติบโตมาพร้อมกับการเกิดใหม่ของเพลงโฟล์ครุ่นเยาว์ในยุคสิบปีหลังที่มาทดแทนเพลงเพื่อชีวิต หรือเพลงในสายตระกูลเฉลียง ศุ บุญเลี้ยง หรือดนตรี กวี หนังสือทำมือ

การมุ่งกลับไปหาธรรมชาติแบบเพลงโฟล์ค และการเชื่อมต่อกับโลกทั้งใบแบบ MV ประชาคมอุษาคเนย์ร่วมใจในเพลง คิดมาก ฉบับประกอบหนังที่ร้องกันหลายภาษา ดูจะสอดรับกับความใฝ่ฝันแบบชนชั้นกลางไทยทั้งสองรุ่น ทั้งการมีชีวิตเรียบง่ายกับป่าเขาลำเนาไพรพอๆ กับการเป็น ‘ประชาชนโลก’ มากกว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง

แต่การท่องเที่ยวและธุรกิจที่พัวพันกับการท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่พาพวกเขาออกไปพบ ‘โลกภายนอก’ อย่างแท้จริง ถ้าเราเข้าใจว่าการเดินทางคือการไปเห็นสิ่งอื่นการเรียนรู้เข้าใจปัญหาของเพื่อนร่วมโลก ที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง นำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ เข้าใจความซับซ้อนของปัญหาทางการเมือง อัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ การเดินทางในหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้น และไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้น
รีวิว สุขสันต์วันโสด

ใน Friendzone เมืองเป็นเพียงฉากหลังที่เคลื่อนวูบไหวไปกับการฟูมฟายภายในที่ตัวละครเกือบทั้งหมดใช้เวลาไปบนเครื่องบิน ห้องโรงแรม ห้องอัดเสียง เว็บดูหนังและแท็กซี่ เพื่อค้นพบเพียงภายในของตนว่าใครคือคนรักที่แท้ ไม่ต่างจาก สุขสันต์วันโสด ที่ชาวบ้านทุกคนถูกกวาดออกไปจนหมด นี่คือเรื่องของคนชั้นกลางในเมืองเดินทางไปพักใจต่างจังหวัด โดยเกสท์เฮาส์ที่เปิดโดยคนชั้นกลางในเมือง เพื่อคนชั้นกลางในเมือง แล้วชาวบ้านเป็นอะไรในหนังเรื่องนี้ คำตอบคือชาวบ้านเป็น ‘ผี’

ผีในหนังจึงไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ มากกว่าปรากฏตัวให้เห็น ผีห่อลูกบนทางหลวง ผีชาวเขาในเกสท์เฮาส์ ไปจนถึง ‘พี่กะเรย์’ คนเห็นผีผีเห็นคน ที่รับบทโดยนาคร ศิลาชัย อันเป็นฉากยืดยาวที่จู่ๆ หนังก็กลับเป็นสาระแนอีกครั้ง ความหยาบเถื่อนที่ถึงขนาดเอานักแสดงกรุงเทพมาเล่นตลกเป็นชาวเขาแบบไม่มีความ PC ใดๆ สมราคาความห่ามแบบสาระแน

ในขณะเดียวกันมันขับเน้นความจริงที่ว่า ไม่มีชาวบ้านจริงๆ อยู่ในการเดินทางนี้ทุกคนเป็นแค่ผีที่ไม่ถูกมองเห็น หรือหากถูกมองเห็นก็ไม่ถูกค้นหา ผีในที่นี้ก็ไม่ต่างจากคนขับรถแดง หรือลุงร้านชำ หรือไกด์ท้องถิ่น คนที่ถ่ายรูปหมู่ให้เหล่านักท่องเที่ยว แต่ไม่เคยปรากฏอยู่ในรูปถ่ายเพราะไม่ใช่คนที่มาด้วยกัน การปรากฏของผี การเห็นผี จึงเป็นเหมือนการเดินทาง ที่เรามองเห็นเขาเหล่านั้นเพียงชั่วคราวเมื่อต้องช่วงใช้ และสูญหายไปอย่างไม่มีผลอะไรกับเรา เพราะเราจะเห็นแต่สิ่งที่เราอยากเห็นและนั่นคือภายใต้ตัวเราเอง

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เรื่องผิดบาปและไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่หนังอย่าง Friendzone และ สุขสันต์วันโสด จะต้องมีความระแวดระวังตัวทางการเมือง ไม่จำเป็นที่หนังโรแมนติกคอมเมดี้จะต้องพูดถึงสิ่งเหล่านี้ อันที่จริงแล้วโดยเฉพาะ สุขสันต์วันโสด มันน่าดีใจด้วยซ้ำที่หนังหมุนตัวกลับไปเป็นหนังรักเต็มรูปแบบ และซื่อสัตย์มากพอที่จะไม่สั่งสอนผู้คนในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้เชื่อหรือในใส่ใจจริงๆ เช่นเรื่องของชาวเขาที่ทำนาขั้นบันไดเดียวดายคนนั้น

สรุป

ถึงที่สุด ไม่ว่าจะด้วยความรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สุขสันต์วันโสด ในฐานะหนังรักที่น่ารักและมีนักแสดงทั้งตัวหลักและตัวประกอบเปล่งประกายกันถ้วนหน้า กลับได้ช่วยให้เห็นแบบจำลองวิธีคิดการเดินทางแบบคนชั้นกลางหาเงินเพื่อเที่ยวปรนเปรอตนเองในสังคมที่ชีวิตประจำวันยากลำบากนี้ได้อย่างคมคายยิ่ง