วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Was It Love

ดูหนังออนไลน์

รีวิว Was It Love - เราเคยรักกันใช่ไหม

เมื่อผู้ชายสี่คนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงเข้ามาในชีวิต คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ไม่ได้กุ๊กกิ๊กกับใครมาหลายปีก็เริ่มค้นหาความหมายของความรักและตัวตนของเธออีกครั้ง รีวิว Was It Love

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ “โนแอจอง” (รับบทโดย Song Ji-Hyo) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่โชคชะตาอาภัพ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ต้องมาทำงานพาร์ทไทม์หาเงินเลี้ยงตัวเองและลูก โดยมีแม่ช่วยเลี้ยงหลานอีกคน จนเมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียนได้แล้วจึงมาสมัครทำงานในบริษัทภาพยนตร์ตามความฝันอยากเป็น “โปรดิวเซอร์” และสุดท้ายหลังทำงานในนั้นมา 8 ปีก็ได้ตำแหน่งนี้มาเชยชม แต่กลายเป็นว่าบริษัทติดหนี้พันล้านวอนจ่อล้มละลาย มีมาเฟียมาตามทวงหนี้ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกไปกว่านั้นอีกเมื่อให้เธอต้องสร้างหนังรักเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ และก็ได้มาพบกับทั้งนักเขียนบท ดาราชื่อดัง และรุ่นน้อง ที่ทุกคนรู้จักเธอในอดีตมาก่อน และไม่เคยลืมความสัมพันธ์ที่ทิ้งค้างกันไว้ในสมัยนั้นเลย


ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ที่มาแทน Mystic Pop-Up Bar บาร์ลับแล ที่พึ่งจบไป แล้วก็เป็นพล็อตแนวโรแมนติกดราม่าคอมเมดี้สูตรสำเร็จที่ได้กลิ่นน้ำเน่าโชยหึ่งมาตั้งแต่อ่านเรื่องย่อเลย ว่าด้วยเรื่องราวของ “โนแอจอง” (รับบทโดย Song Ji-Hyo) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่โชคชะตาอาภัพ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ต้องมาทำงานพาร์ทไทม์หาเงินเลี้ยงตัวเองและลูก โดยมีแม่ช่วยเลี้ยงหลานอีกคน

จนเมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียนได้แล้วจึงมาสมัครทำงานในบริษัทภาพยนตร์ตามความฝันอยากเป็น “โปรดิวเซอร์” และสุดท้ายหลังทำงานในนั้นมา 8 ปีก็ได้ตำแหน่งนี้มาเชยชม แต่กลายเป็นว่าบริษัทติดหนี้พันล้านวอนจ่อล้มละลาย มีมาเฟียมาตามทวงหนี้ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกไปกว่านั้นอีกเมื่อให้เธอต้องสร้างหนังรักเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ และก็ได้มาพบกับทั้งนักเขียนบท ดาราชื่อดัง และรุ่นน้อง ที่ทุกคนรู้จักเธอในอดีตมาก่อน และไม่เคยลืมความสัมพันธ์ที่ทิ้งค้างกันไว้ในสมัยนั้นเลย

ถึงแม้ว่าเรื่องจะดูน้ำเน่าเอามากๆ แต่เมื่อดูไปกลับพบว่าตัวเรื่องมีรายละเอียดบทที่น่าสนใจลึกกว่าที่คิด อย่างเรื่อง คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเป็นทั้งพ่อกับแม่ในคนเดียวกัน การไม่ทิ้งความฝันในขณะที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ตัวเรื่องโฟกัสไปที่การทำงานตามฝันของนางเอกในเรื่องการพิสูจน์ตัวเองจากฝ่ายธุรการมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้คนอื่นยอมรับ ซึ่งตัวเรื่องใส่รายละเอียดขั้นตอนการทำงานในมุมของโปรดิวเซอร์มาอย่างน่าสนใจ

ตั้งแต่เรื่องซีเรียสดูหนังออนไลน์สุดอย่างการทุนสร้างมาให้ได้ การดีลกับคนที่ต้องการให้มาร่วมทำงาน ซีรีส์เจาะลึกเข้าไปในวงการภาพยนตร์เกาหลี มีการอ้างอิงถึงผู้กำกับดัง หนังดัง เบื้องหลังดารามาเกี่ยวข้องตลอด และก็ใส่หนังซ้อนซีรีส์ลงไปในเรื่องชั้น (ที่เห็นตอนนี้เป็นหนังรักแอ็กชั่นย้อนยุค)

เนื้อเรื่อง

เรื่องของ โนแอจอง ( ซงจีฮโย Song Ji-Hyo) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ห่างหายจากเรื่องราวความรักและชีวิตส่วนตัวมา 14 ปี จนเกือบปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว แต่จู่ ๆ กลับมีผู้ชายต่างวัย ต่างคาแรกเตอร์ ถึง 4 คน เดินเข้ามาเติมสีสันให้ชีวิตของเธอในเวลาเดียวกันและทำให้รสชาติของชีวิตที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ชายหนุ่ม 4 คนที่ว่าก็คือ ชอนอ็อกมัน หรือ โอแดโอ (ซนโฮจุน Son Ho-Jun) นักเขียนนิยายชื่อดัง ที่มีผลงานโด่งดังไปถึงฮอลลีวูด เพื่อนร่วมมาหาวิทยาลัยที่เคยมีสถานะเป็นแฟนกับนางเอก รยูจิน (ซงจงโฮ Song Jong-Ho) ซุปเปอร์สตาร์แถวหน้าของวงการ ที่ขึ้นแท่นสามีแห่งชาติ แถมยังเป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัยที่เคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้โนแอจองอีกด้วย ยอนอู (คูจาซ็อง Koo Ja-Sung ) รุ่นน้องมหาวิทยาลัยที่แอบรักโนแอจองมาเนิ่นนานและเป็นครูประจำชั้นสุดพอปของลูกสาเธอ คูพาโด (คิมมินจุน Kim Min-Jun) มาเฟียสุดโหดที่กลับใจและกลายมาเป็นผู้บริหารบริษัทการเงิน ขรึม ๆ เท่ ๆ ถูกชะตากับโนแอจองตั้งแต่แรกเห็น

โนแอจอง นางเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่โชคชะตาอาภัพ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเพราะตั้งท้องก่อนวัยอันควร ต้องมาทำงานพาร์ตไทม์เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและลูกสาว โนฮานี (อูมแชยัง Um Chae-Young ) จนมาสมัครเข้าทำงานในบริษัทผลิตภาพยนตร์ตามความฝันดั้งเดิมที่อยากเป็น “โปรดิวเซอร์” ถึงแม้ว่าตำแหน่งที่มาสมัครจะเป็นแค่พนักงานธุรการก็ตามที เวลาผ่านไป 8 ปี อยู่ ๆ เธอก็ได้ตำแหน่งโปรดิวเซอร์มาครอง แต่กลายเป็นว่าตำแหน่งที่เธอได้มา คือหลุมพรางที่ทำให้เธอต้องเป็นหนี้นอกระบบพันล้านวอนโดยไม่รู้ตัว

ซวยเลยจ้ะทีนี้ เพราะบริษัทของเธอไปกู้เงินไว้กับ คูพาโด มาเฟียสุดโหด ไม่หามาคืนก็ไม่ได้นะเพราะเธอตกกระป๋องซวยไปเต็มตัวแบบถอนไม่ขึ้นไปซะแล้ว แต่โชคก็ยังเข้าข้างเพราะทำให้เธอพบกับสัญญาลิขสิทธิ์นิยายเก่าแก่ของ ชอนอ็อกมัน นักเขียนชื่อดัง ที่เธอจะต้องคว้าตัวเขามาร่วมงานให้ได้ เพราะเธอไปยื่นข้อเสนอกับเจ้าหนี้สุดโหดเอาไว้แล้ว ว่าลงทุนทำหนังให้เธอสิเธอจะได้มีเงินมาใช้หนี้ ส่วนอีตาเจ้าหนี้ก็เล่นด้วยกับเธอซะงั้นแต่มีข้อแม้ว่า หนังที่จะลงทุนให้เนี่ยต้องเอาผลงานของ ชอนอ็อกมัน มาทำเท่านั้นนะและคนที่จะมารับบทพระเอกจะต้องเป็น รยูจิน เท่านั้น ปฏิบัติการทาบทามสองหนุ่มก็เลยเกิดขึ้น

มากไปกว่านั้น ยอนอู รุ่นน้องมหาลัยเดียวกันที่แอบชอบเธอมาแต่ครั้งอดีต ก็ยังมาเป็นครูประจำชั้นของ โนฮานี ลูกสาวของเธออีก เรื่องมันพัวพันอีรุงตุงนังขึ้นไปอีกตรงที่ โนฮานี เกิดอยากตามหาพ่อขึ้นมา ก็เด็กมันกำพร้าอ่ะนะ ไม่แปลกที่จะอยากมีพ่อกับเขาบ้าง นางก็ตามสืบ และมีเป้าหมายที่เข้าตาอยู่สองคน คือครูของเธอเองและรยูจิน ดาราตัวท็อปป๊อปสตาร์ที่ใคร ๆ ตามกรี๊ด

น้ำเน่าป่ะล่ะ นี่มันพล็อตน้ำเน่าชัด ๆ แต่เป็นน้ำเน่าเกาหลีที่ดูไม่มีเบื่อซะอย่างนั้น เพราะเรื่องราวพื้น ๆ ที่ใส่เข้ามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง มันสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตคนเรานี่แหละ แต่ความเป็นละครมันอยู่ตรงที่ ชีวิตคนเรามันจะมี 4 หนุ่ม 4 มุม มารุมมะตุ้มรุมรักแมรี่ขนาดนี้จะเป็นไปได้ไง แต่เป็นไปแล้วจ้ะเพราะนี่คือละครคอมเมดี้ที่ใส่มาก็เป็นสไตล์เกาหลีที่คุ้นเคย มีการเล่นใหญ่ แอกติ้งเวอร์วังชนิดที่กลัวคนนั่งห่างจอจะเห็นไม่ชัด สีหน้าแววตาท่าทาง มีเท่าไหร่จัดออกมาเต็ม ๆ แบบจงใจให้คนดูต้องหลุดขำ ทั้ง ๆ ที่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่แสนจะรันทนกับชะตาชีวิตที่สะบักสะบอมของนางเอกกันเห็น ๆ

ตัวละครพระเอกทั้ง 4 คน

มาเฟียมาดขรึม คูพาโด (Koo Pa-Do รับบทโดย Kim Min-Jun)

มาเฟียเจ้าของบริษัทปล่อยเงินกู้ที่นางเอกต้องมารับใช้หนี้แทน ดูเหมือนเป็นคนเคร่งขรึมโหดนิ่มๆ แต่ที่จริงคือแอบสนใจในตัวนางเอกตั้งแต่แรกเจอ และมองเห็นความตั้งใจของนางเอก จึงยอมทำสัญญาจะร่วมลงทุนถ้านางเอกหาดารากับนักเขียนบทมาร่วมได้ตามข้อตกลงของเขา นอกจากนี้ลูกชายของเขายังเป็นเพื่อนสนิทคนแรกกับลูกสาวนางเอกในโรงเรียน

รุ่นน้อง ยอนอู (Oh Yeon-Woo รับบทโดย Koo Ja-Sung)

รุ่นน้องสมัยเรียนของนางเอกที่มีความรักฝังใจไม่ลืม ได้กลายมาเป็นครูประจำชั้นของฮานีลูกสาวของเธอ และก็เป็นคุณครูหนุ่มสุดป๊อบนิสัยสดใสร่าเริงตลอดเวลาของโรงเรียน แถมฐานะทางบ้านยังรวยมหาศาล แต่เขากลับไม่สนใจกจการของทางบ้านมาตั้งแต่เด็ก หลังได้พบกับนางเอกซึ่งเป็นคนมาเปลี่ยนชีวิตเขาตั้งแต่นั้นมา

ดาราชื่อดัง รยูจิน (Ryu Jin รับบทโดย Song Jong-Ho)

ดาราดังที่กำลังไปเล่นหนังฮอลลีวู๊ด และเป็นตัวดาราในข้อตกลงเงื่อนไขร่วมทุนที่ Koo Pa-Do กำหนดไว้ให้เป็นพระเอก (เพราะเป็นแฟนผลงาน) เขารู้จักกับเธอในฐานะรุ่นพี่มหาลัย และมีความหลังกับนางเอกแบบมีใจให้แต่ไม่เคยได้สานต่อให้สำเร็จ ภายนอกรยูจินต้องสร้างภาพดูดีในสายตาแฟนๆ ตลอด แต่ที่จริงเขาก็มีนิสัยสบายๆ แบบคนปกติทั่วไปเวลาอยู่คนเดียว ซึ่งซีรีส์เอามาทำเป็นมุกตลกจิกกัดพวกคลั่งดาราได้อย่างฮา (อย่างดาราขี้ไม่เป็น)

นักเขียนบท ชอนอ็อกมัน (ชื่อจริง Oh Dae-O รับบทโดย Son Ho-Jun)

ชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ในเงื่อนไขสัญญาร่วมทุนของ Koo Pa-Do เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่บอกรักนางเอกตั้งแต่สมัยเรียน สนิทกับรยูจิน มีนิสัยหยิ่งทะนงตน ตอนเรียนทั้งคู่คบแล้วเลิกกัน (โดนนางเอกบอกเลิก) ทำให้เจ็บจนฝังใจ เขาตัดสินใจหาทางประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยการเขียนนิยายหวังให้เธอกลับมา และเมื่อถึงวันที่เขาทำสำเร็จ นางเอกกลับมาหาเขาตามเงื่อนขไการสร้างหนังที่โดนบังคับมา เขากลับตั้งแง่เล่นเกมแก้แค้นเธอคืน

รีวิว Was It Love

สิ่งสำคัญของเรื่อง

การสู้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คือสาส์นแรกที่ส่งออกมาเต็ม ๆ แบบไม่ต้องอั้น ตั้งแต่การรับผิดชอบชีวิตน้อย ๆ ที่เกิดมา การยอมทิ้งความรักความฝันของตัวเองเพื่อใครอีกคนที่มีความหมายมากกว่า มันคือความรักที่แม่ยอมทำเพื่อลูกอย่างไม่ต้องลังเล และไม่เคยคิดว่าลูกคือภาระ ไม่โทษโชคชะตา มองโลกแง่บวกและสู้ ๆ ๆ เพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปได้เพียงเท่านั้น สตรองมากกก จนความเข้มแข็งส่งต่อมาถึงโนฮานีซึ่งเป็นลูกสาว ให้กลายเป็นเด็กที่เข้าใจโลก เข้าใจง่ายและสู้คน ถึงขนาดออกโรงปกป้องเพื่อนชายที่โดนรังแกในโรงเรียนจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน หนำซ้ำเพื่อนชายที่เธอปกป้องดันเป็นลูกของคูพาโด มาเฟียเจ้าของเงินซะด้วย

มันมีอะไรแปลก ๆ ตรงนี้ไหมล่ะ สิ่งที่สะท้อนออกมาจากการกระทำของเด็กคือผลกระทบที่เกิดจากผู้ใหญ่ล้วน ๆ เลยนะ ลูกมาเฟียไม่สู้คน ยอมโดนรังแกแบบไม่ตอบโต้ แต่ลูกของแม่เลี้ยงเดี่ยวกับเป็นคนไม่ยอมใครและรักความยุติธรรม ออกโรงปกป้องผู้ชายและคว่ำคู่อริจนปากแตก เรื่องน้ำเน่าที่เล่าแล้วมันดันจริง บทนี้แม่หนูอูมแชยัง เอาไปกินเลยจ้ะ น้องเล่นดีน่ารักสมบทบาท จนหลงรักสาวน้อยคนนี้ไปแล้วละ

