วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563

Ragnarok

ดูหนังออนไลน์

รีวิว Ragnarok - มหาศึกชี้ชะตา

มหาศึกชี้ชะตา Original Series ของ Netflix จากประเทศ Norway หากคุณผู้อ่านชื่นชอบหนังเรื่อง Thor Ragnarok ของค่าย Marvel แล้วติดใจเกี่ยวกับเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าทวยเทพ คุณผู้อ่านต้องรักซีรีส์ Norwegian เรื่องนี้แน่นอน กำกับโดย  Adam Price  รีวิว Ragnarok

เรื่องย่อ

เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งย้ายกลับมาอยู่ถิ่นเดิมเมือง Edda ประกอบด้วย มังเน รับบทโดย David Stakston (พี่ชาย ), ลัวร์ทิส รับบทโดย Jonas Strand Gravli (น้องชาย) และทูริด รับบทโดย Henriette Steenstrup (แม่) แต่เมื่อลูกชายทั้งสองอยู่ในโรงเรียนใหม่ได้สักพักเรื่องราวปริศนาและความน่าสงสัยหลาย ๆ อย่างจึงเกิดขึ้น ทั้งสภาพแวดล้อมภายในเมืองเสื่อมโทรม น้ำแข็งเริ่มละลาย หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณของวันสิ้นโลกตามตำนาน Ragnarok


หากคุณเป็นคนชอบดูซีรี่ส์ที่มีพลังพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้องและคุณชื่นชอบตำนานเทพเจ้าต่างๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ซีรี่ส์เรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย มันเป็นซีรี่ส์วัยรุ่นที่เล่าเรื่องพลังพิเศษที่พลังเหล่านั้นเป็นพลังของเทพเจ้า ถึงแม้ว่าซีรี่ส์เรื่องนี้จะเล่าอย่างช้าๆ ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ

แต่เรื่องราวของซีรี่ส์มันกับค่อยๆเข้มข้นขึ้นเรื่องๆในทุกตอน มันทำให้คนดูรู้สึกว่าไม่สามารถหยุดได้ และด้วยความที่ซีรี่ส์เรื่องนี้มันมีอยู่แค่ 6 ตอนเท่านั้น หลังจากดูจบครบหมดแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็ต้องถามหาซีซั่น 2 กันอย่างแน่นอน

เนื้อเรื่อง

มังเน และน้องชาย ลัวร์ทิส และคุณแม่ของเขา ทูริด ได้ย้ายเข้ามาอาศัยที่เมืองบ้านเกิดที่ชื่อว่า Edda เพราะแม่ของเขาได้ทำงานเป็นพนักงานบัญชีให้กับบริษัทอุตสาหกรรมที่ชื่อว่า โยธุล (Jutul) ในขณะกำลังเข้าเมือง มังเนได้เข้าไปช่วยเหลือชายแก่ตาบอดคนหนึ่ง หญิงชราพนักงานร้านขายของเห็นความมีน้ำใจของเขาเลยอวยพรให้กับเด็กหนุ่มคนนี้ ปรากฏแสงในตาของมังเนสว่างวาบขึ้นมา และดูเหมือนว่าเขาได้รับพลังบางอย่างเข้ามาในตัว

เด็กทั้งสอง มังเนและกับลัวร์ทิส ได้ย้ายเข้าโรงเรียนในเมืองและเรียนในชั้นเดียวกัน คนน้องลัวร์ทิสเรียนข้ามชั้นเพราะหัวดี ส่วนพี่ชายมังเน เป็นเด็กสมาธิสั้น และมีปัญหาด้านการอ่าน เลยทำให้ต้องเรียนชั้นเดียวกันกับคนน้อง มังเนได้พบเพื่อนใหม่ที่ชื่อว่า อิโซเด เด็กสาวที่ใส่ใจในการรณรงค์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และคอยทำวีดีโอบน Youtube เพื่อเผยแพร่ให้คนหันมาสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยเธอห่วงมากเกี่ยวกับเรื่องน้ำแข็งในเมืองละลาย เป็นเพราะสภาวะโลกร้อน

ครอบครัวโยธุลเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม และมีอิทธิพลภายในเมืองแห่งนี้ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำให้สภาพแวดล้อมของเมืองแย่ลงเพราะโรงงาน วิดาร์ เจ้าของโรงงานได้บังเอิญพบกับเพื่อเก่า ทูริด และลูกชายของเธอ มังเน ดูเหมือนว่าพลังบางอย่างในตัวของมังเนเตือนเขาว่า ชายคนนี้ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของโรงงานธรรมดาๆ และดูเหมือนว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ภายในเมือง จะมาจากตัวเขาหรือไม่

การดำเนินเรื่อง

โดยเรื่องราวจะดำเนินเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน การปรับตัวเข้าสังคมของเด็กสมาธิสั้นอย่าง มังเน ที่เป็นตัวละครหลัก และยังดึงสภาวะโลกร้อน Climate Change เข้ามาเป็นแกนหลักของเรื่องโดยตีความให้มันเป็นเหมือนกับ “วันสิ้นโลก” ทำให้เราอยากรู้ว่า พลังของเทพเจ้าที่มังเนได้มา เขาจะใช้มันไปเพื่ออะไร และสู้กับใครกันล่ะ?

ในตอนแรกของซีรีส์ก็จะค่อยๆ ปูพื้นฐานว่า ใครเป็นใครกันบ้าง ทำให้มีช่วงที่ดำเนิ่นเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นในรั้วโรงเรียนที่ดูแล้วก็ ว้าว หรือดีอะไรมาก แต่พอดูหนังออนไลน์ตัดมาที่พาร์ทในการรับรู้ถึงพลังในตัวของมังเนที่กำลังตื่นขึ้น และจุดหักมุมในตอนที่ 1 ต้องขอบอกเลยว่าทำให้นึกถึงซีรีส์แนวฮีโร่ที่คล้ายๆกันอย่าง Smallvile ขึ้นมาทันที

เรื่องนี้แม้ว่ามันจะออกแนวๆ ซุปเปอร์ฮีโร่ ที่อิงตามตำนานเทพเจ้านอร์ส สู้สงครามแร็กนาร็อคกับพวกยักษ์ แต่มันก็ไม่ได้มีฉากต่อสู้ หรือแสดงพลังเยอะขนาดนั้น มันจะแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ที่ได้พลังมา และดูว่าเขาจะจัดการกับเรื่องราวรอบๆตัว และพลังที่เขาได้มายังไงบ้าง ซึ่งมันก็สนุกสำหรับคนที่ชอบแนวนี้ ถ้าใครที่หวังฉากต่อสู้แบบฮีโร่ หรือโชว์พลังเทพ ถ้าคุณเห็นในตัวอย่างซีรีส์แล้ว มันก็ไม่ได้มีมากกว่านั้นเท่าไหร่หรอก แต่การแสดงพลังแต่ละครั้งนั่นก็ทำให้เนื้อเรื่องน่ายิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก

ในพาร์ทของการใช้ชีวิตในโรงเรียนของเด็กสมาธิสั้น ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหา มันทำให้เราพบว่าบ้านเขามันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในการที่ต้องเข้าพบกับจิตแพทย์ ทำให้หลายๆ อย่างในเรื่องดูน่าสนใจขึ้น เช่นการจัดการกับอารมณ์ หรือแม้กระทั่งมีเรื่องราวความรัก ระหว่างเพื่อน การความรักวัยรุ่นแบบ Poppy Love เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มีเรื่องการเมือง

การเมืองในท้องถิ่นดุเดือดมาก ซีรีส์สื่อผ่านตัวละครทวยเทพประสานกับเหตุการณ์ปัจจุบันอันทันสมัย เช่น เรื่องผลประโยชน์ของโรงงานอุตสาหกรรมหรือนายทุนที่เอาเปรียบประชาชนในเมือง Edda  ธุรกิจทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายทุน คุณผู้อ่านคงคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับระบบการค้าเสรีที่เมื่อเวลาผ่านไปจะมีนายทุนบางเจ้าสามารถผูกขาดสินค้าหรือบริการได้

แต่ระบบการค้าเสรีก็มีผลดีทำให้มีอิสระสามารถลงทุนและทำงานตามต้องการได้  เรื่องราวภายในซีรีส์นายทุนสามารถก้าวขึ้นมาอยู่เหนือความยุติธรรมได้ นั่นคือโรงงานอุตสาหกรรมของตระกูล โยธุล เหล่าประชาชนและกฎหมายจะสามารถทวงคืนความยุติธรรมได้หรือไม่ต้องติดตามต่อในซีรีส์นะครับ

เรื่องของธรรมชาติ

ธรรมชาติที่ถูกทำลาย ซีรีส์สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น จะมีโรงงานบางส่วนทำตามกฎหมายและบางส่วนฝ่าฝืนเป็นที่มาสร้างความเสียหายให้แก่ธรรมชาติ เริ่มจากแม่น้ำลุกลามไปต้นไม้ ภูเขา และทำลายชั้นบรรยากาศ

แต่ไม่มีประชาชนคนใดสามารถต่อกรกับนายทุนได้เพราะมีผลประโยชน์และตำรวจทำงานหละหลวม จึงต้องให้เทพลุกขึ้นมาสู้นั่นเอง ซึ่งซีรีส์สามารถใช้สัญญะผ่านนายทุนกับความยุติธรรมด้วยตำนานสงคราม Ragnarok นั้นเอง

ความลับต่างๆและพลัง

ความลับเยอะ ขออนุญาตเดาล่วงหน้านะครับเนื่องจากตัวละครยังไม่ได้รับการเฉลยแน่ชัด แม้กระทั่งตัวหลักของเรื่องอย่าง มังเน ผมเดาว่าซีซั่นสองก็จะยังคงไม่เฉลยหมดเช่นเคย แอบขำเล็กน้อยกับความตื่นต้นของตัวเองและผมต้องรอซีซั่นสามต่อไปอีก การตายของตัวละครก็น่าสงสัยว่าจริงหรือไม่ ทวยเทพที่แฝงตัวในเหล่ามนุษย์ต้องมาเพิ่มแน่นอนเพราะฝั่งยักษ์พลังเกินเบอร์มาก พระเอกตอนนี้ไม่สามารถชนะได้แน่นอน

หลายๆ ปม ภายในเรื่อง หรือตัวละครที่มีพลังพิเศษดูเหมือนทางซีรีส์ยังจะกั๊กๆ ไว้ ไม่เฉลยมากเท่าไหร่ ซึ่งมีหลายเรื่องที่เว็บดูหนังอยากพูดถึง แต่นั่นก็จะเป็นการสปอยส์เนื้อเรื่องไป ถ้าในซีรีส์เสนอเรื่องราวที่มันโยงเข้ากับตำนานเทพเจ้าและเฉลยให้คนดูมากกว่านี้จะทำให้คนดูเข้าใจและอินไปกับมันได้มากขึ้นแน่นอน