ความสัมพันธ์ที่มาพร้อมกับความฝัน

โนแอจอง ชอนอ็อกมันและรยูจิน เป็นนักศึกษาเอกภาพยนตร์จาก มหาวิทยาลัยฮันกุก มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในกรุงโซล ที่มีชื่อเสียงด้านนี้โดยเฉพาะ ทั้งสามคนมีฝันไกลไปถึงฮอลลีวูด เรียกว่ามีฝันร่วมกันว่างั้น แต่ความสัมพันธ์อีกนั่นแหละที่ทำให้ต้องละทิ้งความฝันนั้น ในส่วนเว็บดูหนังนี้ตัวซีรีส์สื่อถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและปมดราม่าปมหนึ่งในใจของนางเอกและสองหนุ่ม จนสร้างปมให้เด็กนักเรียน ม.1 อย่างโนฮานีไปในคราวเดียวกันว่า พ่อของเธอเป็นใครกันนะ เพราะแม่บอกว่าพ่อของเธอตายไปจากความทรงจำนานแล้ว แม้แต่ตัวโนแอจองเอง ก็ไม่ยอมแพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร แม้แต่คนดูก็ยังไม่รู้เลยจ้ะว่าใครเป็นสามีของเธอ

ปมความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

นอกจากการแสดงของนักแสดงที่ทำให้เรื่องน่าติดตามแล้ว ปมความสัมพันธ์ที่อมพะนำซับซ้อนก็ทำให้เรื่องน่าสนใจมากขึ้น เป็นน้ำเน่าเกาหลีแท้ ๆ ที่ทำให้เราก็อยากรู้ไปซะอย่างนั้น เพราะไอ้ที่เราเดา ๆ เอาไว้มันอาจไม่เป็นอย่างที่คิดก็เป็นได้ อดีตต่าง ๆ เริ่มจะผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีตที่มีกับชอนอ็อกมันที่เป็นนักเขียนและพ่วงตำแหน่งแฟนเก่า ที่คิดว่าตัวเองถูกทิ้งแต่ความจริงอาจตรงกันข้าม ความทรงจำที่มีกับรุ่นพี่รยูจินที่เป็นซุปตาร์

หรือแม้แต่ยอนอูรุ่นน้องที่เป็นครูประจำชั้นของโนฮานี ที่อาจจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับครอบครัวนางเอกมาก่อน จะมีก็แต่คูพาโดที่เป็นมาเฟียเท่านั้นแหละ ที่ไม่มีอดีตใดใดกับเขาเลย แค่เป็นชนวนให้นางเอกต้องมาพัวพันกับสองหนุ่มอีกครั้ง และอาจมีปมเฉพาะตัวคือเรื่องความสัมพันธ์กับลูกชายที่ดูเหมือนจะห่างเหิน

ด้านตัวบท

บทในส่วนนี้ถือว่าชงเรื่องมาดีน่าติดตาม ไม่น่าเบื่อและมีอะไรให้ค้นหาอยู่ในทุก Ep บวกกับอารมณ์คอมเมดี้ที่เสิร์ฟมาอยู่เนือง ๆ ทำให้เนื้อเรื่องที่สามารถเป็นดราม่าเคร่งเครียดได้แน่ ๆ ดูเบาบางลงและหลุดขำออกมาได้อย่างสบายใจ เหมือนชีวิตคนเราที่ต้องซ่อนความขมขื่นเอาไว้และยิ้มสู้กับโชคชะตาให้จงได้ รู้สึกแบบนั้นเลยแหละ เหนื่อยมันก็เหนื่อยแต่มันหยุดสู้ไม่ได้นี่สิ จะให้ทำไง

ในส่วนนี้ถือว่าซีรีส์ค่อย ๆ เปิดปมมาทีละนิด ๆ ให้น่าติดตามไปได้เรื่อย ๆ 4Ep แรกตัวละครสำคัญก็มีเท่านี้ละจ้ะ (ไม่นับคุณยายที่เป็นแม่นางเอก) แต่ใน Ep5 ตัวละครใหม่ก็โผล่มาเพิ่มปมให้ร้องเอ๊ะแล้วจ้ะ เพราะเป้าหมายต่อไปที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่อง “ไร้ซึ่งความรัก” ของโนแอจองเริ่มต้นถ่ายทำกันได้ จำเป็นจะต้องมีนางเอกและ จูอาริน (คิมดาซม Kim Dasom) นางเอกแถวหน้าที่โด่งดังจนได้รับสมญานามว่า รักแรกแห่งเอเชีย คือเป้าหมายที่โนแอจองจะต้องไปทาบทามมาให้สำเร็จ แต่…นางก็มีปมซับปมซ้อนอยู่กับ 1 หนุ่มของโนแอจองนี่แหละ จะเป็นใครในซีรีส์เขาบอกไว้แล้ว แต่เราไม่บอกจ้ะต้องไปดูกันเอง

สรุป

ซีรีส์เกาหลีที่พล็อตดูตลกโรแมนติกน้ำเน่าสุดๆ แต่กลับแฝงเนื้อหาสาระของชีวิตการทำงานในวงการภาพยนตร์ และชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวไปพร้อมกัน ตัวพระเอกทั้ง 4 คนมีบทบาทที่วางไว้เกี่ยวพันซับซ้อนกันกับอดีตที่ผุดขึ้นมาแบบทำให้เรื่องเหงาเศร้า มากกว่าจะเป็นแค่แนวโรแมนติกตลกๆ อย่างที่คิดในตอนแรก

แต่ปัญหาของเรื่องนี้คือการผูกปมลากยาวเรื่องความลับในอดีตของนางเอกมากไปจนดูน่าเบื่อไปเหมือนกัน แถมพอช่วงกลางเรื่องช่วงกลางเรื่องบทเทมาทางตัวละครหนึ่งมากไปจนที่ปูไว้พระเอก 4 คนแทบไม่มีความหมายสักเท่าไหร่ และพอเฉลยยังพยายามสร้างปมซ้อนขึ้นมาแบบไม่สมเหตุผล กลายเป็นนางเอกดูน่ารำคาญยิ่งขึ้นไปอีก

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Good Girls

ดูหนังสด

รีวิว Good Girls - ถึงเวลาร้าย

หรือชื่อไทย ถึงเวลาร้าย ซีรีส์ Netflix เรื่องราวของ 3 แม่บ้านที่มีปัญหาการเงินจนตรอกจนลุกขึ้นมาปล้นซูเปอร์มาเก็ต แต่พวกเธอกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น และถลำลึกลงไปในวงการอาชญากรรมมากขึ้นเรื่อยๆ รีวิว Good Girls

เรื่องย่อ

เรื่องราวของแก๊งค์แม่บ้านสามสาว คนแรก เบท โบแลนด์ สวยเป้ะ มีลูกสี่คน แต่ผัวเจ้าชู้เปิดเต๊นท์รถถือสองแล้วไปมีอะไรกับเลขา บ้านช่องไม่ผ่อนส่งมีหนี้ก้อนโต นางกำลังประสบปัญหาทางการเงิน คนต่อมาคือแอน นางเป็นคนเคยสวยแต่ตอนนี้อ้วนแล้ว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว สามีเก่ารวยมาก แต่นางไม่มีตัง เลี้ยงลูกคนเดียว ทำงานในซุปเปอร์ ลักษณะเด่นคือ ขี้เกียจมาก แต่สันดานขอบเอาตัวรอดเสมอ และคิดอะไรโง่ๆง่ายๆ คนสุดท้ายป้าอ้วนรูบี้ นางเป็นสาวผิวสี ที่ลูกป่วยหนักมาก ต้องแบกถังออกซิเจนไปโรงเรียนด้วย ต้องจ่ายค่ายาทีละหลายๆหมื่น

สรุปคือสามสาวเพื่อนซี๊กำลังมีชีวิตมาถึงจัดอับ ไม่มีเงิน และร้อนเงินอย่างหนัก ก็เลยวางแผนกันปล้นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่แอนทำงานอยู่ โดยหวังเงินประมาณ 30,000 เหรียญ แต่ปล้นไปปล้นมาดันมันมือ ได้เงินมาร่วม 500,000 เหรียญ และบังเอิญเงินก้อนนั้นดันเป็นเงินที่มาเฟียเล็งไว้ พวกนางเลยซวยซ้ำสองเมื่อมาเฟียมาตามล้างบางถึงบ้าน โดยพวกเธอต้องทำงานผืดกฎหมายให้มาเฟียอีก และเรื่องก็ยังอีรุงตุงนัง เมื่อมีคนจำพวกนางได้ พวกนางก็เลยต้องทำอะไรที่ผืดกฎหมายเพิ่มขึ้นไปอีก ยิ่งเดินต่อไปก็ยิ่งต้องถลำตัวลงไปอีก ต้องก่อเรื่องก่อราวไม่จบไม่สิ้น และปัญหาก็เริ่มขยายลุกลาม ตั้งแต่ปล้นธรรมดาไปจนฟอกเงิน แต่ดูเหมือนพวกนางก็ยังใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านกันอย่างชิวชิว


เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ทำลงช่อง NBC ของอเมริกาเมื่อปี 2018 จนถึงปัจจุบันที่ซีซั่น 3 แล้ว Netflix ซื้อสิทธิ์การฉายลงทั่วโลกอีกที ซึ่งตัวเนื้อเรื่องก็ไปทำนองคนปกติดีๆ ที่ก้าวเข้าสู่วงการอาชญากรรมแบบเดียวกับซีรีส์ Breaking bad หรือ Ozark เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ออกไปในทางตลกเบาสมองมากกว่าจะมาซีเรียสจริงจังแบบสองเรื่องนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องจะเบาโหวง เพราะก็มีความลึกอยู่เหมือนกันในแนวทางอาชญากรรมแบบที่ผู้หญิงก่อขึ้นมาได้ และก็เป็นเสน่ห์จุดแตกต่างที่ฉีกออกไปได้ดีมากด้วย

เนื้อเรื่อง

ตัวเรื่องหลักคือ 3 แม่บ้านที่เป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่เด็ก เบธ แอนนี่ รูบี้ โดยทั้ง 3 คนมีนิสัยและชีวิตครอบครัวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็คบหาสนิทสนมกันมาตลอดด้วยมิตรภาพที่เหนียวแน่นมาก โดยเบธเป็นพี่ใหญ่สุดของแก๊ง ที่ชีวิตครอบครัวดูเพียบพร้อมสุด ลูก 4 สามีขยันทำงานทำการ เธอเองก็เป็นแม่บ้านเต็มตัว ส่วนแอนนี่เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเบธที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย มีลูก 1 คนที่เป็นวัยรุ่นทรานเจนเดอร์ จากผู้หญิงข้ามมาเป็นผู้ชาย

สามีก็แยกทางไปแต่งงานใหม่ เธอเองก็เรียนน้อยเลยทำงานแค่ในซูเปอร์มาเก็ต แล้วก็เป็นคนออกไอเดียปล้นที่ทำงานตัวเองให้กับพี่สาวเองนี่แหละ ส่วนรูบี้สาวผิวสีลูกสอง 2 ที่ดูไม่น่ามาคบหากันได้ แต่เธอเองก็สนิทกับเบธมากที่สุด และก็เคารพเชื่อฟังเบธมาก แอบมีไม่ถูกกับแอนนี่อยู่บ้าง แต่ก็แคร์กันและกัน

ตัวเรื่องเริ่มมาทั้ง 3 ก็ปล้นกันซึ่งๆ หน้าไม่ต้องมีแผนการอะไรมากตั้งแต่เปิดเรื่องเลย แล้วก็ค่อยย้อนเล่าที่มาที่ไปจนกลับมาต่อช่วงเวลาที่กำลังปล้นในตอนแรก ซึ่งเรื่องไม่ได้โฟกัสไปที่ความสมจริงว่าเธอรอดมาได้ยังไง ซึ่งผู้ชมเรื่องนี้ถ้าดูให้สนุกต้องละทิ้งความรู้สึกจับผิดออกไปก่อน เพราะเรื่องไม่ได้ต้องการรายละเอียดความสมจริงยิบๆ มานำเสนอคนดูอะไรทั้งสิ้น แม้จะมีแผนการอยู่บ้างแต่ก็แค่เป็นโครงเรื่องคร่าวๆ ในอาชญากรรมแต่ละช่วงเท่านั้น (เพราะสามสาวไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียวเลิก)

รายละเอียดความสนุกของเรื่องนี้จริงๆ คือการที่ตัวละครหลักทั้ง 3 คนได้เงินมาง่ายๆ แต่ก็มีเรื่องให้เงินหมดไปง่ายๆ แบบตลกร้ายไปกับชีวิตปกติในฐานะแม่บ้านที่ต้องมาแบกรับภาระเหลือรับที่สามีผู้นำครอบครัวก่อไว้และหมดทางแก้ปัญหา โดยที่คนอื่นรอบตัวก็ไม่รู้เลยว่าทั้ง 3 คนนี้กลายเป็นอาชญากรที่มีพัฒนาการถลำลึกเข้าสู่ด้านมืดขึ้นเรื่อยๆ แม้ตอนแรกอาจจะดูมือใหม่ แต่พอเรื่องเดินไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าทั้ง 3 คนนี้เกิดมาเพื่อเป็นอาชญากรดีๆ นี่เอง

แต่ว่าเรื่องก็ไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกว่าเกลียดพวกเธอ กลับมีแง่มุมที่น่าสงสารทุกครั้ง ที่ทำลงไปต้องมีเหตุบีบบังคับแบบจนตรอกกันสุดๆ อย่างลูกของรูบี้ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไตใช้เงินมหาศาล บ้านของเบธต้องถูกยึดหลังสามีถังแตกเอาเงินไปลงธุรกิจแล้วผิดพลาด เรื่องจะวางตัวละครหลักไว้ที่สีเทาๆ ตลอดเวลา ไม่มีผิดมีถูก ไม่มีดีหรือชั่วชัดเจน แม้พวกเธอจะสำนึกผิดทุกครั้ง

แต่ก็กลับมาทำใหม่ซ้ำๆ กันอยู่เรื่อยจนเป็นความสนุกของเรื่องนี้ที่ผู้ชมจะได้ดูแก๊งแม่บ้านนี้คิดหาทางก่ออาชญากรรมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไปจนถึงซีซั่น 3 เลย และนักแสดงทั้ง 3 คนก็เล่นได้ดีมากไม่แพ้กัน แม้เบธอาจจะเหมือนนางเอกของเรื่องนี้ แต่ว่าตัวเรื่องก็ให้ความสำคัญสูสีกันหมดทั้งสามคน ผู้เขียนชอบเรื่องของแอนนี่มากสุด เพราะวนๆ อยู่กับเรื่องความรักครั้งใหม่ทุกซีซั่นที่มีเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ ตลอด (อีกสองคนมีสามีอยู่บ้านแล้ว แค่หาทางเลี้ยงดูลูกให้รอด)

นอกจากนั้นแล้วเรื่องนี้ยังมีอีก 1 คนที่โดดเด่นจนต้องนับเป็นตัวละครหลักของเรื่องเท่ากันนั่นคือ “ริโอ” ชายหนุ่มหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมที่เข้ามาพัวพันกับทั้งสามคนดูหนังสดโดยบังเอิญ มีรอยสักที่คอเป็นรูปนกเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัว และก็เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์เหลือล้นตั้งแต่ออกฉากแรก ด้วยเสียงพูดที่นุ่มๆ แหบๆ เหมือนพวกขี้ยา

แต่กลับมีเสน่ห์อย่างประหลาดจนมีแฟนๆ ติดตามเขาจากบทนี้มากพอๆ กับตัวสามแม่บ้านหลักเลยทีเดียว ซึ่งริโอเองแม้จะไม่ได้ออกมาบ่อย แต่ก็เป็นเมนหลักของปัญหาในทุกซีซั่น ในฐานะอาชญากรร้ายตัวจริงที่ฉลาด ไหวพริบสูง โหดเลือดเย็น และก็เข้ามาบบให้เบธก่ออาชญากรรมทำงานให้เขาเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละงานก็มีอะไรแปลกๆ มาให้ได้ลุ้นกันตลอดว่าสุดท้ายงานนั้นคืออะไร และก็หักมุมไม่เป็นไปตามที่คิดทุกครั้ง

การดำเนินเรื่อง

ส่วนความตลกของเรื่องนี้แรกๆ รับรองว่าฮามากแน่นอนกับความเปิ่นๆ ผิดๆ ถูกๆ ในการก่ออาชญากรรมแต่ละครั้ง แต่ว่าพอครึ่งหลังของซีซั่น 1 ไปเรื่องจะลดความตลกลงไปเยอะ อาจจะเพราะตัวละครหลักทั้งสามเริ่มเข้าสู่วงการอาชญากรรมจริงจัง เลยเริ่มซีเรียสมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าไม่ใช่จะทิ้งมุกตลกไปเลย เพียงแต่ว่ามุกตลกช่วงหลังไปจะเป็นแนวตลกร้ายเสียดสีแสบๆ กวนๆ ไม่ใช่แบบเห็นแล้วก็ฮาเลยแบบช่วงแรกเท่านั้นครับ แต่รับรองถึงตลกน้อยลง แต่เรื่องไม่ได้ดูเครียดแน่นอนครับ

รีวิว Good Girls

ปมปัญหาครอบครัว

นอกจากเรื่องของอาชญากรรมที่ทั้ง 3 คนก่อมาเรื่อยๆ แล้ว ตัวเรื่องยังมีส่วนปมปัญหาครอบครัวกับชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องหลักด้วย ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยให้เรื่องขับเคลื่อนดำเนินไปแบบสมดุลย์กัน เพราะพวกเธอเองต้องพยายามปกปิดอาชญากรรม ในขณะที่ต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ไปพร้อมกัน ซึ่งก็กลายเป็นความอลเวงของงานบ้านกับงานเสริมตีกันวุ่นตลอดเวลา และเรื่องก็ค่อยๆ ดึงให้ตัวละครอื่นในครอบครัวของทั้ง 3 เข้ามาดูหนังผ่านเน็ตร่วมทำความผิดด้วยในตอนหลัง จนกลายเป็นไม่มีคนดีสุจริต 100% เหลือในเรื่องเลยสักคน แต่เรื่องก็วางไว้ที่เทาๆ ไม่ได้ดาร์คไปกับอาชญากรรมที่เกิดมากนัก ยกเว้นในส่วนของริโอที่เป็นอาชญากรหลักตัวจริงของเรื่องนี้เพียงคนเดียว

โดยรวม

ซีรีส์อาชญากรรมที่มีความร้ายแบบแสบๆ จาก 3 แม่บ้านที่ผันตัวมาเป็นอาชญากรตัวเอ้ด้วยความจำเป็นต้องหาเลี้ยงปากท้องครอบครัวแทนสามี เนื้อเรื่องสนุก สดใหม่ มีความฮา+ร้าย ตัวละครมีเสน่ห์น่าจดจำและเอาใจช่วยทุกตัว แต่เรื่องไม่ได้ตั้งใจทำให้สมจริงหรือสมเหตุผล อาชญากรรรมในเรื่องจะง่ายๆ รวบรัดจบไวในแต่ละครั้ง

และสามตัวเอกก็รอดได้เรื่อยๆ ไม่ได้ลุ้นอะไรมากนัก ออกแนวพลิกล็อคโชคช่วยซะเยอะ ซึ่งก็อาจจะไม่ถูกจริตกับคนดูที่ต้องการอะไรที่จริงจังหนักๆ แบบ Breaking bad หรือ Ozark ที่มีแนวเรื่องแบบเดียวกันคือ คนดีผันตัวไปเป็นอาชญากร ก็คงเอาไปเทียบกันไม่ได้เลยครับ

สรุปทั้ง 3 ซีซั่น

ซีซั่น 1 คือเดอะเบสต์ของซีรีส์นี้เลย ด้วยความสดใหม่ จังหวะตลกยิงถี่ เส้นทางจากแม่บ้านไปเป็นอาชญากรมือใหม่ที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับปมพัวพันกับริโอที่จบแบบกระชากใจคนดูมากๆ

มาซีซั่น 2 แม้เรื่องจะไม่ได้เน้นตลกแบบซีซั่นแรกแล้ว แต่ว่าเรื่องก็เข้มข้นขึ้นมากจากอาชญากรรมปกติที่ไม่มีคนตาย ก็มีคนตายขึ้นมา แล้วเบธก็ขยับขยายไปเป็นหัวหน้าแก๊งของจริง

ส่วนซีซั่น 3 เรื่องเหมือนสงบลงกว่า 2 ซีซั่นก่อนมาก และก็พยายามเน้นปูธุรกิจใหม่ของสามแม่บ้าน ในขณะเดียวกันก็ปัญหากับริโอก็หลักขึ้นจนถึงขั้นแตกหัก แต่ข้อเสียของซีซั่น 3 ที่ดรอปลงก็คือการที่เรื่องไม่ได้เดินหน้าไปมากนัก ปมสำคัญมีน้อย ยืดเยอะ ไม่มีจุดพีคตอนจบ จนต้องไปต่อที่ซีซั่น 4  ไม่เหมือนสองซีซั่นก่อนที่มีปมสำคัญจบเคลียร์ในตัวเลยครับ

 

Dark Desire

ดูหนังสด

รีวิว Dark Desire - ปราถนาในเงามืด

ปราถนาในเงามืด (ชื่อต้นฉบับ Oscuro deseo) ซีรีส์ Original Netflix ความยาว 18 ตอนจบซีซั่น 1 จากประเทศ Mexico แนวอีโรติกทริลเลอร์ที่เต็มไปด้วยฉาก SEX ติดเรต 18+ กับความลับซ้อน ซ่อนเงื่อนตลอดเวลา รีวิว Dark Desire

เรื่องย่อ

เรื่องราวอยู่ในโลกแห่งความจริงมากกว่า 365 DNI แต่ก็เต็มไปด้วยตัณหาราคะ อัลม่า ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน ที่มีครอบครัวแสนอุ่น มีสามีเป็นผู้พิพากษาทรงเกียรติชื่อ ลีโอนาร์โด มี โซอี้ เป็นลูกสาวอยู่ในวัยเฟรชชี่ที่สนใจด้านนิติเวช แต่ปมปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ อัลม่า จิตตกสงสัยว่าสามีเป็นกิ๊กกับผู้ช่วยส่วนตัว เธอตัดสินใจทำตามคำยุยงของ เบรนด้า เพื่อนรักสุดเปรี้ยวที่เพิ่งเป็นม่ายทรงเครื่องหมาดๆ ด้วยการออกไปตกหนุ่มล่ำวัยละอ่อนเพื่อมีความสัมพันธ์คืนเดียวเอาคืนสามี แต่เรื่องราวกลับถลำลึกจนสถานการณ์พาทุกคนเข้าไปพัวพันกับคดีสะเทือนขวัญเมื่อ 10 ก่อน โดยมีเหตุการณ์ตายของ เบรนด้า ที่เกิดขึ้นหลังคืน One Night Stand เป็นตัวจุดชนวนปริศนาทุกอย่าง


ซีรีส์จากเม็กซิโกที่หน้าปกหรือตัวอย่างเชิญชวนให้คิดว่าเป็นแนวหนังอาร์ที่มีฉาก SEX เกือบโป๊เปลือย เหมือนเรื่อง 365 DNI ที่เนื้อหาไม่ได้มีอะไรมากนอกจากขายฉาก SEX พระเอกนางเอกเป็นหลัก แต่ก็ติดอันดับ 1 Netflix ทั่วโลก จนเผลอคิดเหมือนกันว่าพอเห็นเรื่องใหม่นี้แนวเดียวกัน Netflix เองอาจจะกำลังสะสมหนังพวกนี้เพื่อผันตัวมากินตลาดเดียว PornHub บ้างก็ได้

แต่ผิดจากที่คิดไปเลยเมื่อได้ดูตัวเรื่องจริงๆ ซึ่งมีความยาวมากถึง 18 ตอน ตอนละ 30 กว่านาที แถมจบซีซั่น 1 กึ่งๆ ค้างไว้แบบน่าจะมีต่อแน่นอนด้วยถ้ากระแสดี สำหรับคนที่คิดจะมาดูฉากอย่างว่าก็อาจจะมีคำถามขึ้นมาก่อนดูเลยว่า ทำไมหนังที่เน้นขายฉากโป๊เรื่องนี้มันถึงยาวกว่าซีรีส์ปกติทั่วไปซะอีก ก็ต้องตอบแบบตรงๆ เลยว่า ตัวเรื่องมีดีกว่าแค่เรื่องอย่างว่ามาก และก็มากแบบเต็มไปด้วยคุณภาพทั้งบท นักแสดง มุมกล้อง โปรดักชั่นส์ การตัดต่อ หรือแม้แต่ฉาก SEX 18+ เองก็ทำได้ถึงในแนวทางของมันไม่ใช่น้อย แม้ว่าจริงๆ แล้วจะเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของเรื่องก็ตาม

เนื้อเรื่อง

ตัวเรื่องจริงที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้คือแนวทริลเลอร์ สืบสวนหาสาเหตุของคดีหญิงสาวฆ่าตัวตายปริศนา “เบรนด้า” ที่เป็นเพื่อนรักของนางเอกในเรื่องที่ชื่อ “อัลม่า” โดยเธอเป็นศาสตราจารย์ด้านอาชญากรรมเกี่ยวกับสตรีโดยเฉพาะ และมีสามีเป็นผู้พิพากษาชื่อดัง มีลูกสาว 1 คนที่กำลังสนใจด้านนิติเวช ที่สนิทกับอาของเธอที่เป็นอดีตตำรวจสืบสวนเกษียณตัวเองก่อนวัยเพราะขาพิการ

ชีวิตของนางเอกกำลังอยู่ในช่วงลุ่มๆ ดอนๆ หลังเธอสงสัยว่าสามีกำลังนอกใจมีอะไรกับเลขาคนสวย เธอจึงออกเที่ยวกับเพื่อนสนิทและก็ได้พบกับ “ดาริโอ้” หนุ่มวัย 25 ที่พุ่งความสนใจมาที่เธอโดยตรงจนเผลอใจไปมีอะไรกัน และก็กลายเป็นว่า SEX แค่คืนเดียวแบบที่เธอหวังไว้กลับกลายเป็นสลัดเขาไม่หลุด และก็กลายมาเป็นปัญหาพัวพันไปถึงความตายของเบรนด้าในเวลาต่อมา

ซีรีส์ช่วง 3 ตอนแรกเดินเรื่องแบบเน้นฉาก SEX โชว์เนื้อหนังมังสากันเต็มที่ นมเป็นนม ตูดเป็นตูด แล้วก็ดูเป็นแนวอีโรติกแบบผู้หญิงสูงวัยได้กินเด็ก ตัวเรื่องไม่ค่อยมีอะไรมากนอกจากจะวนเวียนอยู่กับเรื่องตัณหาราคะของนางเอกที่ติดใจกับเด็กหล่อกล้ามเป็นมัดๆ เอาเก่ง ขี้เงี่ยนแบบเจอหน้านางเอกมีลวนลามพยายามบิ้วอารมณ์จะเอากันให้ได้ทุกที ซึ่งตัวนางเอกก็พยายามฝืนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตลอด แต่ก็หลุดตามสูตรทั้งของจริงหรือแม้แต่ในจินตนาการ ซึ่งเรื่องนี้งัดฉากแบบนี้มาใช้บ่อยมาก แต่ถือเป็นข้อดีเพราะว่าจะได้ไม่ต้องผลักบทให้ไปมีอะไรกันจริงๆ ถี่เกินจนทำลายเนื้อเรื่องแนวทริลเลอร์จริงๆ ที่จะเริ่มต่อไปจากนี้

หลังจากดูหนังสด 3 ตอนแรกจบไปผู้ชมจะได้รู้แล้วว่าจริงๆ เรื่องไม่ได้เป็นไปแบบที่เห็น ตัวเรื่องหลังจากนี้เต็มไปด้วยความลับซับซ้อน ปั่นหัวนางเอกในเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่คนดูเองก็ต้องตกอยู่ในอาการเดียวกันคือ ไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ เพราะเรื่องพลิกกันหลายสิบตลบ แถมในแต่ละตอนยังพลิกไปมาในตัวเองโดยไม่ต้องรอตัดจบตอน ยิ่งช่วงท้ายๆ พลิกกันในตอนเดียว 2-3 ตลบเลย ซึ่งคนดูที่ชอบแนวทางอะไรแบบนี้น่าจะถูกใจแน่นอน

อารมณ์คล้ายๆ หนังเก่าชื่อดังในอดีตแนวเดียวกัน Wild Things เกมซ่อนกล ที่เล่นกับตัวละคร 4 คน แต่เรื่องมีความลับซับซ้อนหลอกล่อคนดูให้เขวตลอดเวลา ซึ่ง Dark Desire ก็ทำได้ถึงเหมือนกัน แถมยังเป็นซีรีส์ขนาดยาวมากที่หลอกล่อคนดูตั้งแต่แรกไปจนจบนาทีสุดท้ายเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง ต้องยอมรับฝีมือการเขียนบทของซีรีส์จากเม็กซิโกเรื่องนี้มากว่าทำได้ถึง และถ้าไม่ผิดพลาดอะไรเรื่องนี้ก็น่าจะขึ้นแท่นยอดนิยมของ Netflix แถมยังมีคุณภาพมากกว่าหน้าหนังติดเรตที่เป็นจุดขายมากด้วย

สิ่งที่จะได้เห็น

สภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นปัญญาชนและสังคมไฮโซของชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นภาพไม่ค่อยเห็นบ่อยนักสำหรับผู้ชมชาวไทยที่มองสังคมเม็กซิกันผ่านสายตาของหนังฮอลลีวู้ดที่มักเป็นคนชนชั้นแรงงานหรือผู้อพยพ รวมถึงแก่นของเรื่องที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงศีลธรรมและจริยธรรมการครองคู่ ผ่านตัวละครอัลม่า ที่รู้สึกผิดบาปกับตัณหาที่เกิดในใจของในใจ จนเธอไม่มีความสุขและระแวงตลอดเวลาว่าสามีจะรู้ถึงความสัมพันธ์ลับของเธอกับหนุ่มดาริโอ้ หรือแม้แต่ตัวดาริโอ้ กับการเดินเกมสายรุก ตอบสนองความปรารถนาของตัวเอง โดยไม่แคร์ว่าอัลม่าเป็นผู้หญิงแต่งงานแล้ว

แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง ปัญหาของอัลม่าอาจกลายเป็นเรื่องเล็กไปเพราะเมื่อทุกตัวละครในเรื่องต่างมีความลับที่ปกปิด มีความผิดที่ซ่อนเอาไว้และซีรีส์ก็หลอกล่อผู้ชมชนิดไม่รู้แล้วว่าอะไร คือ ‘ความจริงหรือเรื่องโกหก’ เช่นเดียวกับ 365 DNI ซีรีส์เว็บสตรีมหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากเร่าร้อน เลิฟซีนแบบถึงพริกถึงขิง ล้วงลับตับไต แบบที่เหล่านักแสดงเล่นได้ไม่มีสะดุด ไม่แพ้ Fifty shades of grey โดยเฉพาะดาริโอ้ หนุ่มละอ่อนคนเดียวในเรื่อง กับงานโชว์หุ่นซิกแพคที่ไม่ว่าจะสาวน้อย สาวใหญ่ เป็นต้องใจละลาย

รีวิว Dark Desire

ไม่นับเหล่าหนุ่มใหญ่ที่มีลีลาดีไม่แพ้กัน แม้จะมีเพลียๆ กับความสูงวัยของนักแสดงบ้างเล็กน้อย ตัวซีรีส์มีการเฉลี่ยฉากหวิวในทุกEp สปอยล์คนดูกันตลอด แต่ไม่ใช่ฉากเพื่อการยัดเยียดผู้ชมแต่เป็นการใส่ฉากเหล่านี้อย่างมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลในการดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะการล่อหลอกผู้ชม และเมื่อยิ่งติดตามเนื้อเรื่องลึกไปเท่าไร ความซับซ้อนของเรื่องราวก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ด้านนักแสดง