พลังยังไม่รุนแรงและไม่อลังการมากพอ ประเด็นนี้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าระดับพลังจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ในแต่ละซีซั่น เพราะนี้เป็นเพียงซีซั่นแรกกำลังเล่าที่มาของตัวละครและผูกปมเพื่อรอการคลี่คลายในอนาคต จบได้ติดค้างมากใจจะขาดฉายอีกครั้งต้องตั้งตารอถึงปีหน้ากันเลยเทียว

มิตรภาพและศัตรู

ก็อย่างที่บอกว่าซีรี่ส์เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นดังนั้นเราก็จะได้เห็นการเติบโตของตัวละครแต่ละคนทีละเล็กละน้อย โดยการเปลี่ยนแปลงต่างๆซีรี่ส์จะค่อยๆใส่เข้ามาและเมื่อมันถึงจุดนึงมันจะทำให้เรารู้ได้เลยว่าตัวละครที่เราเชียร์อยู่นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากการเติบโตแล้วเรื่องเพื่อนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ซีรี่ส์เรื่องนี้ทำออกมาได้ดี ถึงแม้ว่าชื่อเรื่องมันจะดูเหมือนหนังสงครามแต่ในซีซั่นนี้ฉากต่อสู้น้อยๆมากๆ ดังนั้นถ้าหากคุณจะมาดูฉากบู้มันๆอาจจะผิดหวังได้

รีวิว Ragnarok

สิ่งที่รู้สุกขัดใจ

สิ่งที่รู้สึกขัดใจ และไม่ชินสำหรับคนดูก็คือเรื่องของภาษา ที่ใช้ภาษานอร์เวย์ ซึ่งบางคำก็ออกเสียงค้ลายภาษาอังกฤษ ทำให้บางคนที่ดูซีรีส์มาเยอะๆ อาจจะไม่ชิน และตัวเอกของเรื่อง มังเน หน้าตาไม่ค่อยดึงดูดหรือมีเสน่ห์เท่าที่ควร (มองบางมุมหน้าเขาคล้ายๆ ด้งเด้ง พระเอกเรื่องไทบ้าน แต่เป็นเวอร์ชั่นฝรั่งอยู่เหมือนกัน)

บทที่น่าสนใจอย่าง บทของน้องชาย ลัวร์ริต ที่นิสัยขี้แกล้ง เอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งน้อยชายของธอร์ ตามตำนานนอร์ส์ ก็คือ โลกิ ซึ่งอาจจะมีการเอ่ยถึงในซีซั่นถัดไปมากขึ้นก็ได้ แต่น่าเสียดายไปหน่อย

คุณภาพของงานต่างๆ

สิ่งที่ดีงามในเรื่องนี้ก็คือ ภาพ และโลเคชั่นในการถ่ายทำที่เรียกได้ว่า สวยมากกก แม้ในเรื่องจะเป็นเมืองสมมติที่ชื่อ Edda แต่ชื่อเมืองจริงๆคือ Odda ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ล้อบรอบไปด้วยภูเขาสูง และมีแม่น้ำสายใหญ่เชื่อมไปยังทะเล ถ้าฉากไหนที่มีฉากธรรมชาติโผล่เข้ามา หรือฉากที่ทำให้เห็นสภาพบ้านเมืองของที่นั่นคือ สวยมากจริงๆ

โดยรวม

ส่วนตัวผมไม่ติดขัดอะไรเพราะเป็นซีซั่นเปิดถ้าเล่นหนักเกินไปผู้รับชมอย่างเราคงตามไม่ทัน เพราะหนึ่งตัวละครเยอะ สองชื่อตัวละครจำยาก สามประเด็นที่มาที่ไปของตัวละครมีทั้งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นจะคลี่คลายตั้งแต่ซีซั่นแรกคงไม่ได้ ส่วนเรื่องพลังนั้นคงต้องทำใจนะครับยังไม่สุด คาดว่าซีซั่นสองก็จะยังไม่สุดคงเน้นการรวมรวบทีม ความอลังการคงบังเกิดตอนซีซั่นสามเป็นต้นไป

สรุป

เป็นอีก 1 ซีรีส์ ที่เกินคาด คิดว่าจะแย่ แต่ไม่เลย องค์ประกอบหลายๆ อย่างกำลังลงตัวได้พอดิบพอดี แต่ดูเหมือนซีรีส์ยังจะกั๊กอะไรไว้อีกหลายอย่างเพื่อรอปล่อยในซีซั่นต่อไป ถ้าหากใครชอบตำนานของนอร์สที่ถูกนำมาเล่าในสมัยใหม่ ผสมผสานกับความ Coming of Age ในแบบวัยรุ่นบวกกับฮีโร่ หรือใครที่ชอบซีรีส์ Smallvile แล้วล่ะก็ คุณจะชอบเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเลย

ถ้าหากคุณชอบเกี่ยวกับตำนานของเทพเจ้านอร์ส สงครามแร็กนาร็อค เทพโลกิ โอดิน ธอร์ ผสมกับเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นแบบหนัง Twilight ขอบอกเลยว่านี่คงเป็นซีรีส์ที่คุณน่าจะชอบแน่ๆ โดยซีรีส์เรื่องนี้ได้ผสานตำนานความเชื่อเทพเจ้าเข้ากับยุคใหม่ที่เรียกได้ว่า น่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

Akira

หนังใหม่เต็มเรื่อง

รีวิว Akira - อาคิระ

หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อหรือไม่เคยเห็นอนิเมชั่นเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เนื่องด้วยความเก่าและชื่อชั้นที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่อนิเมชั่นเรื่องนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในบรรทัดฐานของอนิเมชั่นญี่ปุ่นยุคนี้ อนิเมชั่นเรื่องนี้สร้างขึ้นจากหนังสือการ์ตูนเรื่องเดียวกันโดย คัทซึฮิโระ โอโตโมะ ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นผู้กำกับ ฯ อนิเมชั่นชื่อเดียวกันนี้โดยอิงเนื้อเรื่องจากการ์ตูน อาคิระ ที่เขียนโดยตัวเขาเอง รีวิว Akira

เรื่องย่อ

เรื่องราวการผจญภัยในโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 แห่งนคร Neo-Tokyo เมื่อกลุ่มวัยรุ่นได้เจอกับเด็กปริศนาผู้มีพลังจิต ทำให้พวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่อนของเขาก็โดนจับไปทดลองกลายเป็นชนวนครั้งใหม่ที่อาจทำให้โลกสลายเป็นจุล


อาคิระ เป็นแอนิเมชันที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1988 และมีชื่อเรื่องไทยในตอนนั้นว่า อากิระ คนไม่ใช่คน ภาพยนตร์แอนิเมชันแนวไซเบอร์พังค์ที่ดัดแปลงมาจากต้นฉบับการ์ตูนมังงะ วาดโดยอาจารย์ คัตสึฮิโร โอโตโมะ ซึ่งในฉบับภาพยนตร์ก็ได้อาจารย์คัตสึฮิโรนี่แหละ มารับหน้าที่ผู้กำกับและคุมงานสร้างแอนิเมชันด้วยตัวเอง

ยอมรับแบบหน้าไม่อายเลยว่าแม้ตัวเองจะทำหน้าที่สอนภาพยนตร์ และพยายามดูหนังให้มากที่สุดมาตลอดเวลาเกือบ 35 ปีของชีวิตก็ตาม แต่ก็ยังมีหนังที่เล็ดลอด ตกสำรวจ และไม่อาจไปพูดคุยกับใครเขาได้อยู่หลายเรื่อง และ AKIRA ก็คือหนึ่งในแอนิเมะที่แม้ส่วนตัวจะอยากหามาชมแค่ไหน

แต่ก็มีเหตุให้ต้องคลาดเคลื่อนกันไปทุกที แต่ในเดือน กรกฎาคม ปี 2020 ระยะเวลาร่วม 1 เดือนหลังโรงภาพยนตร์หนังใหม่เต็มเรื่องเปิดทำการในที่สุด วิกฤติก็เปิดโอกาสให้งานคลาสสิกอย่าง AKIRA เข้าโรงฉายและนี่ก็คือจุดสิ้นสุดของข้ออ้างที่ไม่พิสูจน์ความยอดเยี่ยมของหนังอีกต่อไป

ซึ่งในขณะที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย การ์ตูนก็ยังไม่จบบริบูรณ์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการ์ตูนก็ว่าได้และอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ได้รับทุนจากบริษัทนายทุนญี่ปุ่นมากมายรวมกันถึงพันล้านเยน ซึ่งอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ยังสร้างปรากฎการณ์นอกจากเงินทุนที่สูงลิ่ว (ในยุคนั้น) ยังสร้างปรากฏการณ์ในการใช้ภาพวาดมือที่ละเอียดมากถึง 1.6 แสนเฟรม

นั่นคือแตกต่างจากอนิเมชั่นในยุคนั้น ที่รายละเอียดยิบย่อยในฉากจะไม่เปลี่ยนไป เช่น ฉากสนทนา ตัวละครจะขยับแค่ปากเท่านั้น แต่ในเรื่องนี้ ตัวละครจะขยับตัว ขยิบตา ขยับปาก ตามเสียงพากย์ ยังไม่รวมถึงเนื้อหา Cyberpunk และพล๊อตต่างๆที่เป็นต้นแบบให้หนังในยุคนี้หลายๆเรื่อง

เนื้อเรื่อง

โลกใน AKIRA คือกรุงนีโอโตเกียวหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่เต็มไปด้วยความเสื่อมทรามหลัก ๆ 3 ประการ ทั้งเสื่อมราษฎร์ คือเต็มไปด้วยอาชญากรรม วัยรุ่นจับกลุ่มตั้งแก๊งมอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง ตีรันฟันแทงสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว รวมถึงประชาชนต่างออกมาเรียกร้องเสรีภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า เสื่อมรัฐ คือรัฐบาลเต็มไปด้วยความฉ้อฉลทั้งนักการเมืองคอรัปชัน

และโครงการลับ ๆ ที่อาศัยช่องทางในการกินงบประมาณโดยไม่สนความถูกต้อง และสุดท้าย เสื่อมศีลธรรม เพราะอาชญากรรมทำให้เกิดท้้งการตีรันฟันแทง ผู้หญิงเสี่ยงถูกดักฉุดไปกระทำชำเรา ไปจนถึงลัทธิประหลาดที่บูชาปีศาจทำลายโลก และสุดท้ายคือบรรดาเด็กกำพร้าที่จะเติบโตกลายเป็นอนาคตที่สิ้นหวังต่อไป