ดารานักแสดงในเรื่องถือว่าดีงามตามบททั้งหมดจริงๆ ดาราหญิงนี่สวยหน้าคม หุ่นเซ็กซี่สะบึมกันทุกคน ตั้งแต่นางเอก เพื่อนนางเอก ลูกสาวนางเอก จะมีก็แต่บทหนุ่มหล่อกล้ามมัดๆ คงเหลือแค่ตัว “ดาริโอ้” ที่เป็นหนุ่มช่างยนต์เท่านั้น คนอื่นอาจจะแก่ๆ แต่ก็เป็นไปตามบทที่ต้องการความสมจริง แล้วเรื่องจริงๆ ก็ไม่ได้โฟกัสให้วันๆ มีแต่ฉาก SEX สำหรับคนดูผู้หญิงก็เลยไม่ได้เป็นอะไรที่กวนใจว่าต้องมาเห็นชายแก่เอาสาวๆ อะไรมากมาย แต่เรื่องก็ตอบสนองคนดูอะไรแบบนี้ได้กำลังดีเพราะมีแทรกมาเรื่อยๆ แทบทุกตอน และก็ไม่ออกแนวโลวดูต่ำอะไร แต่เป็นไปตามบทตอนนั้นๆ หลายฉากดูสวยงาม แถมมีความระทึกซ่อนอยู่ในเซ็กส์ซีนหลายครั้งด้วย

และไม่ใช่แค่ดีแต่ฉากอย่างว่า นักแสดงทุกคนก็ได้รับบทบาทปกติที่มีลับลมคมในกันแทบทุกตัวละคร เป็นเหมือนเกมชิงไหวพริบซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งตัวดาริโอ้เองแรกๆ อาจจะดูไม่ค่อยมีมิติ แค่หนุ่มหื่นหนักทั่วไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปบทของเขายิ่งลึกลับซับซ้อนมากจนเดาไม่ถูกแน่นอนว่าหมอนี่ดีหรือร้าย และยังแอบทำให้คนดูเห็นใจเขาเหมือนที่นางเอกในเรื่องก็พะว้าพะวงในตัวเขาเช่นกัน ซึ่งเธอเป็นตัวละครที่ปูมาว่าฉลาดจบด็อกเตอร์ แต่กลับสับสนกับความรู้สึกที่ดาริโอ้มีให้จนแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรเท็จ จนแทบใกล้คิดว่าตัวเองบ้า และตัวเรื่องยังทำให้เราเชื่อกลับไปกลับมาเหมือนที่นางเอกรู้สึกได้จริงๆ อีกด้วย

ด้านจุดเสีย

ข้อเสียของเรื่องจริงๆ ไม่ได้มีให้เห็นชัด อาจจะเรียกว่าเป็นข้อด้อยมากกว่าจากความยาวของจำนวนตอนที่เยอะมาก จนคนที่ต้องการดูอะไรไวๆ จบเร็วๆ อาจจะท้อ แต่เรื่องก็ไม่ได้ยืดหรืออืดเพื่อให้ตอนเยอะแบบไร้สาระเลย ทุกตอนมีปมใหม่ผลักดันเรื่องไปข้างหน้าตลอดเวลา มีฉากแฟลชแบ็คย้อนกลับไปยังคดีในอดีตที่เป็นจุดกำเนิดของเรื่องอยู่เป็นระยะในตอนต้นของหลายๆ ตอน ซึ่งส่วนนี้เองที่มาช่วยเพิ่มปริศนาในปัจจุบันให้คนดูต่อจิ๊กซอว์กันไม่ถูกยากเข้าไปอีก

อีกจุดที่อาจจะมองว่าเป็นข้อด้อยก็ได้ คือการที่ตัวเรื่องพลิกกันหลายตลบมากจนเกินไป เรียกว่ามากสุดในตัวเรื่องแนวนี้เลยก็ว่าได้ การที่คนเขียนบทตั้งใจพลิกกันขนาดนี้ก็อาจจะทำให้ผู้ชมที่ว้าวในตอนแรกๆ หรือครึ่งแรกของเรื่องที่บิ้วมาซะจนเหมือนจะจบได้กลางเรื่อง ก่อนจะล้างไพ่แจกปมใหม่มาให้ขบคิดกันต่อ รู้สึกเหมือนกับกำลังเจออารมณ์ “เด็กเลี้ยงแกะ” ที่คนดูคงเลือกไม่เชื่อสิ่งที่เห็นสักเท่าไหร่แล้ว

แม้จะคล้อยตามอยู่บ้าง แต่ก็ต้องชั่งใจไว้กอ่นว่าไม่น่าจะจริง แล้วตัวซีรีส์ชอบหลอกล่อด้วยภาพในจินตนาการ จำลองเหตุการณ์เสมือนจริงให้ผู้ชมได้เห็นด้วย ยิ่งทำให้คนดูที่รู้สึกแบบนี้ยิ่งไม่คล้อยตาม เพราะรู้ว่าเป็นฉากที่ใส่มาสับขาหลอกแน่ๆ มากเข้าไปอีก แต่ถ้าใครเพลินกับตัวเรื่องแบบสับขาหลอกตลอดเวลาแบบนี้ก็คงรู้สึกสนุกแบบไม่คิดมากแน่นอนครับ

โดยรวม

ตัวเรื่อง 18 ตอนจัดว่ายาวมาก แต่ก็ยาวแบบมีเนื้อเรื่องเคลียร์ปมไปเรื่อยๆ ได้ดีจนหมด แม้ตอนท้ายอาจจะดูแปลกๆ ไปนิดที่คนร้ายเฉลยตัวเองออกมาง่ายไปหน่อย แต่เรื่องก็มีขยักปิดท้ายให้ว้าวเล็กๆ เพื่อไปต่อในซีซั่น 2 ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ถึงกับค้าง แต่ก็ชวนติดตามเชียร์ให้ทำต่อ อยากรู้ว่าผู้สร้างยังจะงัดอะไรออกมาลับลวงคนดูได้อีก หลังจากเล่นหลอกล่อมาได้ตลอดทางยาวขนาดนี้ครับ

สรุป

หน้าหนังดูเหมือนขายแต่ฉาก SEX แต่ตัวเรื่องมีดีกว่าที่เห็นมาก เป็นแนวอีโรติกทริลเลอร์ที่บทมีชั้นเชิงล่อหลอกคนดูให้เขวว่า อะไรจริง? อะไรเท็จ? ได้ตลอดเรื่อง แทบไม่หยุดพักกันจนนาทีสุดท้าย ดารานักแสดงเล่นกันแบบถึงพริกถึงขิง แม้จะไม่ถึงกับเห็นหมด และตัวเรื่องก็ใส่ฉากพวกนี้รองรับไปกับบทได้อย่างมีเหตุผลสำคัญทุกครั้ง เป็นซีรีส์ที่ดีกว่าที่คาดหวังไว้จากหน้าหนังมาก แนะนำว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ

Crash Landing On You

ดูหนังฟรี

รีวิว Crash Landing On You - ปักหมุดรักฉุกเฉิน

ผลการร่วมมือล่าสุดระหว่าง Netflix, tvN และ Studio Dragon จากเกาหลีใต้ เรื่องราว โรแมนติด คอมเมดี้ แนบพรหมลิขิตเล็กๆ ระหว่าง ทหารหนุ่มความสามารถระดับเทพสุดหล่อจากเกาหลีเหนือ และ นักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ไฟแรง แถมยังสวยสุดๆ จากเกาหลีใต้ รีวิว Crash Landing On You

เรื่องย่อ

‘ยุนเซริ (รับบทโดย ซนเยจิน)’ ทายาทสาวตระกูลดังในเกาหลีใต้ ที่กำลังเล่นร่มร่อนและเกิดอุบัติเหตุจนพลัดตกเข้าไปในเขตพื้นที่ของประเทศเกาหลีเหนืออย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เธอได้พบกับ ‘รีจองฮยอก (รับบทโดย ฮยอนบิน)’ เจ้าหน้าที่หนุ่มจากกองทัพของเกาหลีเหนือที่มาพบกับเธอเข้า และตัดสินใจไม่สังหารเธอตั้งแต่แรกเห็นตามที่กฎหมายได้บัญญัติเอาไว้ แต่เขากลับเลือกที่จะพาเธอไปซ่อนตัวและพยายามช่วยเธอให้หาทางกลับไปที่ฝั่งเกาหลีใต้ได้อย่างปลอดภัยในทันที โดยที่ทั้งเธอและเขาแทบไม่ได้รู้ตัวเลยว่า …ระยะเวลาที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกันแม้ว่ามันจะสั้น แต่มันช่างมีความสุขมากกว่าที่ใดบนโลกใบนี้เสียอีก


ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปีนี้อย่าง " Crash Landing On You ปักหมุดรักฉุกเฉิน " ที่เพิ่งออนแอร์ในเกาหลีใต้และถูกปล่อยบนช่องทาง Netflix ได้ไม่นานนัก ก็กลายเป็นกระแสพูดถึงอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ในทันที แถมเรตติ้งของเรื่องนี้ก็ยิ่งทำลายสถิติตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกสัปดาห์ เรียกได้ว่าสมกับที่เป็นซีรีส์เรือธงของเกาหลีใต้ในปีนี้เลยจริง ๆ

ที่สำคัญต้องยกความดีความชอบให้กับคู่พระนางขั้วแม่เหล็กระดับ A List อย่าง " ฮยอนบินและซนเยจิน " ที่คราวนี้กลับมารับบทนำคู่กันอีกครั้ง หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วครั้งหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง " The Negotiation " ที่ทำเอาคนดูหนังฟรีฟินกระจายจนกลายมาเป็นคู่จิ้นที่แฟน ๆ ต่างก็ลุ้นอยากให้เป็นคู่จริงมันซะเลย ก็ทำได้ไงล่ะในเมื่อเคมีของทั้งคู่มันเข้ากั๊นนเข้ากันซะขนาดนี้ ซึ่งแน่นอนว่าใน Crash Landing On You เองก็มีฉากชวนจิ้นให้แฟน ๆ ได้เสพความฟินกันอย่างจุใจ

แถมคราวนี้ยังได้นักเขียนบทสายซีรีส์ โรแมนติก-เมโลดราม่า มือฉมังของฝั่งเกาหลีอย่าง " พัคจีอึน " ที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ชมผลงานสุดปังของเธอกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น My Love From the Star (SBS,2013)และ Legend of the Blue Sea (SBS,2016)ที่เท่านี้ก็สามารถรับประกันได้เลยว่าคุณจะได้รับทั้งความสนุก คุ้มค่า และน่าจดจำไม่ต่างกับผลงานที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

เนื้อเรื่อง

เป็นเรื่องราวความรักที่ดูไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ระหว่างนายทหารเกาหลีเหนือ กับเศรษฐีนีเกาหลีใต้ แม้จะเปิดเรื่องมาด้วยหน้าเข้มๆ ของ ฮยอนบิน แต่หนังเรื่องนี้มีความเป็นหนังตลกนะ อาจจะไม่ได้ตลกเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ก็มีเรื่องให้ขำๆ ได้ยิ้มๆ อยู่เป็นระยะ เรียกได้ว่ามีส่วนผสมที่ลงตัวไม่เครียดไป หรือไร้สาระไป กลมกล่อมฟินกันทุกตอนแน่นอน ซึ่งถ้าฟังๆ ดูแค่นี้อาจจะคิดว่านี่มันก็ซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ทั่วไป

แต่ต้องยอมรับว่าซีรีส์หนังออนไลน์เกาหลีเก่งในเรื่องโยงเหตุการณ์ความสัมพันธ์ของตัวละครมาก และในเรื่องนี้เองดูเหมือนว่าตัวละครแต่ละตัวจะมีที่มาที่ไม่ธรรมดา มันต้องมีอะไรมาให้เราแปลกใจแน่นอน และอีกสิ่งที่เหมือนจะรู้สึกได้ว่ามีการส่งสัญญาณแปลกๆ คือ บ่อยครั้งที่ตัวละครโดยเฉพาะนางเอกชอบพูดเรื่อง “การรวมประเทศ” ขึ้นมาเป็นระยะๆ ส่วนเรื่องภาพที่หายห่วงเรื่องนี้ฉากสวยมาก CG ก็เนียนมาก การเซ็ตติ้งฉากต่างๆ ออกมาดูพรีเมี่ยมสุดๆ ผมบอกได้เลยว่า Crash Landing on You นั้นจะสนุกและน่าติดตามมากแน่นอน (แม้จะเพิ่งได้ดูไป 2 ตอนอะนะ)

**ในทุกตอน จะมี " End Credit " ก่อน ตัวอย่างตอนต่อไป นะ อย่าลืมแวะดูก่อนนะ**

ตัวละคร

รี จองฮยอก (ฮยอน บิน)
ร้อยเอกหนุ่มแห่งกองทัพเกาหลีเหนือ ชายโคตรเพอร์เฟค เก่ง, ฉลาด, นิ่ง, หล่อ, ไม่ถือตัว, เถรตรง, เป็นระเบียบ, รักความยุติธรรม, แอบมีตังค์ และทำอาหารเก่งอีกต่างหาก เขาเป็นที่รักและเคารพของ ลูกน้องภายในหน่อย รวมถึงชาวบ้านในระแวกค่ายทหารด้วย แต่กระนั้นประวัติของเขาก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีเส้นสายแค่ไหน(ในตอนแรก)

ยุน เซรี (ซน เยจิน)
สาวนักธุรกิจที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ขนาดตั้งชื่อแบรนด์ของเธอเองว่า “Seri’s choice” (เซรี เลือกสิ่งนี้) มีหัวการค้าระดับสุดยอด ลูกสาวคนเล็กของบ้านตระกูลยุน เธอมีพี่ชายอีก 2 คนแต่ไม่ได้เรื่องทั้งคู่…10ปีก่อนเธอออกจากบ้านมาทำธุระกิจเป็นของตนเอง และก็ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ แล้วเธอก็ไม่กลับบ้านไปพึ่งเงินพ่อเธออีกเลย

กู ซึงจุน (คิม จองฮยอน)
นักธุระกิจหนุ่มจากเกาหลีใต้ ที่มีคดีช่อโกงติดตัว(โกงใครไม่โกงโกงคนใกล้ตัวนางเอกด้วย) จนต้องแอบลี้ภัยมาอยู่เกาหลีเหนือแบบเป็นความลับ เปิดตัวมาตอนแรกดูเข้มๆ คิดว่าจะมาเป็นตัวร้ายโหดๆ แต่ดูไปดูมา ดูว่าน่าจะมาเป็นตัวรองแบบติดตลกๆ ด้วยซ้ำ คงเอามาไว้เป็นเงื่อนไขกันชนให้พระเอกแน่ๆ แต่จะสร้างความประทับใจได้แค่ไหนคงต้องตามดูกันต่อไป

ซอ ดัน (ซอ จีเฮ)
เปิดตัวมาตอน 3 เป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่ชัดเจน แต่ถ้าไม่รวยมากๆ ก็น่าจะมีตำแหน่งยิ่งใหญ่มากแน่นอน ตอนแรกคิดว่าเปิดตัวมาเป็นเพื่อนสมัยเด็กของพระเอก แต่เปล่าเธอกำเนิดมาเป็นคู่หมั้นคู่หมายของพระเอกเราเลยทีเดียว เห็นหน้าสวยๆ คมๆ แบบนี้ แต่บุคลิกในละครเหมือนเธอจะโก๊ะๆ นิดหน่อย แม้จะเป็นสาวนักเรียนนอก(รัสเซีย) ก็ตาม ชัดเจนว่าเอามาจับคู่ให้ กู ซึงจุน แน่นอน

รีวิว Crash Landing On You

ด้านตัวบท

คือต้องชื่นชมความใส่ใจของทีมเขียนบทที่สามารถสอดแทรก ‘ความจริง(บางส่วน)’ ลงไปในเรื่องสมมติได้อย่างลื่นไหลและเฉียบคม เพราะทั้งเรื่องเราจะได้เห็นมุกตลกร้ายระหว่างคนเกาหลีใต้(นางเอก) และคนเกาหลีเหนือ(พวกพระเอก) เช่น “เมื่อเรารวมประเทศกัน ฉันจะ…” ที่หากว่าใครได้ดูก็จะรู้ว่ามันฮาและน่าเอ็นดูแค่ไหนตอนที่พูดออกมา แต่ความเป็นจริงแล้วมันช่างน่าเศร้าและขมขื่นเหลือเกิน เพราะเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าประโยคนี้มันเกิดขึ้นจริงได้ ‘ยาก’ แค่ไหน

เช่นเดียวกันกับฉากหนึ่งที่นางเอกพูดกับพระเอกก่อนจะจากกันว่า “ ฉันไปถึงแอฟริกา ไปถึงขั้วโลกใต้ก็ยังได้ น่าเสียดายนะที่คุณดันอยู่ที่นี่ ” ใช่ คำบอกลานี้มันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งกินใจอะไรนัก ถ้ามันไม่ได้อยู่ในเรื่องราวของผู้หญิงเกาหลีใต้คนหนึ่ง ที่เริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังตกหลุมรักชายชาวเกาหลีเหนือคนนั้น …มันจึงเป็นบทสนทนาที่แสนจะง่ายดาย แต่ทว่ามันกลับสร้างความรู้สึกและตกตะกอนอะไรบางอย่างในใจเราได้มากมาย เรียกได้ว่าแค่ 4 ตอนแรก ซีรีส์เรื่องนี้ก็ตีโจทย์ของความรักบนความเจ็บแบบหน่วง ๆ ได้แตกกระจุยไปเลยทีเดียว

ด้านคุณภาพ

เรื่องความสวยงามของงานภาพและดนตรีประกอบ ก็ยังคงท็อปฟอร์มในสไตล์เกาหลีแบบไม่มีตกหล่น จะเรียกว่าเป็นเพราะเสน่ห์และความขลังของสถานที่ต่าง ๆ ในเกาหลีเหนือที่สามารถสะกดเราไว้ให้อยู่กับหน้าจอได้ตลอดก็ว่าได้ มันจึงทำให้เราอยากดูอีก อยากเห็นอีก อยากจะรู้จักมุมมองต่าง ๆ ให้มากกว่านี้อีก แถมเรื่องเคมีนักแสดงแต่ละคนนี่ก็แทบไม่มีมีอะไรให้น่าเป็นห่วง …ฟินหมอนขาดแน่นอน

สิ่งที่ชอบ

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจเราที่สุดก็คือ ซีรีส์เรื่องนี้ทำหน้าที่ ‘สะท้อนสังคม’ ได้อย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ เพราะมันกล้าพูดกล้านำเสนอสังคมในด้านที่คนดูอยากเห็นและให้ความสนใจได้จริง ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำของทั้งสองประเทศ เรื่องความต่างของภาษา ปัญหาคอร์รัปชันในกองทัพ

และชีวิตความเป็นอยู่ของสองสังคมที่แม้จะใกล้กันแค่ไหนแต่ก็เหมือนกับคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผ่านเรื่องราวครบรสที่มีทั้งความรัก ความฮา สืบสวนปริศนา และบู๊ระห่ำได้อย่างอร่อยกลมกล่อม ถือเป็นอีกหนึ่งงานคุณภาพจากแดนกิมจิที่เหมาะสมจะเป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์สำหรับปลายปีนี้จริง ๆ

โดยรวม

ชอบจริง ๆ เวลาที่หนังหรือซีรีส์เกาหลีพยายามจะนำเสนอความแปลกใหม่ผ่านพล็อตเรื่องหรือแง่มุมของอาชีพแปลก ๆ ที่เรามักจะไม่ค่อยได้พบเห็นหรือแม้กระทั่งให้สนใจในเบื้องลึกของเรื่องราวเหล่านั้นซะด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้ " Crash Landing On You ปักหมุดรักฉุกเฉิน " ที่เราค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกัน กับการหยิบเอาเรื่องราวและวิถีชีวิตของ " เหล่าสหายในเกาหลีเหนือ " ดินแดนลับตาที่ทั้งโลกแทบไม่เคยได้สัมผัส

มาร้อยเรียงให้เข้ากับเรื่องราวความรักโรแมนติกของหญิงชาย ในสไตล์ซีรีส์เกาหลีออริจินัลที่มีเรื่อง " ความรักบนเส้นขนาน " เป็นจุดขายสำคัญของเรื่อง ประหนึ่งว่ากำลังดู " คู่กรรมเวอร์ชันเกาหลี " อยู่ก็มิปาน (ศัพท์ก็เก่าเกิ๊นน) คือแค่ได้อ่านเรื่องย่อคร่าว ๆ ที่หน้าเว็บไซต์ Netflix ก็สามารถตกคนให้เข้าไปดูต่อได้ไม่ยากแล้วอะ

ซึ่งเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มีปมขัดแย้งอะไร และมันจะกลายเป็นเรื่องราวอันตรายแค่ไหน ถ้านางเอกของเรื่องอย่าง "ยุนเซรี " บังเอิญร่อนเครื่องร่อนแล้วตกลงไปในระหว่างพรมแดนเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ " DMZ เส้นขนานที่ 38 " ซึ่งในขณะนั้น " รีจองฮยอก " พระเอกของเราก็กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่นั้นพอดี

สรุป

ความน่าสนุกอย่างแรกของเรื่องที่อยากจะพูดถึงนั่นก็คือ การที่ซีรีส์สามารถพาคนดูไปเบิกเนตร เพิ่มความรู้ให้สมอง และเปิดมุมมองใหม่ของประเทศลับแลอย่าง ‘เกาหลีเหนือ’ ได้กว้างขวางอย่างที่เราแทบไม่เคยได้เห็นในซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนมาก่อนเลยก็ว่าได้ ยอมรับเลยว่าตื่นตาตื่นใจเและตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ที่ได้เห็นได้รู้จักแง่มุมและวิถีชีวิตฉบับคนเกาหลีเหนือมากขึ้น

ผ่านการนำเสนอที่ทั้งละเอียดอ่อนและด้วยงานภาพที่สวยงามตระการตา ที่ถึงแม้เราจะรู้ดีอยู่แล้วว่าบางอย่างในภาพเหล่านั้น มันอาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราเห็น(เช่นฉากวิ่งบนทุ่งสังหาร) แต่มันก็ทำให้มุมมองที่เคยมีต่อประทศเกาหลีเหนือนั้นเปลี่ยนไปได้มากอยู่เหมือนกัน (นี่สินะอิทธิพลของสื่อ)


เกาหลีเหนือ & เกาหลีใต้

ทุกคนคงพอรู้กันอยู่แล้วเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ แม้จะใช้ชื่อว่า “เกาหลี” เหมือนกัน แต่ 2 ประเทศนี้มีความแตกต่างระดับที่เรียกได้เลยว่า “ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง, ความเป็นอยู่, ระบบเศรษฐกิจ, ทัศนคติ และอื่นๆ อีกมากมาย คงมีเพียงแต่ภาษาเท่านั้นที่ยังใช้เหมือนกันอยู่ ทีนี้เพื่อให้อินกับซีรี่ส์มากขึ้นใครที่พอมีเวลาสัก 10 นาที เชิญไปแวะชมคลิปของคุณวิวได้ที่ “สรุปสงครามเกาหลี” ดูนะครับว่าทำไม 2 ประเทศนี้ถือแยกกันได้ และมีความแตกต่างกันขนาดนี้ เผื่อเข้าใจความลำบากของการพบกันของคนทั้ง 2 ฝั่ง หรือสถานการณ์บางอย่างในซีรี่ส์ที่เราคิดว่า “โห…มันขนาดนั้นเลยหรอ?” ครับมันเป็นแบบนั้นแหละ


 

The Old Guard

ดูหนังฟรี

รีวิว The Old Guard - ดิ โอลด์ การ์ด

จากกราฟิกโนเวลเรื่องดังของ “เกร็ก รักคา” The Old Guard มีความยาวทั้งสิ้น 5 เล่มตีพิมพ์ในปี 2017 ความกิ๊บเก๋คือในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ตัวเกร็กเองได้รับหน้าที่ในการดัดแปลงงานของตัวเองให้กลายมาเป็นบทภาพยนตร์ ตัวหนังแม้จะมีไม่อะไรแปลกใหม่นักแต่ก็ดูได้เพลินๆไม่เสียเวลาแต่อย่างใด รีวิว The Old Guard

เรื่องย่อ

เรื่องของกลุ่มคนที่มีพลังอมตะ " ตายเเล้วฟื้น " โดยไม่มีสาเหตุ ต้องใช้ชีวิตมาหลายยุคหลายสมัย เพื่อหาเหตุผลของการมีอยู่ถึงพลังนี้ รวมถึงต้องหลบหนีเเละต่อสู้กับกลุ่มคนที่ต้องการพลังอมตะ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเองโดยไม่สนความเป็นความตายของพวกเขา ทหารรับจ้างที่มีชีวิตอมตะกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันอย่างลับๆ และนำโดยนักรบชื่อแอนดี้ (ชาร์ลิซ เธอรอน) ทุกคนต่อสู้เพื่อปกป้องโลกมนุษย์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่เมื่อต้องไปปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนที่ทำให้ความสามารถที่ไม่ธรรมดาของกลุ่มเปิดเผย ไนล์ (คิคี เลย์น) ซึ่งเป็นนักรบอมตะคนล่าสุดจึงต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือทุกคน หรือว่าจะกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวดังเดิม


เน็ตฟลิกซ์ นำเสนอหนังเข้าใหม่ที่น่าจับตามองอีกครั้ง เพราะได้หน้าสวย ๆ ของ ชาร์ลิส เธอรอน มานำทีมก็เรียกความสนใจจากคอหนังฝรั่งได้มากโขอยู่แล้ว ยิ่งงานหลัง ๆ ของเธอในแนวแอ็กชันก็เรียกได้ว่าผลงานคุณภาพมาต่อเนื่อง ตั้งแต่บทรองที่เด่นเหมือนบทนำคู่ใน Mad Max: Fury Road (2015) หรือการเป็นจอมวางแผนที่สวยร้ายสุด ๆ ในหนังรถแข่งกู้โลกอย่างตระกูล Fast แล้วยิ่งมาประกอบกับเรื่องย่อของหนังว่าด้วยเหล่าคนอมตะที่มีชีวิตยืนยาวมาหลายศตวรรษ ฆ่าก็ไม่ตาย และได้รวมกลุ่มกันต่อสู้กับความอยุติธรรมในสมรภูมิต่าง ๆ ทั่วโลกอีก เรียกว่าทรงมาแบบตีหัวเข้าบ้านสบาย

ส่วนด้านผู้กำกับก็ได้ จีนา พรินซ์-บายเดวูด ผู้กำกับสาวเชื้อสายแอฟริกันที่ทำผลงานสายดราม่าเกี่ยวกับคนแอฟริกัน-อเมริกันได้รางวัลมาแล้วมากมาย นี่ก็เป็นการจับทางหนังตลาดที่พลิกไปแอ็กชันจ๋าครั้งแรกของเธอเช่นกัน ก็อาจเป็นกระแสใหม่ของฮอลลีวูดที่ให้โอกาสผู้กำกับหญิงมาสร้างความแตกต่างในกลุ่มหนังแอ็กชันหรือหนังซูเปอร์ฮีโรกันมากมายในช่วงหลายปีหลัง

เนื้อเรื่อง

สำหรับเนื้อเรื่องจะเป็นการดัดแปลงจากกราฟิกโนเวลของ เกร็ก รักคา นักเขียนที่มีผลงานโลดแล่นอยู่ทั้งค่าย DC และ Marvel เรียกว่าจับมาหมดแล้วทั้ง แบทแมน ซูเปอร์แมน สไปเดอร์แมน หรือ เอ็กซ์เมน สำหรับ The Old Guard เป็นกราฟิกโนเวลความยาว 5 เล่มที่ตีพิมพ์ในปี 2017 ซึ่งเมื่อจะมีการนำมาทำเป็นหนัง ตัวรักคาเองก็ขอทำการเขียนบทดัดแปลงด้วยตนเอง โดยตัวเขาก็มีผลงานการเขียนบทซีรีส์โทรทัศน์และวิดีโอมาพอสมควรแล้วด้วย ดังนั้นบทที่ปรากฏแก่สายตาเราจึงแทบจะเป็นงานที่ออกมาแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับตัวกราฟิกโนเวลเลยทีเดียว ยิ่งบางฉากนั้นคล้ายถึงขนาดมุมกล้องในหนังสือทีเดียว

ต้องบอกว่าจากพล็อตจากตัวอย่างดูหนังฟรี และความเว่อร์ของแนวนี้ที่เคยมีหลายเรื่องทำมาก่อนเยอะแยะแล้ว ตัวอย่างซีรีส์ Highlander (1992–1998) คนอมตะที่ต้องสู้กันเองเปลี่ยนผ่านความทรงจำรุ่นต่อรุ่นมาเป็นพันปี ทำให้ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้ที่หยิบพล็อตแนวนี้มาทำใหม่อีกเรื่องน่าจะมีอะไรเด็ดๆ มากกว่านี้ซ่อนอยู่ แต่คงหวังมากไปเพราะสุดท้ายตัวเรื่องยังถือว่าอยู่ในขั้นธรรมดาสามัญมาก หลักๆ คือแค่มนุษย์อมตะที่ไม่รู้ว่าอมตะจากอะไร (เรื่องอื่นๆ ก็มักจะประมาณนี้) พยายามค้นหาสาเหตุของการเป็นอมตะที่จริงๆ

แล้วก็ยังทนทุกข์ทรมานจากการไม่ตายได้เช่นกัน ทั้งอาการเจ็บที่ยังคงอยู่ การเห็นคนที่รักตายจากไป คบค้าสมาคมสนิทกับใครก็ไม่ได้เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย ด้วยความโดดเดี่ยวนี้เองจึงทำให้พล็อตมนุษย์อมตะแนวนี้มีอะไรแทบเหมือนกันทั้งหมด แต่แค่เปลี่ยนตัวร้ายเป็นรุ่นๆ ไปเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ทีมตัวเอกที่มีกัน 4 คนต้องมาเจอกับ CEO เจ้าของบริษัทยาที่ต้องการไขความลับชีวิตอมตะของพวกเขา โดยอ้างว่าทำเพื่อมนุษย์ชาติ แต่จริงๆ คือเพื่อหากำไรเข้าบริษัท ซึ่งมันก็เบๆ มากกับสูตรสำเร็จแบบนี้ (ถ้าใครไม่เคยดูหนังพล็อตแนวนี้อาจจะว้าวก็ได้)

ด้านฉากต่อสู้

แต่สำหรับงานนี้ของจีน่าก็ต้องบอกว่าในส่วนของแอ็กชันนั้น ไม่ได้แปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นหนังขนบหลังจอห์น วิกฟีเวอร์ที่เน้นการยิงแม่นยำเน้นเข้าจุดตายว่องไว ผสมการใช้ปืนกับการรุกประชิด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราไม่ได้เห็นกันจนเกร่อเสียแล้วในช่วงปีหลัง ๆ หนังถ่ายทอดสดและยิ่งมุมกล้องเองก็ไม่ได้สร้างสีสันใหม่ ๆ อะไรเท่าใดนัก ฉากต่าง ๆ ในเรื่องก็แบนไร้ความน่าจดจำ แม้แต่ไคลแมกซ์ของเรื่องที่ฉากควรอลังที่สุดก็ยังแบนราบไร้ความน่าสนใจ ไม่ได้สร้างความรู้สึกกดดันหรือยิ่งใหญ่อะไรได้เลย ในความเป็นหนังแอ็กชันเลยขาดความว้าวไปเยอะมาก ๆ

ที่ฉากแอ็กชั่นเรื่องนี้ไม่ได้เข้มข้นอะไรมากอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้กำกับ Gina Prince-Bythewood ที่ดูเครดิตการทำงานแล้วมีแต่หนังแนวดราม่าแทบทั้งนั้น พอต้องมากำกับหนังแอ็กชั่นเต็มสูบ ก็เลยเหมือนไม่ใช่งานถนัดของเธอนัก และในส่วนดราม่าของเรื่องเองที่พยายามปั้นตัวละครน้องใหม่มาเข้าทีมด้วยอารมณ์สับสนยังอยากกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้าน เรื่องก็ไม่ได้รู้สึกหน่วงอะไรนัก เรียกว่าแทบจะไม่มีอารมณ์ร่วมให้คนดูรู้สึกไปตามนั้นเลย