สำหรับ คาเนดะ และ เท็ตสุโอะ ก็คือผลพวงจากความเสื่อมดังกล่าวจะต่างอยู่เพียงในขณะที่คาเนดะมีมาดของหัวโจกรักเพื่อนฝูงและคอยปกป้องเท็ตสุโอะ แต่เท็ตสุโอะเองต่างหากที่กลับอ่อนแอแต่อึดอัดทุกครั้งที่ฝ่ายแรกมาคอยทำตัวเป็นเหมือนฮีโร จนกระทั่งอุบัติเหตุครั้งสำคัญอุบัติขึ้นจนเป็นเหตุให้เท็ตสุโอะต้องถูกรัฐบาลจับตัวไปทดลอง

จนทำให้เขามีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ แต่ปัญหาสำคัญคือการที่คนอ่อนแอได้พลังประหนึ่งพระเจ้าและเกินควบคุม ความหวังจึงตกอยู่ที่คาเนดะที่จะต้องกลับมาปราบเท็ตสุโอะก่อนที่เมืองนีโอโตเกียวจะแตกสลายจนวาระสุดท้ายของมนุษย์มาถึง

ส่วนที่ชอบ

ส่วนที่ชอบคือ ด้านภาพอนิเมชั่น ที่เนียนไม่มีที่ติและดูดีมากในสมัยนั้นรวมถึงตอนนี้ เพราะงานภาพวาดมือกว่า 1.6 แสนเฟรมย่อมมีความประณีตที่ซ่อนอยู่ในฉากแต่ละฉาก นั่นรวมถึง ฉากที่มีควัน, รายละเอียดการพูดของตัวละคร, ฉากแอ็คชั่นต่างๆและฉากโหดรุนแรงที่แสนจะมากมายในเรื่อง ก็ทำให้อนิเมชั่นมีความเนียนมากพอสมควร

ส่วนต่อมาก็คือ ฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ที่มีน้อยแต่น่าจดจำมากในหลายๆฉาก นับตั้งแต่ ฉากนั่งมอไซต์ไล่ล่าตอนเปิดเรื่อง, ฉากที่โรงพยาบาลรวมถึงฉากต่อสู้หน้าสนามกีฬาก็ล้วนเป็นฉากแอ็คชั่นที่ทำได้สนุกและน่าตื่นตามาก ๆ ส่วนต่อมาคือ ทางด้านเนื้อเรื่องที่สอดแทรกประเด็นความเชื่อ ประเด็นทางการเมือง ประเด็นคอรัปชั่นผ่านความรุนแรงต่างๆที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง รวมถึงส่วนของตัวเอกที่ควบคุมพลังไม่ได้ก็กลายเป็นพล๊อตหลักของหนังไซไฟหลาย ๆ เรื่องในสมัยนี้ เช่น Looper, Chronicle และ Stranger Things

ข้อเสีย

พูด ๆ มาแต่จริง ๆ ก็มีข้อเสีย นั่นก็คือ การตัดสินใจทำ ทั้งๆที่การ์ตูนยังไม่จบดีหรือยังไม่มีข้อสรุปในแบบของหนังสือการ์ตูน มันก็คือการสรุปจบอีกแบบนึงของเรื่องนี้ แต่เท่าที่ดู ก็พบปัญหาหลักๆ นั้นคือ บางสิ่งในหนังนั้นดูรวบรัดไปมาก บางอย่างก็เล่าน้อยเกินไป ใส่เข้ามาแบบไม่มีการย้อนความ

โดยที่ผู้กำกับ (ซึ่งก็คือคนเขียนการ์ตูนเอง) อาจจะติดวิธีการเล่าแบบเดียวกันกับการ์ตูนที่ค่อยๆหยอดข้อมูลเข้ามาเลยเฉลยปมเอา ซึ่งถึงแม้หนังจะเฉลยปมให้ในตอนจบแต่ก็ดูเร่งรัดไปนิด นอกจากนั้น ความรุนแรงในเรื่องก็อาจทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ใช่อนิเมชั่นของทุกคนเท่าไหร่ แต่ด้วยเนื้อหา Cyberpunk เมืองพัฒนาแต่สังคมทรามก็ค่อนข้างอนุโลมไปด้วยกันได้

เนื้อหาที่หนักอึ้งพอสมควร

เชื่อว่าหากผมได้ดูตอนยังเด็กคงจะต้องกลายเป็นแอนิเมะที่ตัวเองไม่ชอบแน่ ๆ ด้วยเหตุที่เรื่องราวอันหนักอึ้งมาพร้อมงานภาพที่ไร้ความประนีประนอมจนอาจทำให้เกิดฝันร้ายหรืออาการระคายเคืองกระเพาะ

แต่ในเวลาที่ถูกต้องอย่างปัจจุบันสิ่งที่ค้นพบมีเพียงความน่าทึ่งในหลาย ๆ ส่วน นอกจากเรื่องการจัดงานโอลิมปิกที่ต้องเลื่อนเหมือนในเรื่องหนังออนไลน์แล้ว การเมืองในแอนิเมะเรื่องนี้กลับเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของอนาคตอย่างน่าขนลุก

ประเด็นอำนาจและประชาชน

โดยเฉพาะประเด็นอำนาจและพลังวิเศษที่เหมือน อาจารย์ คัตสึฮิโระ โอโตโมะ ผู้ประพันธ์ที่โดดมากำกับหนังเองได้ใช้เป็นกลไกในการเล่าเรื่อง โดยในความเสื่อมเราจะเห็นกลไกอำนาจในหลายส่วน และหลายระดับตั้งแต่ระดับล่างอย่างอำนาจในแต่ละเขตปกครองของเหล่าแก๊งมอเตอร์ไซค์

การรวมตัวกันเพื่ออำนาจต่อรองของประชาชนในการคัดค้านให้รัฐบาลยกเลิกการจัดโอลิมปิกแล้วนำเม็ดเงินมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปจนถึงระดับรัฐเองที่ใช้ทั้งทหาร ตำรวจมาต่อกรปะทะประชาชนเพื่อทำลายอำนาจของฝ่ายตรงข้าม

โดยมีเหตุการณ์หลักที่เป็นเหมือนกุญแจสำคัญของเรื่องคือการบ่มเพาะเหล่าเด็กพลังจิตด้วยการทดลองเพื่อหวังใช้เป็นอาวุธสำคัญในการครองอำนาจสูงสุดที่กำลังกลายเป็นจุดที่ตาชั่งเริ่มสั่นคลอน เพราะเป้าประสงค์ของโครงการ อากิระ คือการคุมอำนาจเหนือธรรมชาติมาเป็นทรัพยากรของรัฐและเป็นการเสริมฐานอำนาจของตน

รีวิว Akira

แต่ในเมื่อมนุษย์และพลังวิเศษเมื่อบวกกันแล้วก็ไม่อาจไม่ใช่อะไรที่จะควบคุมได้โดยง่าย และเหมือนความตั้งใจที่หนังผลักภาระของทั้งอสูรกายให้แก่ เท็ตสุโอะ และ ฮีโรนอกคอกให้แก่ คาเนดะ ให้เป็นภาพเปรียบเปรยของวัยรุ่นกับพลังและอนาคตที่จะกำหนดว่ามันจะมืดมนหรือสดใสกันแน่

และไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาวทั้งความรักและห่วงใยของคาเนดะและพลังทำลายล้างของเท็ตสุโอะ ก็คือเสียงของเยาวชนที่ดังไม่ถึงรัฐบาลให้มาช่วยพวกเขา ไม่ต้องไปพูดถึงประเด็นใหญ่อย่างปากท้องแค่การเติบโตมาให้ตัวเองไม่ถูกรังแกยังแทบจะมีความเป็นไปได้เป็นศูนย์

ดังนั้นอำนาจทำลายล้างของเท็ตสุโอะก็คือการส่งเสียงของผู้อ่อนแอในสังคมของรัฐบาลที่ไม่สนใจประชาชน ในขณะเดียวกันหัวใจบริสุทธิ์ของคาเนดะก็คืออีกเสียงของเยาวชนที่เลือกจะเห็นสังคมที่ดีกว่าและอนาคตที่ส่องสว่างมากกว่าความเสื่อมทรามที่กัดกินเมืองนีโอโตเกียวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

โดยรวม

แอนิเมชันเรื่องนี้จัดเป็นผลงานที่ให้คำจำกัดความว่า “เหนือกาลเวลา” ได้อย่างไม่เกินเลย กับงานแอนิเมชันคุณภาพสูงที่ผ่านกาลเวลามากว่า 32 ปี ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความตกยุคหรือล้าสมัยแต่อย่างใด กลับยิ่งทำให้รู้สึกทึ่งในความสร้างสรรค์ที่ในยุคนั้นสามารถสร้างแอนิเมชันที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายขนาดนี้ได้

เรื่องราวที่เป็นส่วนผสมกันอย่างลงตัว ระหว่างนิยายวิทยาศาสตร์ โลกยุคดิสโทเปีย วิทยาการล้ำสมัย การเมืองและสังคมที่มืดหม่น AKIRA จัดว่าเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ ที่นิยามคำว่า Cyberpunk ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในยุค 80

สรุป

เชื่อว่าสิ่งที่เขียนไปทั้งหมดคงชัดเจนแล้วว่า AKIRA ไม่ได้เป็นแอนิเมะสำหรับผู้ชมทุกคนแน่ ๆ เพราะหากหวังจะดูการ์ตูนแอ็กชันมันส์ ๆ หรือเรื่องราวแนวฮีโร คุณคงเลือกหนังผิดเรื่องแน่ ๆ แต่หากต้องการพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของแอนิเมะที่อยู่เหนือกาลเวลา งานภาพและดนตรีประกอบชั้นครู AKIRA จะกลายเป็นประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่จะติดตรึงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตแน่ ๆ

หากนำมาดูในสมัยนี้ก็อาจจะไม่ต่างจากหนังตัวเอกที่ควบคุมพลังไม่ได้แบบที่เห็นกันเกร่อในยุคนี้ แต่ด้วยเป็นผลงานที่อายุอานามเกือบ 30 ปี เนื้อหาที่แทรกประเด็นการสังคม, การเมืองและความเชื่อผ่านมุมมอง Cyberpunk พ่วงมาด้วยฉากแอ็คชั่นที่มีน้อยแต่น่าจดจำ รวมถึงภาพอนิเมทล้ำ ๆ ที่วาดด้วยมือแต่ละเอียดมากถึงแสนเฟรม แม้ว่าหนังจะดูรวบรัดเกินไปก็ตามเถอะ