ส่วนตัวนางเอกก็มีย้อนอดีตไปไกลหน่อยสมัยยังรบพุ่งขี่ม้าใส่เกราะฟันกัน ซึ่งก็เหมือนจะพยายามบิ้วให้ซึ้งว่ามีสมาชิกรุ่นก่อนที่ตายเพราะพลังอมตะหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ แล้วก็มีสมาชิกอีกคนที่โดนถ่วงลงก้นทะเลแต่เธอตามหาไม่เจอ ซึ่งเรื่องก็ใส่มาแบบหยอดไว้กะทำภาคต่อกันตรงๆ แต่ระหว่างที่ดูแล้วเจอฉากนี้คนดูก็คงเผลอคิดไปว่าอาจจะเป็นบอสหรือตัวร้ายจริงในภาคนี้ก็ได้ แต่พอไม่ใช่ก็เหมือนโดนหลอกเฟลนิดๆ (จุดนี้ใส่ไว้เพื่อทำภาคต่อในเอนด์เครดิตโดยตรง)

รีวิว The Old Guard


ด้านตัวบท

ยังไม่นับว่าบทมันทื่อเสียจนแค่วางตัวละครมา เราก็แทบเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังได้เลย อย่างเรื่องที่ว่า ชาร์ลิส เธอรอน เป็นตัวละครนำของทีมอมตะ ซึ่งดาราคนอื่นบารมีห่างชั้นแบบไกลเกินไป (ดาราที่พอสูสีอย่าง จิวีเทล เอจิโอฟอร์ จากหนัง Doctor Strange ก็กลายเป็นตัวละครในฝั่งอื่นเสียอีก) พอเมื่อมีตัวละครใหม่อย่างไนล์เข้ามาในทีมแบบที่บทจงใจปั้นให้เป็นตัวละครนำเต็มที่ และเมื่อมีการเล่าถึงความตายของคนอมตะในอดีต ใครที่ดูหนังมามากพอควรก็แทบเดาชะตากรรมของแอนดี้และคณะได้แล้ว นี่ยังไม่นับความตื้นด้านพลอตของตัวละครหนึ่งในทีมที่แทบจะเอาไปหลอกใครให้ตกใจกับการหักมุมไม่ได้เลยด้วยนะ

ข้อดีของการได้จีน่ามาที่เห็นชัดคือความลึกของมิติตัวละครบางตัวผ่านการสนทนา อย่างตอนที่ บุ๊กเกอร์ เล่าถึงความตายของลูกชายคนสุดท้องของเขาด้วยความเจ็บปวดที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขาต่อ ๆ มา หรือการสื่อสารผ่านสายตาของตัวละคร แอนดี้ ที่สะท้อนประสบการณ์ความโศกเศร้าสะสมหลายศตวรรษ โดยแทบไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ การกำกับการแสดงและสื่อสารด้านดราม่าเหล่านี้เสียอีกที่กลายเป็นจุดแข็งให้หนังเรื่องนี้

และยังอาจต้องนับการแคสต์นักแสดงสาวจากหนังสายรางวัลอย่าง กิกิ เลน จากหนัง If Beale Street Could Talk (2018) ที่ถูกพูดถึงในเวทีออสการ์ปีนั้นพอสมควรมารับบท ไนล์ ที่ต้องเด่นรองจากเธอรอนเลย ก็น่าจะเพราะการได้จีน่ามากำกับเรื่องนี้ด้วยนั่นล่ะ ทว่ามันก็ไม่ได้ตอบความคาดหวังของผู้ชมที่ตั้งใจมาดูหนังแอ็กชันมันสะใจเท่าไร หรือนักแสดงคุณภาพหลาย ๆ คนก็ไม่ได้เป็นที่สนใจของคนดูหนังแอ็กชันอยู่แล้ว กลายเป็นรู้สึกแปลก ๆ กับเหล่าตัวละครที่จงใจให้หลากเขื้อชาติหลากเพศสภาพอะไรพวกนี้เสียด้วยซ้ำ เรียกว่าแข็งก็ดีแต่ผิดที่ผิดทาง

จุดนี้อาจต้องว่าไปถึงเนื้อหาของรักคาที่วางพื้นฐานด้านปรัชญาหรือธีมของเรื่องไว้ด้วยว่าตื้นเขินเกินไปสักหน่อย ในยุคแห่งผลิตผลของเรื่องเล่าความเป็นอมตะ เราได้เห็นปรัชญาของหนังอย่าง Highlander ที่ความเป็นอมตะถูกผูกกับผู้คน/ความสัมพันธ์/ความรู้และอุดมการณ์ การสิ้นสุดของความเป็นอมตะที่ยุติลงด้วยการถูกตัดหัวและการถ่ายทอดความรู้ต่อเนื่องกันไป

ทำให้บรรยากาศถูกปกคลุมด้วยความลึกของวิธีคิดต่าง ๆ ของแต่ละตัวละคร หรือใหม่หน่อยอย่าง Ajin ของญี่ปุ่นที่สะท้อนความบ้าคลั่งไร้เหตุผลของมนุษย์ และความน่ากลัวจากความหวาดระแวงในหมู่คน การมองคนไม่เป็นคน และการนำเสนอการต่อสู้ของหลากหลายอุดมการณ์ความคิด ผ่านฉากแอ็กชันขนาดใหญ่และกลยุทธ์การปะทะกันอย่างถึงกึ๋น

เมื่อมองกลับมายัง The Old Guard ที่ถึงแม้จะมีความพยายามนำเสนอหลาย ๆ แง่มุมที่หนังเรื่องก่อน ๆ ว่ามาแต่ก็เบาบางมาก ฉากที่เพื่อนของไนล์เริ่มหวาดระแวงที่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ดูไม่สมเหตุสมผลและดูประหลาดขึ้นทันทีเมื่อเราเทียบกับสิ่งที่ตัวละครใน Ajin เผชิญในการตายครั้งแรก ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนอมตะถึงจะดูสมเหตุสมผล แต่ลึก ๆ เราก็จะมีความขัดแย้งในความคิดและการกระทำของตัวละคร

เหมือนว่าบทวางด้านลึกของตัวละครไว้สับสนตัวเอง ยิ่งเมื่อไปดูความสำคัญของตัวตนและภาระแห่งตัวตนของการเป็นอมตะนั้น ก็ถูกนำเสนอแบบทื่อ ๆ เหมือนประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ตัวละครอมตะเหล่านี้ตระหนักอะไรเลย ราวกับเหตการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในใจพวกเขาให้กลายเป็นฮีโรช่วยโลกนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในช่วงหลายร้อยหลายพันปี ทั้งที่ในหนังมันเป็นแค่จุดง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนหรือต้องการปัจจัยพิเศษให้เกิดเหตุการณ์ตกผลึกเลยสักนิด ความน่าเชื่อถือต่อหนังเรื่องนี้เลยต่ำเตี้ยลงไปพอสมควร

จริง ๆ มันก็ไม่ควรเอาหนังเรื่องนี้ไปเทียบกันเรื่องอื่น ๆ หรอกเพราะต่างคนก็ต่างมีจุดอยากนำเสนอที่ต่างกัน เพียงแค่อยากสื่อว่าในยุคที่ปมประเด็นนี้ถูกนำเสนออย่างหลากหลายน่าสนใจมากขนาดนี้ การไม่ทำการบ้านอะไรเลย และย่ำอยู่กับไอเดียที่เชยเอามาก ๆ แล้ว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาเลย

โดยรวม

ก็ถือว่าเป็นหนังทุนสูงของ Netflix ที่มีงานโปรดักส์ชั่น CG ได้มาตรฐาน แต่ว่าตัวเรื่องไม่ได้แปลกใหม่ ฉากแอ็กชั่นแค่ได้มาตรฐานทั่วไปยังไม่ถึงขั้นมีซีนน่าจดจำอะไรนัก และก็จบแบบเตรียมทำภาคต่อชัดเจน เข้าใจว่าเป็นเหมือนแนวทางใหม่ของเน็ตฟลิกซ์ที่ต้องการทำหนังจากดาราดังทุนสูงในลักษณะยาวเป็นซีรีส์ได้ ซึ่งเท่าที่ดูก็น่าจะประสบความสำเร็จดีเพราะอันดับยอดคนดูสูงแซงซีรีส์ดังๆ เกือบเท่าตัวทั้งนั้น เรื่องนี้ก็มาแนวเดียวกันย่อยง่าย ดูเอาเพลินๆ แปบๆ จบ ยอดก็น่าจะดีถล่มทลายเช่นกันครับ

สรุป

นี่เป็นหนังที่ดูเอาเพลินเอาสนุกได้เลยล่ะ ไม่ถือว่าเสียเวลาแต่อย่างใด อาจดูดีกว่าเอาไปทำเรื่องไร้สาระอื่น ๆ เสียด้วย ทว่ามันไม่มีอะไรให้น่าจดจำเอาเสียเลย เป็นอาหารที่ผ่านเข้าปากแล้วไหลลงทวารได้สบายโดยร่างกายไม่ต้องเพิ่มภาระการดูดซึมใด ๆ ให้เหนื่อย

Stranger From Hell

 ดูหนังออนไลน์

รีวิว Stranger From Hell - นรกคือคนอื่น

ซีรีส์เกาหลีจากเว็บตูน 10 ตอนจบลงใน Netflix กับ Viu พล็อตแปลกแตกต่างมีความน่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ “จงอู” หนุ่มต่างจังหวัดวัยยี่สิบกว่าที่พึ่งออกจากกรมทหารเข้ามาทำงานในเมือง ตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทอยู่ก่อนแล้ว และต้องมาอยู่หอพักสุดโทรมที่เต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยผิดปกติจนน่าขนลุก! รีวิว Stranger From Hell

เรื่องย่อ

เล่าเรื่องราวของ ‘ยุนจงอู’ ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ที่เพิ่งปลดประจําการจากการเป็นทหารมาได้ไม่นาน และจุดมุ่งหมายต่อไปในชีวิตของเขาจึงเป็นการย้ายเข้าเมืองมาทำงานในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของรุ่นพี่คนสนิท แต่ด้วยความที่เงินเก็บยังมีไม่เยอะและค่าใช้จ่ายในเมืองหลวงก็มากขึ้นทุกวัน เขาจึงตัดสินใจเลือกเช่าหอพักสภาพสุดหลอนอย่าง ‘หอพักเอเดน’ ที่ทั้งราคาถูก แถมป้าเจ้าของหอก็ใจดีซะจนน่าตกใจ แต่ใครจะไปรู้ว่าหอพักเอเดนแห่งนี้ ที่จริงแล้วคือศูนย์รวมของพวกนรกเดินดิน ที่พร้อมจะเขย่าขวัญปั่นประสาทให้เขาเป็นบ้าได้ทุกเมื่อ


ว่ากันว่า ‘จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง’ เปรียบเหมือนก้นทะเลสีดำทะมึนที่ไม่ว่าเราจะยิ่งค้นหาจุดสิ้นสุดของมันสักเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะดำดิ่งลงไปเท่านั้น เพราะมนุษย์ประกอบไปด้วยความคิด อารมณ์ ความรู้สึก รวมไปถึงการแสดงออกทางร่างกายที่มักจะทำงานสอดคล้องกันเหมือนกับฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่คอยขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ส่วนประกอบเหล่านั้นมันผุพังหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม องค์ประกอบ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่ซุกซ่อนเอาไว้ข้างในก็คงค่อย ๆ กร่อนลงไปเท่านั้น

คำว่า ‘นรกคือคนอื่น’ ก็คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่ ถ้าหากคุณได้รู้ว่าผู้คนแสนดีที่อยู่รอบตัวคุณมาโดยตลอดนั้น ดันเป็น ‘อีกคน’ ที่แสนจะชั่วร้ายและพร้อมจะลากคุณลงนรกไปด้วยกันตลอดเวลา… จริงไหมล่ะ?

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น’ คือซีรีส์ระทึกขวัญสั่นประสาทที่สาย Comic จากWEBTOON น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจุดเริ่มต้นจะเป็นการ์ตูนออนไลน์ดูหนังออนไลน์สายสยองขวัญที่โด่งดังไปทั่วเกาหลีแล้ว ปลายทางความสำเร็จอย่างซีรีส์เรื่องนี้ ก็ได้รับกระแสตอบรับอันดีงามไม่แพ้กัน ถ้าใครได้ดูแล้วก็จะรู้เลยว่า พลาดไม่ได้แม้แต่ตอนเดียว!

ถือเป็นแนวแปลกแหวกแนวจากซีรีส์เกาหลีทั่วไปเป็นอย่างมาก แม้ทางเกาหลีเองจะขยันทำแนวฆาตกรโรคจิตออกมาบ่อยๆ แต่ก็มักจะเป็นแนวสืบสวนตามล่าหาฆาตกรที่มักปิดบังอำพรางตัวเองไว้ แต่กับเรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ไม่ได้ตามล่าหาฆาตกรหรือปิดบังตัวฆาตกรเลย ตัวเรื่องเฉลยกันรัวๆ ว่าใครทำอะไร ฆ่าใครที่ไหน อย่างไร

ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกตอน 1-2 ก็แทบจะเปิดตัวครบหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมาเดาว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร เรื่องใส่ความโรคจิตยัดลงไปในตัวละครคนในหอพักนี้ให้เห็นกันชัดเจนแต่แรกเลยว่าพวกบ้านี่ผิดปกติจนน่าขนลุกขนาดไหน อย่าง ชายที่มักเปิดประตูห้องอ้าซ่าให้เห็นว่าตัวเองชอบตัดภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยจากในเน็ตออกมาแปะไว้เต็มผนังห้อง หรือหนุ่มติดอ่างที่ชอบพูดอะไรแบบชวนขนลุกพร้อมหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา

การดำเนินเรื่อง

ถ้าหากใครที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่เวอร์ชันการ์ตูนก็พอจะรู้อยู่แล้วว่า ‘ความประสาทแดก’ ของเพื่อนร่วมหอพักเอเดนแต่ละคนนั้นมันสุดโต่งแค่ไหน ไหนจะตาลุงหื่นที่ชอบเปิดหนังโป๊เสียงดังแถมยังชอบเดินถือมีดมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องคนอื่น ไหนจะคู่แฝดนรกที่คนหนึ่งชอบทำเสียงหัวเราะประหลาดอยู่ตลอดเวลาส่วนอีกคนก็ชอบฆ่าแมวเป็นชีวิตจิตใจ ไหนจะป้าเฝ้าหอจอมขี้เผือกที่ชอบเดินมาคุยเจ๊าะแจ๊ะน่ารำคาญจนบางทีก็รู้สึกเหมือนนางจะตามเราไปเลยทุกที่ก็ว่าได้

ซึ่งทุกคาแรกเตอร์ในเวอร์ชันซีรีส์นี้ มันคือการต่อยอดความสำเร็จจากเวอร์ชันการ์ตูนที่ปั่นประสาทคนดูได้อย่างบ้าคลั่ง โดยที่นักแสดงทุกคนนั้นสามารถถ่ายทอดความน่าขยะแขยงและน่าขนลุกออกมาได้อย่างดีซะจนสงสารจงอูเหลือเกินที่เลือกเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ รู้งี้น่าจะประหยัดค่าแท็กซี่ตอนเมาแล้วเอาเงินไปเช่าหออื่นยังจะดีซะกว่า!