A Hidden Life


หนังใหม่เต็มเรื่อง

รีวิว A Hidden Life - อะ ฮิดเด้น ไลฟ์

ชีวิตที่ไม่ได้เข้าโรงหนังนานจนคิดถึง เหมือนชีวิตที่ขาดหาย ในวันที่ได้กลับมาดูหนังในโรงใหม่ความรู้สึกเหมือนสิ่งนั้นมันกลับมาเติมเต็มชีวิตอีกครั้ง แม้โรคระบาดจะจางลงไปมากแล้ว การเข้าโรงหนังคราวนี้มีเก้าอี้บางส่วนถูกถอดและใส่หน้ากากอนามัยตลอดการรับชม และหนังเรื่องแรกที่ได้ต้อนรับการกลับเข้าโรงหนังก็ได้แก่ (อะ ฮิดเด้น ไลฟ์) หนังดราม่าเชิงอัตชีวประวัติผลงานของผู้กำกับ Terrence Malick รีวิว A Hidden Life

เรื่องย่อ

“ฟรันซ์ เจเกอร์สแตตเทอร์” (ออกัสต์ ดีห์ล) ชาวไร่สัญชาติออสเตรเลียผู้ไม่ยอมก้มหัวให้นาซี ถูกเรียกตัวไปเกณฑ์ทหารเพื่อร่วมรบสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”  ด้วยความยึดมั่นยิ่งชีพในอุดมการณ์พิทักษ์สันติ เขาจึงลุกขึ้นต่อต้านหัวชนฝา จนถูกคุมขังและถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านของเขาต่างหันหลังให้ แต่กำลังใจเดียวที่เขามีคือ “ฟรานซิสกา เจเกอร์สแตตเทอร์” (วาเลอรี แพชเนอร์) ภรรยาของและลูกสาวทั้งสาม พวกเธอคอยอยู่เคียงข้างและเชื่อมั่นในตัวเขาจวบจนวาระสุดท้าย…


ฉากหลังของ A Hidden Life หนังใหม่ของผู้กำกับ เทอร์เรนซ์ มาลิค คือหมู่บ้านในหุบเขาในชนบทของออสเตรียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หมู่บ้านที่ทำเกษตร เลี้ยงสัตว์ ผู้คนมีชีวิตเรียบง่ายในโอบล้อมของภูเขาสูงสงัดและป่าไม้ชอุ่ม ทุ่งหญ้าเขียวขจีไกลลิบๆ และดอกไม้สะพรั่ง วิวทิวทัศน์สวยจับใจแบบโปสการ์ด ถึงขั้นที่ว่าให้ดูวิวอย่างเดียวเราก็คงยอมนั่งดูหนังที่ความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงเรื่องนี้ได้

แน่นอนล่ะ ว่าหนังชื่องง ๆ ที่มาพร้อมโปสเตอร์สวย ๆ พะยี่ห้อ เทอเรนซ์ มาร์ลิก ในตำแหน่งผู้กำกับ ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกคนดูหนังต่างกัน แต่แน่นอนว่ามันไม่เหมาะกับคนดูหนังที่หวังหนังใหม่เต็มเรื่องความบันเทิงเป็นหลักแน่ ๆ ในยุคคลาสสิกคอหนังอาร์ตระดับฮาร์ดคอร์คงได้ผ่านตางานสุดละเมียดโรแมนติกแช่มช้าและเล่าเรื่องราวเชิงกวีทั้ง Badlands (1973) หรือ Days of Heaven (1978) สร้างลายเซ็นผู้กำกับที่มีแนวทางนำเสนอเรื่องราวเชิงกวีได้ชัดเจนที่สุด

หรือจะเป็นงานในยุคหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเฟื่องฟูอย่าง The Thin Red Line (1998) หรือกระทั่งผลงานชิ้นโบว์แดงระดับปาล์มทองคำอย่าง The Tree of Life (2011) และตามมาด้วยขบวนหนังเพ้อ ๆ ที่จับต้องสาระไม่ได้อีกเป็นพะเรอเกวียน แต่นับว่าน่ายินดีที่ผลงานล่าสุดอย่าง A Hidden Life ได้กลับมาพูดเรื่อง ปัจเจก ธรรมชาติ ได้อย่างลึกซึ้งอีกครั้ง

น่ายินดีที่ A Hidden Life ได้เข้าเข้าฉายในโรงเมืองไทย (ที่ House Samyan เท่านั้น) โดยเฉพาะนี่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สดๆ ร้อนๆ หลังโควิด-19 ช่วงที่คนดูอาจจะยังไม่กระตือรือล้นกลับเข้าโรงหนังอย่างหนาแน่นเหมือนแต่ก่อน แต่หนังอย่าง A Hidden Life เป็นหนังที่ต้องดูในโรงเท่านั้น

จึงจะสัมผัสได้ถึงสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัวแบบ เทอร์เรนซ์ มาลิค คนทำหนังที่เพียรพยายามใช้กล้องและภาพเคลื่อนไหวเพื่อบรรลุความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวตนและปรัชญาการมีชีวิต ภาพในหนังของมาลิค – โดยเฉพาะในเรื่องนี้ – ทำหน้าที่เป็นประตูที่ยกระดับการรับรู้ของคนดูให้ก้าวข้ามสิ่งที่มองเห็นไปสู่จิตวิญญาณที่เหนือกว่า ว่ากันตรงๆ ก็คือ หนังอย่างนี้ไม่ใช่ “หนังง่าย” เป็นหนังเรียกร้องความตั้งใจและสมาธิจากคนดู

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คนอาจจะเสพติดการดูหนังแบบลุกนั่งได้ตามใจแบบการดูหนังออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน นี่เป็นหนังที่เหมาะสมเหลือเกินในการเปิดโรงภาพยนตร์อีกครั้ง เพราะเป็นหนังที่ทำให้เสน่ห์ลึกลับและมนต์วิเศษของภาพยนตร์จอใหญ่ กลับมาอยู่ในใจคนรักหนังได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เนื้อเรื่อง

หรือจะเป็นงานในยุคหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเฟื่องฟูอย่าง The Thin Red Line (1998) หรือกระทั่งผลงานชิ้นโบว์แดงระดับปาล์มทองคำอย่าง The Tree of Life (2011) และตามมาด้วยขบวนหนังเพ้อ ๆ ที่จับต้องสาระไม่ได้อีกเป็นพะเรอเกวียน แต่นับว่าน่ายินดีที่ผลงานล่าสุดอย่าง A Hidden Life ได้กลับมาพูดเรื่อง ปัจเจก ธรรมชาติ ได้อย่างลึกซึ้งอีกครั้ง

หรือการที่คนในหมู่บ้านเริ่มแสดงท่าทีรังเกียจเขาและ ฟรานซิสกา เจเกอร์สแตตเทอร์ (วาเลอรี แพชเนอร์) หลังจากที่เขาแสดงท่าทีรังเกียจฮิตเลอร์ที่เสมือนพ่อของคนออสเตรียขณะนั้น จนกระทั่งเขาต้องกลับไปสู่กองทัพอีกครั้งแต่คราวนี้ด้วยความดื้อด้านหัวชนฝาก็ทำให้เขาต้องถูกจองจำเพราะไม่ยอมอ่อนข้อต่อนาซี ทิ้งไว้เพียง ฟรานซิสกา กับลูก ๆ ที่ยังคงต้องต่อสู้ในสงครามแห่งความเกลียดชังในหมู่บ้านและพยายามทำทุกทางเพื่อคืนอิสรภาพให้กับเขาต่อไป

เป็นธรรมดาเมื่อหนังพะยี่ห้อของ เทอเรนซ์ มาร์ลิก ก็ย่อมหมายความว่าสปีดของหนังจะช้ากว่าปกติแน่ ๆ แต่กับ A Hidden Life ความแช่มช้า และภาพที่ให้เราซึมซับบรรยากาศ ภาพ เสียงธรรมชาติในมุมกว้าง ๆ กลับสร้างความหมายในตัวมันเอง

ด้วยว่าธรรมชาตินั้นมีกฎเกณฑ์ตายตัวและมันก็ก่อให้เกิดกฎเกณฑ์หรือกรรมวิธีในการใช้ชีวิต ซึ่งในที่นี้หมายถึงงานกสิกรรมที่ดินฟ้าคือเจ้าชีวิตของพืชพันธุ์ทั้งหลาย และก็เป็นดินฟ้าที่กำหนดชะตาชีวิตของคนในแง่การทำกินเช่นกัน

ผิดกับมนุษย์ที่ความเชื่อ และ อุดมการณ์ เป็นตัวกำหนดกิเลส ตัณหา ความรัก หรือ เกลียดชัง ซึ่งมวลของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจก็อบอวลอยู่เต็มหมู่บ้าน ผ่านเหตุการณ์ทั้งสายตาที่มองฆ้อนและคนถ่มน้ำลายใส่ฟรานซิสกา หรือกระทั่งการมีเรื่องชกต่อยกับคนในหมู่บ้านของฟรันซ์ โดยถ่ายทอดผ่านกล้องที่จงใจล่วงล้ำไปถ่ายภาพในขนาดใกล้และปราศจากความนิ่งงัน

ซึ่งเหตุมาจากเพียงแค่อุดมการณ์รักเสรีของทั้งคู่ ที่หวังเพียงความสงบและการใช้ชีวิตทำไร่ไถนาและเล่นกับลูก ๆ ไปวัน ๆ แต่กระนั้นเว็บหนัง HDมันก็กลับมีราคาที่ต้องจ่ายถึงชีวิตเพื่อแลกกับความสงบดังกล่าวซึ่งหนังก็ถ่ายทอดผ่านงานภาพที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงและโดยปริยายมันกลับส่งผลต่ออารมณ์คนดูให้ประหวั่นครั่นคร้ามกับอคติของมนุษย์มากกว่าฟ้าคะนองที่ยังเหลือเผื่อเมตตาให้ชาวนาอย่างพวกเขา

และโดยที่แทบไม่เกี่ยวข้องกันแต่กลับส่งผลอย่างน่าประหลาด การที่เราต้องดูหนังทั้งเรื่องในโรงโดยไม่อาจถอดหน้ากากอนามัยออกได้ในนามของ ชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal มันกลับเหมือนโยงชีวิตเราเข้ากับตัวละครทั้งฟรันซ์และฟรานเซสกาได้อย่างประหลาด

รีวิว A Hidden Life

ยังไม่นับเหตุการณ์ที่คนเห็นต่างทางการเมืองต้องถูกคุกคามตามล่า และผู้คนทำได้เพียงแค่ติดแฮชแท็กแล้วเซฟคนนู้นคนนี้ื ไม่ต่างจากออสเตรียช่วงนาซีเรืองอำนาจที่เราต้องเกิดคำถามว่า บ้านเมืองแบบไหนกันที่ผลักให้เสรีชนต้องใช้ชีวิตแบบรักตัวกลัวตายถึงเพียงนี้

สรุป

A Hidden Life ถือว่าเป็นการคืนฟอร์มของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ถึงแม้สไตล์การเคลื่อนกล้องอันลื่นไหล การใช้เสียง voice over เพื่อบรรยายความคิด ความรู้สึกของตัวละคร จะเหมือนกันหนังส่วนใหญ่ของเขา แต่คราวนี้ ประเด็นทางศีลธรรมอันเป็นแก่นของเรื่อง อันว่าด้วยหัวใจเสรีของปัจเจกและการไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจ

มีน้ำหนักมากพอที่จะฟาดเราให้อยู่กับเนื้อเรื่องไปตลอด ไม่ว่าความ “เลื่อนลอย” ราวกับสายลมของภาพจะชวนให้เราเคลิ้มแค่ไหน ที่สำคัญ ฟอร์มของหนัง (หรือสุนทรียศาสตร์ของภาพ) ส่งเสริมปรัชญาภาพยนตร์ของมาลิค อันว่าด้วยการแสวงหาการรับรู้เบื้องลึกและเพ่งพินิจการมีอยู่ของตัวตน

อีกทั้งการแสวงหาที่ทางของมนุษย์ในวงล้อมของธรรมชาติอันมหึมา ดินแดนชนบทอันสวยงามหมดจดของออสเตรีย จึงไม่ได้เป็นเพียง “ฉาก” ของท้องเรื่อง แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตและเสรีภาพที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของ ฟรานซ์ ยาเกอร์สตาทเตอร์ และภรรยา ในบรรยากาศของการกดขี่และริดรอนเจตจำนงเสรีของมนุษย์

ซึ่งจะว่าไป ก็ไม่ได้เป็นเพียงบริบทของประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกเท่านั้น แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากยังสัมผัสได้ในปัจจุบันในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก

ปล. สำหรับ A Hidden Life จะฉายที่โรงภาพยนตร์ House สามย่านที่เดียวเท่านั้น โปรดเช็กรอบ และเตรียมตัวให้พร้อม นั่นหมายถึงคุณต้อง กินไม่อิ่มเกิน พักผ่อนมาอย่างเพียงพอ และฝึกความอดทนมาอย่างดี

เพราะคราวนี้หนังเทอเรนซ์ มาลิก จะทำให้คุณอึดอัดและอาจน็อกคุณคาจอได้ แต่หากใครอยู่รอดปลอดภัยดูได้จนจบ ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการพิชิตยอดดอยที่จะได้อาหารสมองติดออกจากโรงให้ได้ใคร่ครวญและพินิจพิเคราะห์อย่างดี

Jumbo

 

ดูหนังฟรี

รีวิว Jumbo - รักฉันมันจัมโบ้

พอเห็นถึงเรื่องราวของหนังที่ค่อนข้างมีคอนเซ็ปต์ที่ประหลาดๆ สักหน่อย ความรักระหว่างคนกับสิ่งของเนี่ยนะ? สร้างออกมาเป็นหนังได้ด้วยหรือ เมื่อสืบค้นเข้าไปอีกก็พบว่าหนังได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ยิ่งกระตุ้นทำให้อยากตามไปพิสูจน์ดูว่า...มันเป็นยังไงกันนะ หนังเรื่องนี้ก็ "จัมโบ้ รักฉันมันจัมโบ้" หนังสัญชาติฝรั่งเศส ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในรักเวียร์ดๆ (weird) ประจำศักราชนี้เลย รีวิว Jumbo

เรื่องย่อ

Jeanne หญิงสาวผู้อาศัยอยู่กับแม่ เป็นผู้ดูแลสวนสนุกขี้อายที่ชื่นชอบม้าหมุน และหลงไหลในเครื่องเล่นภายในสวนสนุก จนกระทั่งเธอเริ่มชื่นชอบเครื่องเล่นหนึ่งเป็นพิเศษที่ชื่อว่า Jumbo จนมันก่อตัวเป็นความผูกพัน และเกิดเป็นความรัก ราวกับทั้งคู่เป็นคู่รักกัน


ปีนี้ไม่รู้จะขอบคุณ COVID – 19 ดีหรือเปล่าที่ทำให้บรรดาหนังโปรแกรมใหญ่ ๆ อยู่ในสภาวะ “พักก่อน” จนบรรดาค่ายหนังต่าง ๆ ทยอยปล่อยหนังฟอร์มรอง ๆ ในมือของตนออกมาโชว์โฉมกันใหญ่ และส่วนหนึ่งนอกจากหนังแอนิเมชันแล้ว ก็มีบรรดาหนังยุโรปที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษออกมาเป็นทางเลือกสร้างความแปลกใหม่ให้นักดูหนังชาวไทย และสัปดาห์นี้ก็มีหนังที่น่าสนใจมาก ๆ จากฝรั่งเศสอย่าง Jumbo

เนื้อเรื่อง

เล่าถึงเรื่องราวของ ฌานน์ (โนเอมี เมอร์แลงท์) เด็กสาวที่เข้าสังคมไม่เก่ง เธอเลือกงานเป็นคนดูแลความสะอาดในสวนสนุกและในที่นั่นเธอก็ได้พบกับ Move It เครื่องเล่นในสวนสนุกที่เธอรู้สึกผูกพันเกินกว่าแค่สิ่งของจนเกิดเป็นความรักที่ยากเกินเข้าใจโดยเฉพาะ มาร์กาเรตต์ (เอ็มมานูเอล เบอร์โคท์)

แม่ของเธอที่ไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ยอมมีความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น และเมื่อสังคมกลายเป็นกำแพงทางออกเดียวของฌานน์คือการก้าวสู่อีกขั้นของความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเครื่องเล่นที่ตั้งชื่อว่าจัมโบ้

พฤติกรรมของลูกสาวที่เป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้แม่เป็นกังวล พยายามปลุกเร้าผลักดันให้ลูกออกไปใช้ชีวิตและเข้าสังคมเหมือนกับที่ตัวเองมักจะมีชายไม่ซ้ำหน้าแวะเวียนมาค้างคืนที่บ้านจนชินตา ฌาณน์ได้มารู้จักกับ จัมโบ้ เครื่องเล่นใหม่ที่เข้ามาประจำที่สวนสนุก ปรากฏว่าเธอสามารถสื่อสารกับมันได้และรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่อยู่เคียงข้างมัน จนกลายเป็นการถลำลึกในความสัมพันธ์ไปเกินกว่าที่คนรอบข้างจะทนรับได้

แน่นอนว่าแค่โครงเรื่องดูหนังฟรีก็สามารถแตกประเด็นต่างๆ ออกมาไปได้เยอะเลยทีเดียว มีอะไรให้สื่อสารออกมาได้มากมายเกี่ยวกับบรรทัดฐานความรักระหว่างคนกับสิ่งของ...ที่ใครๆ ก็คงมองว่า "เป็นบ้า" แต่หนังใช้วิธีถ่ายทอดความสัมพันธ์รูปแบบนี้ออกมาอย่างละมุนละไม ประหนึ่งดูหนังที่หนุ่มสาวกำลังพล้อดรักกันทำนองนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงกับภาพที่เห็นเป็นเพียงความรู้สึกของคนฝ่ายเดียว

หนังมีความแฟนตาซีและจินตนาการอยู่เต็มไปทั้งเรื่อง แนวทางที่เลือกให้เครื่องเล่นสามารถสื่อสารกลับมาหาตัวละครหลักได้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด แต่ให้ความรู้ดี ตลอดระยะเวลา 90 นาทีนิดๆ ของหนังเราได้เห็นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ได้เห็นพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ รวมทั้งฉากวาบหวิวการร่วมเพศที่ชวนทึ่งและตระการตาไปพร้อมๆ กัน นับว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ที่เวียร์ดมากๆ อีกเรื่องเท่าที่เคยดูหนังมา

ตามที่ตอนต้นเรื่องได้กล่าวไว้ว่าเรื่องราวใน Jumbo ถูกสร้างมาจากแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง และเมื่อได้ลองค้นข้อมูลดูก็ปรากฎว่ามีกรณีที่หญิงสาวตกหลุมรักกับเครื่องเล่นในสวนสนุกอย่างน้อย 2 คนที่เป็นข่าวได้แก่ เอมีที่หลงรักรถไฟเหาะตีลังกา

และ กรณีของลินดาที่แต่งงานกับบรูซรถไฟเหาะตีลังกาเช่นเดียวกัน ซึ่งแม้จะอธิบายด้วยข้อมูลทางจิตวิทยาอย่างเป็นบุคคลที่มีความหลงไหลในสิ่งของ แต่มันก็ยังไม่อาจอธิบายได้ถึงสาเหตุและต้นกำเนิดของพฤติกรรมที่คนทั่วไปจะมองว่าแปลกประหลาดแบบนี้

นั่นกระมังที่กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ โซอี้ วิทท็อค ได้เขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้โดยหยิบเอาการตั้งชื่อเครื่องเล่นแบบเดียวกับ ลินดา ที่ถือเป็นต้นแบบให้ตัวละครฌานน์มาเป็นเหมือนกิมมิกสำคัญทั้งการตั้งชื่อหนังที่เหมือนให้เราได้เข้าไปในจิตใจของตัวละครที่มองเครื่องเล่นเป็นบุคลาธิษฐานถึงชายหนุ่มหรือคนรัก แล้วพาผู้ชมเข้าสู่โลกของสาวเก็บตัวอย่างฌานน์ซึ่งต้องยอมรับว่าการที่ผู้กำกับเป็นผู้หญิงก็ส่งผลให้งานภาพและจังหวะการเล่าเรื่องของหนังมีความเฉพาะตัวไม่น้อยเลย

กล่าวคือ โซอี้ วิทท็อค ไม่ได้พยายามพาเล่าเรื่องเข้าข้างตัวละครอย่างฌานน์จนเหมือนหาข้ออ้างให้เธอทำพฤติกรรมประหลาดหรือดูเป็นพวกวิตถารตรงกันข้ามหนังได้พาเราไปรู้จักกับฌานน์และมาร์กาเรตต์พร้อม ๆ กันและทีละน้อยมันก็ค่อย ๆ ทำให้เราได้เข้าใจต้นเหตุของอาการ “ขาด” ของฌานน์ได้อย่างมีเหตุมีผลทั้งปมที่พ่อของเธอทิ้งไปจนมาร์กาเรตต์เองก็ต้องหาผู้ชายมานอนด้วยไม่ซ้ำหน้าเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด

ในขณะที่ฌานน์เองแม้จะมี มาร์ค (บาสเตียง บูอิลญง) ชายหนุ่มที่มาตามจีบเธอคอยก้อร่อก้อติกไม่ห่าง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเย้ายวนยามราตรีที่เธอกับจัมโบ้มีให้กัน แต่ปัญหาของความสัมพันธ์ของเธอคือมันเกินความเข้าใจของคนรอบข้าง ซึ่งจุดนี้ต้องชื่นชมตัวโซอี้ วิทท็อคไม่น้อยที่จงใจจะตอกหน้าบรรดาสื่อทางอ้อมที่มักนำเสนอเรื่องของสาวที่หลงรักเครื่องเล่นในแนวทางของเรื่องแปลกประหลาด