การแสดงอันลึกลับและน่าขนลุกของ ‘อีดงอุค’ นักแสดงแถวหน้าของวงการเกาหลี ที่คราวนี้ลงทุนสลัดคราบสามีแห่งชาติมาเป็นฆาตกรใจเหี้ยม ที่ฉาบร่างภายนอกด้วยอาชีพหมอฟันผู้สุขุมและน่านับถือ เพื่อคอยซ่อนความบิดเบี้ยวข้างในจิตใจที่สนุกกับการฆ่าคนไม่มียั้ง เรียกได้ว่าเป็นตัวละครเด่นที่ช่วยดึงกราฟความสยองและความลุ้นระทึกของเรื่องได้มากขึ้นไปอีกสมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพ ทำเอาคนดูถึงกับลืมภาพพระเอกเกาหลีผู้แสนดีและอบอุ่นไปจนหมด

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ซีรีส์สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือเบื้องลึกในจิตใจของตัวเอกอย่าง ยุนจงอู ที่ในแต่ละวันเขาต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ทั้งหอพักสุดสยองที่กว่าจะข่มตานอนให้ผ่านไปได้ในแต่ละคืนไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะชีวิตการทำงานสุดบัดซบที่ต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าโรคจิตขี้อิจฉา

กับประธานบริษัทที่ชอบอ้างเอาคำว่ารุ่นพี่มากดขี่และหวังจะเครมแฟนของเขาอยู่ทุกวัน ความประสาทแดกทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งคน ค่อย ๆ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็น ‘อีกคน’ ไปอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว จงอูจึงกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการแสดงของ ‘อิมชีวาน’ ผู้รับบทเป็น ยุนจงอู นั้นถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

กับการถ่ายทอดลักษณะอาการ BPD (Borderline Personality Disorder) ที่ทั้งกลัวการถูกทอดทิ้งจากความสัมพันธ์ไม่มั่นคง ทั้งการแสดงออกถึงอารมณ์ที่รุนแรง แถมยังระหวาดระแวงคนอื่นเป็นประจำ จนกลายเป็นคนที่จมอยู่กับตัวเองและดูเหมือนเป็นมนุษย์ที่ใกล้จะพังอยู่ตลอดเวลา ดูแล้วช่างน่าเอาใจช่วยและเวทนาไปพร้อม ๆ กันเสียจริง

จุดขาย

จุดขายฉากโหดสยองขวัญในเรื่องถูกใส่มาตลอดเวลา ซึ่งทำได้ดีเลยทั้งฉากทรมานคนด้วยวิธีแปลกๆ การเล่นกับเหยื่อแบบจิตๆ ฉากฆาตกรรมโหดๆ มีความซาดิสม์โรคจิตและสไตล์การฆ่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนต่างกัน (ถ้าสปอยล์เบาๆ หน่อยคือแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันด้วยในหอพักแห่งนี้) แต่พวกอาวุธฆ่าในเรื่องส่วนใหญ่จะถูกเซ็นเซอร์ทำเบลอไว้หมด รวมถึงฉากสัตว์ตายแหวะในเรื่องนี้คือแมวก็ถูกเบลอไว้

อันนี้เป็นเพราะโปรแกรมหนัง Netflix ซื้อซีรีส์เรื่องนี้มาจากเวอร์ชั่นทีวีที่เซ็นเซอร์อีกที ก็น่าเสียดายนิดๆ ส่วนใครที่สงสัยว่าพล็อตรวมคนโรคจิตในที่เดียวกันแบบนี้สมเหตุผลแค่ไหน ทำไมพวกนี้ไม่ฆ่ากันเองซะก่อน ในเรื่องมีคำตอบที่ค่อยๆ เฉลยมาได้น่าติดตามเลย (ที่จริงในไทยก็พึ่งมีข่าวแบบนี้ไป ตัดสินโทษประหารครูสอนกวดวิชาโรงเรียนพี่ณัฐ ถ้าตามข่าวอ่านจะเห็นว่าไม่แตกต่างจากในเรื่องนี้เลยที่คนโรคจิตมารวมตัวกันได้จริงๆ)

รีวิว Stranger From Hell

สิ่งที่ประทับใจ

อีกหนึ่งสิ่งที่ประทับใจเสียจนไม่พูดถึงไม่ได้จริง ๆ นั่นก็คือการเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองภาพที่แปลกใหม่ ที่เราไม่ค่อยจะได้เจอมากนักในซีรีส์เกาหลี ทั้งการเล่าแบบ Longtake ในสถานการณ์คับขันที่ยิ่งขับให้ฉากเหล่านั้นมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้น หรือจะเป็นการ Transition ระหว่างฉากต่อฉากโดยใช้การกระทำของตัวละครเชื่อมถึงกันนั้น มีส่วนช่วยอย่างมากในด้านความต่อเนื่องของอารมณ์คนดู เรียกได้ว่าลื่นดีไม่มีหลุดว่างั้นเถอะ อีกทั้งหนังยังฉลาดมากที่เลือกจะเฉลยตัวฆาตกรตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อเล่นกับความรู้สึกของคนดูที่รู้ทุกอย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง บอกได้คำเดียวว่ามันช่างน่าอึดอัดซะเหลือเกิน!

มาดูจุดด้อยจุดเสียกันบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่าตัวซีรีส์เข้าถึงจุดขายให้อารมณ์หลอนสยองขวัญจัดเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าถ้าให้คะแนนตรงนี้กดให้ 10 ได้เลยแน่นอน แต่ส่วนด้อยของเรื่องคือการพยายามลากเรื่องด้วยอารมณ์หลอนแบบ “อมพะนำ” ของตัวเอกจงอูยาวนานหลายตอนมาก เรื่องดำเนินไปแบบว่าหลอนกลัวสติใกล้แตกตั้งแต่แรกๆ แต่ก็ไม่ไปแจ้งความหรือให้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับตำรวจที่มาตามสืบสักที

มีความพิรี้พิไรออกแนวลำไยเยอะกับการกระทำของพระเอกขัดแย้งกับความจริงอยู่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งการพยายามหาทางออกไปที่อื่นที่ดูเป็นไปได้หลายอย่างมากกว่าการกลับมาตายรังทุกคืน อย่างนอนร้านเน็ตที่คนเกาหลีนิยมทำก็ไม่มี บทจงใจเขียนลากยาวให้พระเอกโดนรุมกดดันจนไม่ค่อยสมจริงนัก กว่าจะหลุดพ้นตรงนี้ก็ปาไปท้ายๆ เรื่องแล้ว

อีกจุดด้อยคือการที่ให้พระเอกพยายามเขียนนิยายอาชญากรรม แนวฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตอนแรกก็ดูเข้ากับเรื่องราวดี เพราะพระเอกก็เหมือนได้ไอเดียจากคนหลอนๆ ในหอพักเอาไปใช้ใส่นิยาย แต่ว่าตัวเรื่องกลับไม่ได้มีบทส่งส่วนนี้ให้ไปถึงไหนมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถผูกโยงให้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญซ้อนกันได้มากขึ้น แถมบางครั้งยังใส่มาเหมือนให้เราคิดว่าสำคัญกับตอนจบ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่แบ็คกราวน์ประกอบเรื่องเท่านั้น…

อีกจุดคือส่วนของการสืบสวนผ่านตำรวจหญิงที่เป็นตัวหลักอีกคนหนึ่ง แต่ก็เดินไปแบบไม่ค่อยเข้าถึงจริงจังนัก ออกแนวเขวไปเขวมาถ่วงเวลาของเรื่องไปเรื่อยๆ แม้จะให้เหตุผลว่าเพราะเธอไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่เรื่องก็เดินไปแบบเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เธอเก็ทความจริงได้สักที มีแต่สงสัยไว้ในหัวอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในเรื่องหลายครั้งมีหลักฐานเห็นชัด อย่างการบุกไปเดินตรวจถึงห้องเชือดหลายศพ แต่กลับไม่ได้กลิ่นเลือดหรือเจออะไรเลย ในขณะที่ตัวละครคนอื่นในหอกลับได้กลิ่นเลือดแล้วตามรอยไปจนเจอ ดูไปก็แอบหงุดหงิดนิดๆ แต่ยังดีที่นักแสดงมีความน่ารักแบบบ้านๆ เล่นเข้ากับบทนี้ได้ดีลงตัวจนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

ด้านข้อเสีย

ข้อเสียของเรื่องจังๆ คือช่วงตอนจบสุดท้ายของเรื่องหนังพยายามหลอกคนดูด้วยเรื่องราวตามสูตรหนังแนวนี้ ที่คนดูก็ต้องพอเดาได้ว่าต้องจบแบบไม่ธรรมดาแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าทำได้จริง แต่กลับขาดความสมเหตุผลมากไปจนกลายเป็นจุดบกพร่องของเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดี จุดเสียกลับไปกองรวมกันที่ตรงนั้น ช่วงก่อนจบหนังต้องการเฉลยเรื่องทั้งหมดในเชิงจิตวิทยา

แต่ว่ากลับใช้วิธีเฉลยโดยใส่สิ่งของบางอย่างเข้ามากระตุ้นให้ตัวละครตอนจบคิดได้แบบไม่สมเหตุผล แถมตัวละครที่ทำตัวฉลาดมาตลอดอย่างตำรวจหญิงที่ตามสืบคดีนี้เพียงลำพังจู่ๆ ก็ออกแนวง่อยไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที ฝ่ายตำรวจในเรื่องนี้เองก็ถูกเขียนบทให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเว่อร์ๆ ขนาดสายสืบร่วมโรงพักหายตัวไปหลายวันยังไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซึ่งผิดจากความจริงเกินไป เข้าใจว่าต้องการให้ความสำคัญโฟกัสที่ตัวพระเอกล้วนๆ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตัวละครอื่นต้องถูกลดบทบาทสำคัญในช่วงท้ายมากเกินไป จนเรื่องจบแบบดูเหมือนฉลาด แต่ก็ไม่ว้าวอะไรมากนัก

โดยรวม

“ที่รัก คุณคือผลงานชิ้นเอกที่ผมเคยสร้างมา” คำพูดที่เป็นบทสรุปเรื่องราวในช่วงท้ายของซีรีส์ ที่สามารถคลายความสงสัยของคนดูให้กระจ่างได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าคิ้วจะขมวดเป็นปมมาทั้งเรื่องแล้วก็ตาม ซึ่งหนังฉลาดมากที่เลือกจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยการวางตำแหน่งให้คนดูเป็นเหมือนกับบุคคลที่ 3 ที่คอยเดินไปตามทางพร้อมกับตัวละครเอกของเรื่องอย่าง ‘ยุนจงอู’ ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความยากลำบากของฐานะทางบ้าน ที่ต้องคอยดูแลแม่ผู้ที่เลี้ยงเขามาด้วยตัวคนเดียว

แล้วไหนจะพี่ชายสุดห่วยที่ไม่เคยจะช่วยเหลือครอบครัวได้เลย ความรู้สึกของจงอูที่อยากจะถีบตัวเองขึ้นมาด้วยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวง ความเหนื่อยยากของการตามหาที่พักดี ๆ แม้ว่าจะมีเงินติดตัวอยู่ไม่มาก จนสุดท้ายความยากลำบากของชีวิตจงอูที่เราเห็นมาตลอดในช่วงแรกของเรื่อง ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมจงอูถึงเลือก ‘หอพัก’ เอเดนเป็นที่ซุกหัวนอน ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงต้นเรื่องที่ผู้กำกับพยายามจะทำให้เราเห็นภาพของ ‘ทางเลือกที่ไม่มีทางเลือก’ ของจงอูนั้น ถือว่าต่อยอดมาจากการ์ตูนได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

สุดท้ายแล้วเรื่องราวที่ถูกเรียงร้อยมาอย่างดีตั้งแต่ต้นจนจบ ถูกเล่าด้วยอารมณ์และการกระทำของตัวละครที่เหนือความคาดหมายจนทวีความพีคขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับฉากโหดเลือดสาดที่แม้ว่าจะไม่ได้แหวะอะไรมาก แต่ทั้งหมดนั้นมันก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกตัวละครลากไปลงนรกด้วยกัน เจ็บปวดไปพร้อม ๆ กัน และเติบโตไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง… จนแทบไม่ต้องถามเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้แตะมาตรฐานซีรีส์เกาหลีมั้ย เพราะ ‘Stranger From Hell นรกคือคนอื่น’ เป็นมาตรฐานใหม่ของวงการซีรีส์เกาหลีไปแล้วเรียบร้อย

สรุป

ซีรีส์เกาหลีที่มีจุดขายที่ความหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด และก็ทำได้ดีแบบตรงเป้าทั้งเรื่องตั้งแต่แรกจนตอนจบ แต่เรื่องไม่ได้ออกแนวสืบสวนไล่ล่าฆาตกรอะไรมากนัก เน้นไปที่ความเปลี่ยนแปลงของตัวเอกของเรื่องในมุมผลกระทบจากความกดดันของสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องพบเจอเช้าจรดเย็นตลอดเวลาอย่างหนักหน่วง ซึ่งหนังก็ทำให้คนดูอึดอัดตามได้ดีมากเช่นกัน แต่ส่วนที่ด้อยคือความไม่สมเหตุผลหลายจุดในเรื่อง ยิ่งตอนจบสุดท้ายกลายเป็นเกือบพังได้เลยเหมือนกัน

Project Power

ดูหนังออนไลน์

รีวิว Project Power - พลังลับพลังฮีโร่

ตัวหนังเป็นการผสมผสานระหว่างหนังแอ็กชั่นแนวตำรวจตามล่ายาเสพติด กับเรื่องแนวพลังพิเศษ ซุปเปอร์ฮีโร่ ที่นำเสนอในแบบ “กึ่งสมจริง” ได้อย่างน่าสนใจและถือว่าลงตัวไม่น้อย จัดว่าเป็นมิติใหม่ของหนังแนวพลังพิเศษและซุปเปอร์ฮีโร่อีกรูปแบบเลยก็ว่าได้ รีวิว Project Power

เรื่องย่อ

มียาชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงให้มนุษย์ธรรมดา สามารถมีพลังพิเศษได้ มันจึงกลายเป็นเหมือนสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง และแน่นอน มันมีผลเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น Robin เด็กสาวที่เป็นนักหน้าค้ายาตามท้องถนน ต้องมาพบกับ Art อดีตผู้พันผู้พยายามตามหาลูกสาวที่ถูกจับตัวไป พร้อมกับ Frank นายตำรวจผู้แอบใช้ยา เพื่อใช้ประโยชน์ในการสืบคดี ทั้งสามคนต้องมาเกี่ยวพันกับเบื้องหลังของยาพลังพิเศษนี้ พร้อมหยุดยั้งไม่ให้ยาพิเศษนี้ สร้างอันตรายกับผู้คน


ถ้าอยากจะมีพลังพิเศษสักอย่างหนึ่ง คุณอยากจะมีพลังอะไร? คำถามนี้มันอาจจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนไม่เป็นจริงและชวนฝันสำหรับใครหลาย ๆ คน หนังซุปเปอร์ฮีโร่จึงกลายเป็นสิ่งที่ตอบสนองถึงความฝันของคนที่อยากจะมีพลังพิเศษนั้น และถ้าหากมีพลังพิเศษให้คุณได้ใช้สมหวัง แต่มีเวลาจำกัดเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น คุณจะเอาหรือไม่? และนี่คือหนังที่จะบอกคำตอบกับคุณได้

2 ผู้กำกับจากหนัง Paranormal Activity ภาค 3 และ 4 อย่าง เฮนรี จูสต์ และ เอเรียล สคุลแมน ได้โอกาสจากเน็ตฟลิกซ์ทำหนังแนวซูเปอร์ฮีโรในแบบฉบับของตัวเอง โดยได้ แมตสัน ทอมลิน ที่กำลังมีผลงานเขียนบทร่วมกับผู้กำกับ แมตต์ รีฟส์ ในหนังรีบูท The Batman มารับหน้าที่เขียนบท ว่ากันตามนี้เราน่าจะได้ดูหนังออนไลน์ที่ได้พลังความสดจากทีมเบื้องหลังที่ถือว่าเป็นรุ่นใหม่ การรับโจทย์ตีความหนังซูเปอร์ฮีโรในแบบ X-Men (หรือจะพูดว่า The Inhumans ก็ได้) ที่ได้พลังจากยาแบบชั่วคราวจนกลายเป็นการเสพติดพลัง ก็น่าจะได้เห็นทรวดทรงใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึงอยู่บ้าง

หนังที่เสียดสีประเด็นสังคม?

ถือเป็นความน่าสนใจของการผสมแนวหนังสองแบบสองสไตล์มาใส่ไว้ในเรื่องเดียวกัน นั่นคือแนวหนังซุปเปอร์ฮีโร่เหนือความจริง และแนวแอ็คชั่นตำรวจไล่ล่าผู้ร้ายที่เห็นได้ในชีวิตจริง มันเลยทำให้เนื้อหานั้นไม่ดูแฟนตาซีจ๋าเกินไป และไม่สมจริงเกินเหตุ เรียกว่ากึ่งสมจริงก็ถือว่าไม่ผิดเท่าไหร่ และสิ่งที่แทบไม่น่าเชื่ออย่างหนึ่งคือ หนังเรื่องนี้กำกับโดย Henry Joost และ Ariel Schulman ผู้ที่เคยกำกับหนังภาคต่อขนหัวลุกอย่าง Paranormal Activity 3-4  ที่เปลี่ยนแนวมากำกับหนังสไตล์แอ็คชั่นแบบนี้ได้

ถือว่าเป็นการทำผลงานที่ค่อนข้างน่าพอใจ บวกกับการนำเสนอของหนังเรื่องนี้ มันมีความเสียดสีสังคมหลากหลายประเด็นให้ขบคิดอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็น ชนชั้นการดิ้นรนของคนยากจนผ่านตัวละครอย่าง Robin หรือนายตำรวจผู้พยายามแหกกฏเกณฑ์บางอย่างเพื่อความยุติธรรมผ่าน Frank รวมไปถึงประเด็นของการถูกเอารัดเอาเปรียบจากองค์กรใหญ่ ๆ ที่ผ่านตัวละครอย่าง Art มันเลยทำให้สามารถเข้าถึงเนื้อเรื่องนี้ได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก

การดำเนินเรื่อง

ทว่าในแง่เรื่องราวมวลรวม หนังเล่นท่าพื้นฐานมากพอสมควร มากเสียจนเนื้อหาอาจไม่ใช่จุดเด่นที่ดึงดูดให้เราอยากติดตามเรื่องราว เพราะนับแต่เปิดเรื่องก็แทบเฉลยทันควันว่าพลังเหนือมนุษย์ทั้งหลายแหล่ต่อไปนี้เกิดจากยาลึกลับที่เรือนาม เจเนซิส นำมาปล่อยให้แก๊งค้ายาในเมืองนิวออร์ลีนไปทดลองแบบฟรี ๆ และเพียงครึ่งทางของหนังก็เฉลยถึงเหตุจูงใจของเหล่าตัวร้ายที่อยู่เบื้องหลังเสียแล้ว เรียกว่าทำลายมู้ดแบบหนังสืบสวนแนวตำรวจปราบแก๊งค้ายาที่วางไว้ดิบดีไปง่าย ๆ แถมเหตุผลที่ว่าก็ไม่ได้เกินคาดแปลกประหลาดใจแต่อย่างใด

ทั้งที่ภารกิจของเหล่าตัวเอกในฐานะตัวแทนสายตาผู้ชมไม่ว่าจะเป็น โรบิน เด็กสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์แต่ฐานะทางบ้านปิดบังโอกาสเลยจำต้องมาแจกจ่ายยาพาวเวอร์จากญาติของตัวเอง และบังเอิญต้องมาพัวพันกับ อาร์ต อดีตทหารที่ออกตามหาลูกสาวซึ่งถูกลักพาตัวไป จนตามรอยมาถึงแก๊งค้ายาที่ญาติของโรบินเป็นสายส่ง

และสุดท้าย แฟรงก์ ตำรวจสายขบถแห่งนิวออร์ลีนที่เชื่อว่าการปราบอาชญากรที่มีพลังพิเศษต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ ทำให้เขาเข้ามาใกล้ชิดกับโรบินในที่สุด เส้นเรื่องใหญ่จึงเป็นการที่อาร์ตออกตามสืบหาลูกสาวโดยมีโรบินและแฟรงก์ติดร่างแหเข้ามาจนกลายเป็นทีมเฉพาะกิจที่ต้องปะทะกับเหล่าผู้มีพลังพิเศษ ขยายวงไปถึงองค์กรข้ามชาติที่ทำการทดลองยาพาวเวอร์ ไม่มีอะไรซับซ้อนไปจากนี้

ถึงเรื่องราวจะเกิดขึ้น และจบไปแบบไม่มีอะไรใหม่ให้น่าสงสัยติดตามภาคต่อ (ถ้ามี) แต่สิ่งที่ 2 ผู้กำกับจากหนังผีกล้องวงจรปิดได้ปล่อยของไว้ กลับคือ งานอาร์ตและซีจีที่ตื่นตาเกินมาตรฐานหนังเน็ตฟลิกซ์ทั่วไป มีความสดใหม่ด้านภาพที่ทรงพลัง ฉากที่อาร์ตต้องปะทะกับมนุษย์เพลิงตอนต้นเรื่องจัดว่าตื่นตาตรึงใจได้ไม่น้อยทีเดียว การรอคอยดูพลังของแต่ละตัวละครกลายเป็นความน่าติดตามมาก ๆ ว่าคนนั้นจะมีพลังแบบไหน และแสดงออกพลังด้วยซีจีอย่างไร ซึ่งก็มีทั้งตัวที่เจ๋งมาก ๆ อย่างมนุษย์เพลิง มนุษย์น้ำแข็ง มนุษย์ยักษ์ แล้วก็ที่ดูธรรมดา ๆ อย่างมนุษย์กายเหล็ก หรือแค่มีพลังกายเพิ่มเท่านั้น

ตัวละคร

อาร์ท (แสดงโดย เจมี่ ฟ็อกซ์) อดีตผู้พันในกองทัพสหรัฐ ที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งค้าปล่อยยา ซุปเปอร์พาวเวอร์ แต่ที่จริงแล้วลูกสาวของเขาคือ เทรซีย์ ซึ่งเป็นคนที่มีพลังพิเศษได้ถูกจับตัวไปเพื่อเอาเลือดของเธอมาใช้ในการทดลองในการผลิตยาที่ใช้ในการปลุกพลังพิเศษ เขาจึงต้องบุกตะลุยไปทั่วเพื่อตามหาว่าใครเป็นต้นตอในการผลิตยา เพื่อเป้าหมายที่จะพาตัวลูกสาวกลับคืนมาให้ได้

แฟรงค์ (แสดงโดย โจเซฟ กอร์ดอน เลวิทท์) นายตำรวจนอกเครื่องแบบของนิวออร์ลีน เขามีความมุ่งมั่นที่จะจับผู้ร้ายที่เสพยาพาวเวอร์ และใช้แอบใช้ยานั้นเป็นบางครั้งด้วยเพื่อจับผู้ร้าย พลังของเขาคือร่างหนังเหนียวที่กระสุนยิงไม่เข้า แฟรงค์ยังติดต่อและขอซื้อยาจากโรบินเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้วย

โรบิน (แสดงโดย โดมินิก ฟิชแบ็ก) สาวน้อยผิวสีฐานะยากจน ที่มีความฝันจะเป็นนักร้องแร็ปเปอร์ เนื่องจากต้องการหาเงินมากๆเพื่อรักษาแม่ที่ป่วยเป็นเบาหวาน เธอจึงรับยาพาวเวอร์มาขายตามท้องถนน แต่อีกด้านเธอยังร่วมมือกับแฟร้งค์ในการขายยาให้เขาไปใช้ แล้วต่อมาเธอยังร่วมมือกับอาร์ทเพื่อช่วยเขาตามหาลูกสาวด้วย

ในแง่การนำเสนอ

ในขณะที่รายละเอียดของพลัง ก็มีความสดใหม่ในการนำเสนอ เช่น การใช้ยาที่มีเวลาจำกัดในการออกฤทธิ์ไม่กี่นาที ทำให้ต้องวางแผนการใช้ หรือการใช้เกินขนาดร่างกายรับไม่ไหวก็ตายได้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะรับพลังได้ตั้งแต่เม็ดแรก บางรายตัวระเบิดไปเลยก็มี อย่างไรก็ตามคำอธิบายที่มาของพลังก็ยังเป็นรูโหว่เล็ก ๆ เมื่ออาร์ตเฉลยว่าพลังจากยานี้มีที่มาจากพลังของพวกสัตว์ ซึ่งยากจะหาคำอธิบายว่ามนุษย์เพลิงกับมนุษย์น้ำแข็ง ไปเอาพลังจากสัตว์ประเภทไหนมา แต่ก็ไม่ได้เป็นจุดอ่อนร้ายแรงนัก (แต่ร้ายแรงแน่ถ้าจะมีภาคต่อแล้วยังยึดคำอธิบายนี้)

ด้านฉากแอ็กชั่น

ด้วยความที่มันเป็นหนังแอ็คชั่นลูกผสม ซึ่งเว็บดูหนังจะเน้นหนักในการนำเสนอเนื้อหาที่ดูเป็นจริง ทำให้เรื่องของพลังพิเศษที่เป็นเหมือนไฮไลท์สำคัญของหนังดูมีการนำเสนอที่น้อยไปกว่าที่ควรจะเป็น  และขอชื่นชมกับการพากย์ไทยของหนังเรื่องนี้ที่ทำออกมาได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะการแร็ปที่แปลเป็นภาษาไทยออกมาได้ค่อนข้างดี แถมแร็ปไหลลื่น คล้องจองมีสัมผัส แต่ในบางฉากของเรื่องยังมีเสียงจากต้นฉบับหลุด ๆ ออกมาบ้าง ทำให้สะดุดในการชมเล็กน้อย แต่โดยรวมถือว่ารับได้และทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ในหลาย ๆ องค์ประกอบ

ส่วนเรื่องของยาที่เป็นแหล่งพลังพิเศษ ตัวเรื่องนำเสนอว่า ยาพาวเวอร์ที่คนเสพเข้าไป จะได้รับพลังพิเศษที่พัฒนามาจากสัตว์ก็จริง แต่ก็มีข้อเสียรุนแรงที่สุดคือ คนใช้ยาไม่มีทางรู้เลยว่า จะได้พลังพิเศษแบบไหนมาใช้ แถมเวลาในการใช้ก็มีระยะเวลาจำกัด นอกจากนี้ข้อเสียร้ายแรงที่สุดคือ ยาอาจจะส่งผลกระทบทำให้คนใช้ร่างระเบิดตายไปเลยก็มี

รีวิว Project Power

นอกจากนี้ในแง่พลังพิเศษ ยังมีการล้อเลียนเรื่องพลังที่ได้มาจากสัตว์ให้เป็นความรู้ที่น่าสนใจ บางพลังไม่มาจากสัตว์ที่ไม่น่าเชื่อด้วยซ้ำ ตรงนี้สามารถต่อยอดได้อีกเยอะถ้ามีการทำภาคต่อในอนาคต

ข้อด้อย

ข้อด้อยของหนังก็มีอยู่เช่น การกำกับภาพในฉากแอ็กชั่นบางตอน ดูเหมือนพยายามทดลองอะไรใหม่ๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูว้าวมากมายนัก และเอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้มีฉากแอ็กชั่นที่น่าจดจำอะไรนัก ทั้งๆที่เป็นหนังเน้นแอ็กชั่น รวมถึงฉากต่างๆในเรื่องที่ไม่ได้ชวนให้ลุ้นอะไรเท่าไหร่นัก

ความน่าดู

สิ่งที่จูงใจให้หนังน่าดูอีกอย่าง คือการมาโชว์ฝีมือของ เจมี ฟ็อกซ์ ในบท อาร์ต ที่อาจไม่ใช่งานยากของฟ็อกซ์นักเพราะตัวละครมีเป้าหมายเดียวคือห่วงและตามหาลูกสาว มีความขัดแย้งในตัวแค่ว่าไม่ใช่คนเลวแต่ต้องใช้วิธีการที่รุนแรงในบางครั้งเพื่อสืบหาคนที่ลักพาตัว ในขณะที่ดาราอีกคนอย่าง โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ก็สวมบท แฟรงก์ ตำรวจนอกคอกที่รักเมืองเกิดจนยอมขายวิญญาณให้พลังได้แบบไม่ยากเย็นเช่นกัน

โจทย์หนักน่าจะมาอยู่ที่ดาราหน้าใหม่อย่าง โดมินิก ฟิชแบ็ก ดาราสาวสายทีวีซีรีส์ที่ได้บทนำจากการโชว์ฝีมือในหนังโรงสายเวทีประกวดเพียงเรื่องเดียว แล้วต้องมาปะทะกับดาราเบอร์ใหญ่ทันที โดยตัวละคร โรบิน ของเธอเป็นตัวแทนผู้ชมให้เข้าไปสู่โลกของหนังอย่างแท้จริง ซึ่งพูดกันตามตรงว่าด้านเซ็กซ์แอปพีลของเธอนั้นไม่ได้เป็นจุดแข็ง

แต่การสื่อภาวะของวัยรุ่นที่สับสนในชีวิตตัวเองไม่พอแล้วบังเอิญต้องมาเจอปัญหาใหญ่ที่ผู้ใหญ่ยังรับมือลำบาก ก็ถือว่าแสดงได้ผ่านมาตรฐาน พอพยุงหนังไปได้ ซึ่งก็น่าเสียดายถ้าบทหนังเปิดโอกาสให้เหล่าตัวละครนำมีมุมที่ลึกและน่าสนใจแตกต่างจากตัวละครสูตรที่ใช้กันบ่อยแล้วอย่างนี้ หนังน่าจะมีจุดแข็งหลักในการนำเสนอภาคต่อได้

โดยรวม

ก่อนอื่นต้องชมว่า “ตัวหนังมีไอเดียที่ดี” โดยตัวเรื่องเป็นการผสมผสานระหว่างหนังแนวแฟนตาซีพลังพิเศษแบบซุปเปอร์ฮีโร่ ให้เข้ากับโทนหนังสไตล์ตำรวจจับพ่อค้ายาในแบบสมจริงและดูน่าเชื่อถือเอามากๆ ตัวหนังยังสะท้อนภาพของสังคมด้านมืดในนิวออร์ลีน ชุมชนคนดำ ที่ทำได้ดี รวมถึงจิกกัดสังคมปัจจุบันได้ด้วย

ตัวหนังดำเนินเรื่องในแบบ “ตามสูตรสำเร็จ” ของหนังแอ็กชั่นทั่วไป โดยเอาองค์ประกอบของหนังแนวคู่หูต่างขั้ว ต่างสีผิว กับหนังแนว ซามูไรพ่อลูกอ่อน เข้ามาใช้ แม้การเดินเรื่องจะเดาทางได้ง่ายมาก แต่จังหวะของหนังแทบไม่มีช่วงน่าเบื่อเท่าไรนัก

ตัวละครในเรื่องเองก็ชวนให้เอาใจช่วย น่าติดตามดูพัฒนาการ โดยเฉพาะการใส่ตัวละครสาววัยรุ่นผิวสีอย่าง โรบิน ที่นำแสดงโดย โดมินิก ฟิชแบ็ก นักแสดงหน้าใหม่ที่มีผลงานมาก่อนหน้านี้บ้าง ก็ถือว่าแสดงได้ดี แม้จะไม่ใช่คนผิวสีที่สวยน่ารักอะไรก็ตาม แต่เหมือนเป็นความจงใจของทีมสร้างหนังเองที่ “ไม่ต้องการนางเอกสาวสวย” ตามขนบหนังแอ็กชั่นทั่วไป แต่เป็นวัยรุ่นที่เราสามารถพบเห็นได้ในชิตประจำวัน ซึ่งก็เข้าทางแนวเรื่องแบบ Self Insert ที่ให้คนดูวัยรุ่นสามารถแทนตัวเองเข้าไปในตัวละครได้ เรียกว่าเป็นการใส่ประเด็นเรื่อง Coming of Age ในหนังแอ็กชั่นสไตล์ผู้ใหญ่ได้ไม่เลว

สรุป

นี่เป็นหนังเน็ตฟลิกซ์สายซูเปอร์ฮีโรที่ผิวหน้าวูบวาบตื่นตาทั้งงานภาพ งานอาร์ต และซีจี มีรายละเอียดเกี่ยวกับพลังที่คิดว่าต่อยอดพัฒนาให้สนุกได้มากกว่านี้ มีดาราที่เห็นก็คุ้นหน้าทำให้อยากดูเป็นแม่เหล็กได้ แต่กระนั้นถึงภายนอกจะตื่นตาเพียงใด แต่ภายในก็ยังไม่ตราตรึงใจนัก ด้วยบทที่ยังหาจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองไม่เจอ