แต่คราวนี้เธอเปลี่ยนมาเป็นบุคคลที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ครั้งนี้โดยตรงทั้งแม่อย่างมาร์กาเรตต์ที่ไม่อยากให้ลูกสาวเป็นตัวประหลาด และแน่นอน..มาร์คที่เขาคงถูกหยามน้ำหน้าไม่น้อยที่แพ้ให้กับเครื่องเล่นไม่มีชีวิตและอวัยวะเพศเหมือนอย่างเขา

จุดที่ชื่นชม

นอกเหนือจากบทภาพยนตร์หนังออนไลน์และงานกำกับที่ดีงามมีจังหวะจะโคนดึงคนดูอยู่กับหนังด้วยงานภาพและเสียงแล้ว การแสดงของหนังยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจซึ่งบุคคลที่หากไม่ชมแล้วน่าจะกลายเป็นตราบาปของผมทันทีได้แก่ โนเอมี เมอร์แลงท์ สาวสวยจาก Portrait of a Lady on Fire ที่เราเพิ่งจะรีวิวกันไปเมื่อตอนต้นปีที่ต้องบอกว่าเสน่ห์ของเธอคือแทบทำเอาคนดูหยุดหายใจ

เธอสามารถบาลานซ์ระหว่างดราม่าที่สามารถทำให้คนดูเข้าอกเข้าใจหญิงสาวที่มีความรักต่อสิ่งไร้ชีวิตได้อย่างทุกข์ทรมานแล้ว เธอยังเร้าอารมณ์รัญจวนในซีนอีโรติกที่บอกตามตรงเลยว่าหนังเรียกร้องให้เธอต้องเปลือยต่อหน้ากล้องบ่อยมาก แต่ทุกช็อตมันพ้นจากคำว่าอนาจารไปได้อย่างสวยงามทั้งด้วยงานกำกับที่ปราณีตของโซอี้ วิทท็อคและการแสดงของเมอร์แลงท์ที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยม

ส่วนนักแสดง

การแสดงของ "นาโอมี แมร์ล็อง" เฉียบขาด เคยประทับใจเธอจากผลงานเรื่องที่แล้วใน Portrait of a Lady on Fire แต่พอปรับโหมดมาในเรื่องนี้ ก็ทำให้เห็นว่าเธอเป็นนักแสดงที่แสดงได้ดีจริงๆ สมกับมาตรฐานบรรดาดาราฝรั่งเศสที่มักจะเก่งกาจในการถ่ายทอดพลังและขับอินเนอร์ออกมาในหนังได้จริงจังอยู่เสมอ แม้ว่าบทของนาโอมีค่อนข้างจะยากและท้าทาย เพราะเธอต้องเล่นกับตัวเองอยู่บ่อยๆ อีกฝ่ายเป็นเพียงสิ่งของที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา แต่เธอเป็นส่วนที่ทำให้เครื่องเล่นกลับดูมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

"เอ็มมานูเอล บาร์ก็อต" ก็เป็นอีกหนึ่งนักแสดงของเรื่องที่เล่นดูมากๆ สมกับเป็นในหนึ่งในดาวค้างฟ้าแห่งชาติ แม้ว่าบทของเธอจะไม่ได้มีมิติอะไรเท่าไหร่นัก แต่การรับมือกับลูกสาวที่มีสภาพจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากการชีวิตของผู้เป็นแม่ ทำให้ในช่วงท้ายๆ เธอได้ปล่อยพลังทางการแสดงออกมาได้อยู่หมัด และระเบิดมันออกมาได้อย่างดี แม้จะมีพื้นที่ปล่อยของเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

งานกำกับของผู้กำกับหญิง "โซอี้ วิตต็อก" เห็นได้ถึงความละเอียด เธอรับหน้าที่เขียนบทหนังเรื่องนี้เองด้วย เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของผู้หญิงที่เคยหลงรักและแต่งงานกับหอไอเฟล ใจกลางกรุงปารีส แน่นอนว่าการถ่ายทอดออกมาเป็นหนังต้องไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องเล่นกับความรู้สึกและจินตนาการของตัวละคนอย่างลุ่มลึก

โดยรวม

อาจจะยังไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์ เพราะหนังนำเสนอประเด็นที่แขวนอยู่บนเส้นบางๆ ของความเป็นจริงกับจินตนาการ บางคนนั่งดูไปอาจจะคิดว่า...หนังอะไรเนี่ย แต่ขณะที่บางคนไม่ได้คิดเช่นนั้น เข้าใจในความรู้สึกและเหตุผลของตัวละคร เป็นหนังที่ต้องใช้วิจารณญาณและความรู้สึกเข้ามาช่วยตัดสินทั้งเรื่อง และก็ยังคงมีบางจุดที่ขาดๆ เกินๆ บางจุดก็ยังดูน่าเบื่อไปหน่อย

สรุป

แม้ Jumbo จะดึงความสนใจเราด้วยเรื่องรักประหลาด ๆ ชวนสยิว แต่เอาเข้าจริงหนังกลับพูดถึงความรักอย่างเข้าอกเข้าใจและนำพาคนดูให้เปิดใจรับกับความจริงที่ว่าบางทีเรื่องของหัวใจก็อาจไม่มีตรรกะ ไร้ถูกผิดและที่สำคัญอาจอยู่เหนือมาตรวัดของความปกติและความเพี้ยนก็ได้ มีเพียงความรู้สึกเท่านั้นแหละที่บอกได้ว่ามันคือความรักหรือเปล่า

รีวิว Jumbo

เกร็ดหนัง

1. หนังออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และได้เข้าชิงรางวัลหมีคริสตัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

2. หนังฉายในเทศกาลหนังซันแดนซ์ ของอเมริกา เข้าชิงสาขา World Cinema

3. หนังจะออกฉายที่ฝรั่งเศส 5 สิงหาคม 2020

4. โนเอมี เมอร์แลงท์ นักแสดงสาวที่อยู่ในวงการหนังฝรั่งเศสมานาน กลายเป็นดาราที่ทั่วโลกจับตามอง หลังจากสวมบทบาทเป็นมารียานน์ จิตรกรสาวที่พบรักกับนายหญิงสูงศักดิ์ (อะเดล เฮเนล) ในหนังเลสเบี้ยนย้อนยุคขวัญใจนักวิจารณ์

และผู้ชม Portrait of a Lady on Fire ที่คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังคานส์ปีที่แล้วและเข้าชิงลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ หนังฉายในไทยชื่อว่า ภาพฝันของฉันคือเธอ

5. โนเอมี ชอบกีฬาชกมวยและเป็นคนถนัดซ้าย

6. เอ็มมานูเอล เบอร์โคท์ เป็นนักแสดงหญิงมากฝีมือที่อยู่ในวงการหนังฝรั่งเศสมานาน ดังระดับนานาชาติจากการคว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม เทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2015 จากหนังเรื่อง My King ซึ่งเธอคว้ารางวัลร่วมกับรูนี่ย์ มาร่า จาก Carol

The Intruder


ดูหนังฟรี

รีวิว The Intruder - อย่าให้ ยูจิน เข้าบ้าน

ลองปรับโหมดมาดูหนังระทึกขวัญลึกลับ สไตล์หักมุมปนตลบตะแลงส่งตรงมาจากเกาหลีใต้กันดูบ้าง ในหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของพี่สาวแห่งชาติ "ซงจีฮโย" ที่ได้งัดใช้หน้าดุๆ แววตาอันทรงพลังปล่อยของออกมาในหนังเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เรากำลังพูดถึง "อย่าให้ ยูจินเ ข้าบ้าน" นับว่าเป็นหนังที่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย แต่ก็สร้างความระทึกใจให้กับคนดูได้อย่างดี รีวิว The Intruder

เรื่องย่อ

ยูจิน (ซงจีฮโย จาก A Frozen Flower) หญิงสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานถึง 25 ปี ก่อนที่วันดีคืนดี เธอจะกลับมาหาพี่ชายอย่าง ซอจิน (คิมมูยอล จาก The Gangster, The Cop, The Devil) และครอบครัว ในขณะที่คนอื่น ๆ ตื้นตันและดีใจกับการกลับมาของยูจิน แต่ซอจินกลับรู้สึกว่าเธอคนนี้อาจไม่ใช่น้องสาวของเขา


บางทีข้อดีของการที่ไม่มีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉาย สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ชมอย่างเราๆได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์ฟอร์มกลางและฟอร์มเล็ก รวมไปถึงหนังสัญชาติเอเชียที่คนดูมักจะให้คุณค่าหนังเหล่านี้ว่าดูแค่ออนไลน์ก็พอ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่น่าน้อยใจอยู่ไม่น้อยสำหรับคนทำหนัง แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเมื่อพิจารณาสภาพเศรษฐกิจและเงินในกระเป๋าสตางค์เราเวลานี้ ก็พอที่จะเป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้เช่นกัน

ผลงานจากผู้กำกับหน้าใหม่ ซอนวอนเปียง ที่ทำหนังเรื่องแรก โดยได้ดาราแม่เหล็กอย่าง ซงจีฮโย ที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากรายการวาไรตี้อย่าง Running Man ที่ฮิตในบ้านเราอยู่พักใหญ่ มาพลิกบทบาทเข้มดุและมืดหม่นในบท ยูจิน น้องสาวปริศนาที่หายไปกว่า 20 ปี และส่อพิรุธมากมาย

ในขณะที่อีกเดอะแบกของดูหนังฟรีก็ได้ คิมมูยอล ที่กลับมาเล่นหนังแนวจิตวิทยา ซึ่งจะว่าไปกลิ่นคล้ายหนัง Forgotten เมื่อปี 2017 ที่มีให้ชมในเน็ตฟลิกซ์ของเขาอยู่ไม่น้อยเช่นกันโดยเฉพาะครึ่งแรกของหนัง หากแต่ว่ารอบนี้เขาสลับบทบาทมาเป็นตัวละครที่แทนสายตาผู้ชมและต้องสืบหาความจริงที่พร่าเลือนของตนเองแทน

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของซอจิน (คิมมูยอล จาก The Gangster, The Cop, The Devil) สถาปนิกหนุ่มที่เพิ่งสูญเสียภรรยาไปเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความเครียดสะสมทำให้เขามีอาการวิงเวียนศีรษะคล้ายจะวูบหมดสติอยู่บ่อยครั้ง เขามักจะฝันร้ายถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับภรรยาที่มีรถลึกลับมาชนและหนีไป และบางครั้งซอจินก็ฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่เขายังเป็นเด็ก ซึ่งเขาได้พลัดหลงกับน้องสาวในสวนสนุกและนับตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่เคยมีใครได้พบกับยูจินอีกเลย

จนกระทั่งวันหนึ่งมีสายโทรศัพท์จากตำรวจติดต่อมาที่บ้านของซอจินว่า มีคนพบยูจิน(ซงจีฮโย จาก A Frozen Flower) แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองนัดพบกันและซอจินได้ยื่นข้อเสนอให้เธอตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อทุกอย่างกระจ่างว่ายูจินคนนี้มีรหัสพันธุกรรมที่ตรงกับสายเลือดของทุกคนในบ้าน หญิงสาวแปลกหน้าจึงได้กลับมาอยู่กับครอบครัวนี้ ท่ามกลางความรู้สึกตะหงิดๆของซอจิน ว่าบางทีแล้วผู้หญิงคนนี้อาจจะไม่ใช่น้องสาวคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก

ระหว่างที่เหตุการณ์ดำเนินไปหนังก็พยายามทำให้คนดูไขว้เขวอยู่ตลอดเวลาว่าตกลงแล้ว พระเอกของเรื่องอย่างซอจินนั้นมีอาการทางประสาท คิดมากแล้วหลอนไปเอง หรือแท้ที่จริงแล้วยูจินนั้นเป็นตัวปลอมกันแน่ ระหว่างที่ปล่อยให้คนดูคาดเดากันต่างๆนานา

บทสรุปในช่วงท้ายก็ไม่ได้พลิกความคาดหมายนัก (ถ้าหากคุณเคยดูหนังเกาหลีอย่าง Forgotten ความทรงจำพิศวง มาก่อน ที่ตลกหนักกว่านั้นคือ คิมมูยอล ก็นำแสดงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน 5555) ซึ่งส่วนตัวก็แอบรู้สึกว่าวิธีการที่หนังเลือกจะหาทางออกให้กับตัวละครนั้นก็จัดได้ว่า “แถ” เอาเรื่องอยู่ไม่น้อย

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับและเขียนบทเรื่องแรกของผู้กำกับหญิง "ซนวอนพยอง" ที่มาพร้อมกับความลึกลับแต่เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จหนังใหม่ชนโรงที่พล็อตชวนให้ลุ้นสนุกได้ไม่ยาก ตลอดเวลา 100 นาทีนิดๆ ของหนัง สามารถเดาและจับทางได้สบายๆ และแทบจะไม่ผิดจากที่คาดคิดเอาไว้เลย เพราะทุกอย่างต่างถูกปูทางเอาไว้ลงล็อกที่วางเอาไว้ทั้งหมด นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบล็อกสูตรสำเร็จของหนังที่รวมๆ แล้วก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไร

จุดที่ดี

ส่วนที่ดีของหนังคือ การแสดงของ 2 ดารานำที่สมแก่ชื่อเสียง เพราะช่วยพยุงหนังให้มีความตึงเครียดและตื่นเต้นได้ดี แม้มองไปในหนังแนวเดียวกันจะต้องยอมรับว่าบทไม่ได้ส่งให้ทั้งคู่โชว์พลังแบบน่าจดจำอะไรนักก็ตาม มิติทางลึกภายในตัวละครไม่ได้ถูกขับชัดออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งคู่ก็หาช่วงเวลาที่เป็นของตนเองได้แบบพอเอาตัวรอด

อย่างคิมมูยอลก็มีฉากที่เขาต้องโดนเล่นงานจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบแหลกสลาย ส่วนซงจีฮโยก็มีฉากตีบทสองหน้าให้ชวนหมั่นไส้อยู่เป็นระยะ น่าแปลกว่าฉากไคลแมกซ์ของหนังกลับไม่ใช่ส่วนที่น่าจดจำไปเสียฉิบ ผิดขนบหนังแนวนี้มาก

สิ่งที่ทำได้เกือบดี คือการให้ตัวละครเอกเป็นสถาปนิกที่บ้างาน เขามีปมซ้ำซ้อนหนัก ๆ ทั้งเรื่องในอดีตที่ปล่อยมือน้องสาวจนพลัดหลงหายไป ต่อมาก็ในปัจจุบันที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตจากการชนแล้วหนี และท้ายสุดคือการต้องรักษาครอบครัวที่กำลังแตกสลายเพราะการมาถึงของยูจิน

จุดที่น่าสนใจ

สิ่งที่หนังเกือบทำได้น่าสนใจคือ การดึงเอาความเป็นสถาปนิกมาเล่นกับกิมมิกปมต่าง ๆ เช่นว่า เขาออกแบบบ้านที่อยู่ในตอนนี้เพื่อตามหาน้องสาวที่หายไป หรือฉากสถานที่ในความทรงจำที่เขาทำการสะกดจิตบำบัดแล้วสื่อเชิงสัญลักษณ์ออกมาเป็นภาพต่าง ๆ เหล่านี้

ล้วนเห็นเชื้อความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพที่ไม่ถูกนำเอามาใช้งานได้อย่างดี เพราะสุดท้ายมันก็ไม่ได้ขยายความจนคนดูเข้าใจว่าแบบบ้านมันสอดรับกับปมต่าง ๆ อย่างไร หรือกิมมิกความทรงจำต่าง ๆ มันสะท้อนภาวะภายในตัวละครอย่างไร

จุดเสีย

และสิ่งที่นำความฉิบหายมาสู่หนังเรื่องนี้มากที่สุดคงไม่พ้นบทหนัง ด้วยความที่เป็นหนังเรื่องแรกของผู้กำกับใหม่ มันจึงเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่จนคุมไม่อยู่ เมื่อต้นเรื่องวางพลอตไว้อย่างวูบวาบหวือหวาราวกับม้าหนุ่ม ครั้นเมื่อดีกรีความเครียดพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ เจ้าม้าหนุ่มก็พยศเอาเสียผู้กำกับคุมให้วิ่งในลู่ไม่ได้ ส่งผลให้การเฉลยจวบจนจุดคลี่คลายกลายเป็นงานหยาบที่ชวนกุมขมับอยู่ไม่น้อย

ไม่ใช่ว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง ทว่ามันดูฝืนในการพยายามอธิบายแบบเอาให้หนังจบได้ ด้วยไอเดียที่เชยระดับหนังเกรดบียุคเก่า ยิ่งฉากไคลแมกซ์ที่มีการคว้ามือขอบหน้าผานี่มันช่างเชยจนทำเอางานคราฟต์ครึ่งเรื่องแรกแทบไม่เหลือคุณค่าทีเดียว

ผู้กำกับยังโกงบทให้ตัวละครเอกขาดสติแทบทั้งเรื่อง ทั้งโดนยา โดนหลอก โดนใส่ความ โดนปั่นหัวสารพัด ครั้นเมื่อสืบสวนจนรู้ความจริง ก็ยังวิ่งเป็นหนูเข้าไปติดจั่นแบบโง่ ๆ ได้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างว่าหากตัวละครไม่มีสติในการรับมือสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ตามผู้สร้างบันดาล

และก็ลงล็อกพอดีกับการหาทางลงให้เนื้อเรื่องที่พยศไปเกินผู้กำกับจะคุมไหว ความไร้สติของพระเอกก็เล่นเอาผู้ชมยังเหนื่อยจะเอาใจช่วย และพาลจะเป็นความหงุดหงิด ซึ่งพูดตามตรงท้าย ๆ เรื่องแทบจะช่างชะตาตัวละครแล้ว ถ้าบทจะปั่นให้แก้ปัญหาโง่ ๆ ขนาดนี้

ส่วนประเด็นหลักและหาหักมุมของหนัง ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า...ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย สุดท้ายหนังก็เลือกหยิบประเด็นความเชื่อเข้ามาเป็นจุดขัดแย้งและบทสรุปของหนังตามสูตรสำเร็จ แต่หนังกลับไม่ได้ขยายความ รวมทั้งลงรายละเอียดในส่วนนี้สักเท่าไหร่ เมื่อสรุปคลี่คลายลงไปแล้วก็ปล่อยทิ้งให้คนดูคาราคาซังเอาไว้ตรงนั้น กลายเป็นหนังที่พาคนดูไปส่งได้ไม่ถึงที่หมายสักเท่าไหร่

นักแสดง

การแสดงที่ต้องแบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่องของ ซงจีฮโย ก็คือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานของเธอ ด้วยความที่บทบาทของคาแรกเตอร์นี้ค่อนข้างส่งเสริมอยู่แล้ว การมาขยี้และใช้ทักษะการแสดงของเธอกลายมาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับหนังได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบทแทบจะแบนราบและยังเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ด้วยบทธรรมดาก็สามารถถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังเกินเบอร์ได้เช่นกัน

รีวิว The Intruder

ในขณะที่นักแสดงฝ่ายชายของเรา "คิมมูุยุล" เขาต่างหากที่ทำหน้าที่แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้มากกว่านักแสดงฝ่ายหญิง เพราะต้องเป็นตัวละครที่ดำเนินเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกับเผชิญหน้ากับสภาวะทางอารมณ์ต่างๆ รุมเร้า การแสดงของเขาถือว่าทำได้ค่อนข้างดี เพราะบทก็ส่งเสริมตัวละครให้ได้ปล่อยของอยู่แล้ว

แต่น่าเสียดายที่บทอย่าง ซอจิน ถูกกำหนดออกมาให้เป็นตัวละครที่น่ารำคาญพอสมควร เพราะเป็นตัวละครที่ค่อนข้างขาดสติ ผนวกกับต้องเผชิญหน้ากับสภาวะทางอารมณ์บอบช้ำ ทำให้การกระทำต่างๆ เข้าทางคนร้ายไปเสียทุกอย่าง กลายเป็นว่าคนดูหุงดหงิดกับการกระทำของเรา จนท้ายๆ แทบไม่เหลืออารมณ์อยากจะเอาใจช่วยให้เขาเอาชนะอีกฝ่ายได้ในทำนองนั้นเลย ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้รู้สึกหัวเสียเบาๆ กับหนังเพราะการกระทำของตัวละครเช่นนี้

โดยรวม

น่าเสียดายที่บทสรุปของ Intruder ไม่ค่อนทำให้เรารู้สึกเชื่อว่าตัวละครจะวางแผนการได้ลึกล้ำเป็นทฤษฎีสมคบคิดแบบที่ปรากฏอยู่ หรือน้ำหนักในการกระทำของตัวละครที่อำพรางตัวตนและก่ออาชญากรรมในแบบที่ตำรวจไม่สามารถแกะรอยได้ ก็ยิ่งทำให้เหตุผลของหนังเรื่องนี้ เบาหวิวยิงกว่าปุยนุ่นด้วยประการทั้งปวง

สรุป

เป็นหนังเกาหลีแนวธริลเลอร์จิตวิทยาที่ทำได้ดีในครึ่งแรกของหนัง แต่แทนที่จะเอาแต่พองามและคุมให้อยู่มือด้วยการขยี้ความตึงเครียดแบบเฉือนคม และการเฉลยที่ลงตัว หนังกลับเลยเถิดคิดการใหญ่จนครึ่งหลังเป็นมะเร็งของเนื้อเรื่องไปโดยปริยาย

The Lingering


ดูหนังออนไลน์

รีวิว The Lingering - โรงแรมผีจอง(เวร)

โรงแรม ผีสาง ความอาฆาตแค้น เป็นองค์ประกอบที่เมื่อมาผนวกรวมกันน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีออกมา เรากำลังพูดถึงหนังสยองขวัญเรื่องล่าสุดที่เข้าฉายในบ้านเรา "Lingering" หรือมีชื่อไทยว่า โรงแรมผีจอง(เวร) แม้ว่าหน้าของหนังจะดูค่อนข้างน่าสนใจและน่ากลัวไม่เบา แต่ก็แอบเสียดายที่ปรากฏว่าภาพรวมของหนังที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง และเป็นหนังผีที่มอบอารมณ์เดิมๆ ให้กับคนดูที่ไม่มีแม้สักฉากเดียวที่ชวนน่าตื่นเต้น รีวิว The Lingering

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ "ยูมิ" (อีเซยอง) ซึ่งเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนสาวของแม่ และนำน้องสาวไปส่งที่โรงแรมลึกลับแห่งหนึ่ง แต่ทริปธรรมดากลับกลายเป็นฝันร้ายสุดสยองเมื่อโรงแรมดังกล่าวซ่อนปริศนาสุดสะพรึงเกินกว่าที่เธอจะทันตั้งตัว


แน่นอนว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อ “โรงแรมผี” เป็นอย่างดี เพราะในโลกภาพยนตร์ คำว่า “โรงแรม” กับ “ผี” ถือว่าเป็น Combination คลาสสิกที่มีมาอย่างยาวนาน ชนิดที่ว่าน่าจะแยก category ย่อยออกมาได้แล้วมั้ง 555 และภาพยนตร์ “โรงแรมผีจอง(เวร)” ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เอา Combination นี้มาเล่าใหม่

แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์โรงแรมผีเรื่องนี้น่าสนใจก็คือ นี่คือโรงแรมผีเวอร์ชันเกาหลี (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหนังผีเกาหลีที่ไม่ค่อยมีมาบ่อย ๆ) กับพล็อตที่ผมว่าน่าสนใจดี บวกกับด้วยชั้นเชิงการเล่าเรื่องแบบหนังเกาหลี ถ้าว่ากันด้วยหน้าหนัง ก็ต้องบอกว่ามันก็มีความน่าสนใจดีทีเดียวเลยแหละ

เนื้อเรื่อง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ยูมิ หญิงสาวโดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพแบบปากกัดตีนถีบ ที่สำคัญคือเธอพบว่าตัวเธอเองมีน้องสาวร่วมแม่แต่ละคนละพ่ออยู่ด้วย ด้วยปัญหาหลาย ๆ อย่าง เธอจึงต้องไปรับเด็กหญิงมาจากสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่ด้วยความที่เธอเองก็มีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากอยู่แล้ว

แถมตัวเด็กก็มีปมเรื่องที่มักจะชอบจินตนาการและพูดอะไรลอย ๆ จนผู้ใหญ่มักจะคิดว่าเด็กคนนี้พูดโกหกอีก การเลี้ยงน้องสาวอีกคนไปด้วยก็อาจจะลำบาก เธอเลยนึกขึ้นได้ว่า แม่ของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว มีเพื่อนที่รู้จักกันซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมหรูที่อยู่ติดทะเลสาบ เธอเลยตั้งใจว่าอยากจะฝากน้องสาวไว้กับคุณน้าที่เป็นเพื่อนแม่คนนี้

พร้อม ๆ กับที่เธอเองก็ต้องเดินทางมาอยู่ที่โรงแรมนี้ ในระหว่างที่โรงแรมปิดพักช่วงโลว์ซีซันอยู่พอดี แต่แล้วจู่ ๆ เธอก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่น้องสาวของเธอหายตัวไปอย่างลึกลับ อดีตในวัยเด็กที่เธอเคยประสบ ปมปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ และ “อะไรบางอย่าง” ที่มาพบกับเธอในรูปแบบของวิญญาณจองเวร

การดำเนินเรื่อง

หนังมาพร้อมกับการเล่าเรื่องที่น่าเบื่อ...ถึงน่าเบื่อมาก เพราะกลายเป็นหนังที่มีโทนแบนเรียบ หาจุดเด่นและจุดพีคของเรื่องแทบไม่ได้ ตลอดระยะเวลากว่า 100 นาทีที่นั่งดูนั้น เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย และหลุดโฟกัสจดจ่ออยู่กับเรื่องที่พยายามถ่ายทอดอยู่หลายครั้ง กลายเป็นว่าในช่วง 1 ชั่วโมงของดูหนังออนไลน์ มัวแต่ไปเสียเวลากับการปูเรื่องที่เว่อเว้อและสะเปะสะปะ แทบไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด

กว่าจะเริ่มมาจุดเครื่องติดก็ปาไปเกือบจะ 20 นาทีสุดท้ายของหนังแล้ว นับว่าเป็นหนังผีเกาหลีที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง แม้ว่าหนังจะเริ่มมาได้น่าสนใจและมีประเด็นที่น่าค้นหา แต่กลับกลายเป็นว่าการเล่าเรื่องและโทนที่ใช้ในหนังทำให้ดูเฉื่อยช้าไปทุกอย่าง และบทหนังก็เต็มไปด้วยช่องโหว่ ตัวละครแทบไม่มีมิติให้คนดูได้ผูกผันเลยสักนิดเดียว เป็นหนังที่ทำได้ดีแค่บรรยากาศหลอนๆ ของโรงแรมเท่านั้น

พล็อตโรงแรมผี

แน่นอนว่า พอตัวหนังพูดถึงโรงแรมผี หลายคนก็อาจรู้สึกว่าพล็อตโรงแรมผีนั้นแทบจะไม่มีอะไรใหม่แล้ว ซึ่งภาพโดยรวมของหนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ โอเค แม้ว่าสิ่งที่ต้องชื่นชมเป็นอย่างแรกเลยก็คือ หนังเรื่องนี้โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นหนังผีสไตล์เกาหลีที่มีความเป็นเกาหลีมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลยครับ

แถมยังมีการพูดถึงการหายตัวอย่างลึกลับของชาวเกาหลีเหนือที่อพยพเข้ามายังเกาหลีใต้อีกด้วยแน่ะ แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่า หลายคนที่ดูหนังอาจรู้สึกไปก่อนล่วงหน้าแล้วว่ามันไม่ได้มีอะไรใหม่มาตั้งแต่แรก ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นั่นแหละ

ท่านผู้อ่านอาจไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ตัวหนัง พล็อต และช็อตต่าง ๆ ทำให้ผมอดคิดถึงหนังโรงแรมผีสุดคลาสสิกอย่าง The Shining (1980) ไม่ได้จริง ๆ ครับ การมีห้องลึกลับที่มีวิญญาณสิงสถิต การที่มีอะไรบางอย่างมาเชิญชวนให้เด็กแอบวิ่งซนเข้าไปในห้อง รวมถึงการพาเข้าไปสำรวจยังซอกเล็กซอกน้อยในโรงแรม ถือได้ว่าเป็นการหยิบเอาอิทธิพลและกลิ่นอายเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพล็อตมาผสมกับความเป็นเกาหลีใต้ ซึ่งก็ถือว่าทำได้อย่างไม่ถึงกับลอก แต่ก็พอได้กลิ่นอะไรบางอย่างออกมา

ความหลากหลายของอารมณ์หนัง

สิ่งที่ทำให้ตัวหนังเรื่องนี้ (ที่ก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าจะมีอะไร) ก็คือ การที่พล็อตไม่ได้พยายามจะขายความน่ากลัวของผี หรือเดินหน้าเสนอความสยองขวัญแบบโหดเหี้ยมเหมือนอย่างหนังผีสเปน หรือเป็นหนังผีตุ้งแช่ ๆ อะไรแบบนั้นครับ หนังเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่มีส่วนผสมของหนังสยองขวัญ-สืบสวนสอบสวน-ทริลเลอร์-ดราม่า ในการที่นางเอกอย่าง ยูมิ ต้องกลับไปอยู่ในโรงแรมที่เธอเองก็เคยมาอยู่แล้วเมื่อเธอเป็นเด็ก ซึ่งเธอเองก็ต้องพยายามที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต

ตั้งแต่เรื่องราวความทรงจำในวัยเด็กที่เธอซุกซ่อนไว้ ปมปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ที่เต็มไปด้วยความแหว่งวิ่น สาเหตุที่แม่ของเธอต้องตายลง ที่มาของน้องสาวของเธอ รวมทั้งเรื่องราวลึกลับภายในโรงแรม ปริศนาที่เธอได้ค้นพบเมื่อมาอยู่ในโรงแรม รวมถึงวิญญาณอาฆาตที่ดูเหมือนว่าพยายามจะมุ่งตรงมาที่ยูมิเป็นพิเศษอีกด้วย รวมทั้งพาร์ตดราม่า ที่พอพะยี่ห้อว่าเป็นหนังเกาหลีแล้ว แทบไม่ต้องห่วงเลยครับว่า ดราม่าเกาหลีนี่มันดราม่าเกาหลีจริง ๆ

ประเด็นหลักของหนัง

แม้ว่าตัวหนังจะพยายามโปรโมตความเป็นหนังสยองขวัญเต็มขั้น แต่สิ่งที่หนังทำได้มากกว่านั้นก็คือเรื่องของการเล่าประเด็นที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือเรื่องประเด็นความสัมพันธ์ที่แหว่งวิ่นระหว่างแม่กับลูกนี่แหละครับ ในหนัง ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดีระหว่างยูมิและแม่ของเธอ ปมความขัดแย้งต่าง ๆ นานา

จนถึงเรื่องของปมที่ทำให้แม่ของเธอต้องฆ่าตัวตาย และไหนจะน้องสาวตัวน้อยของยูมิที่เกิดมาจากคนละพ่อ ที่เป็นเหมือนกึ่งพี่น้องร่วมสายเลือด แต่ก็เป็นเหมือนกับภาระไปด้วยพร้อม ๆ กัน จนกระทั่งเธอต้องตัดสินใจเอามาฝากไว้กับน้าสาวผู้เป็นเพื่อนกับแม่ของเธอมาก่อน ท่ามกลางกลิ่นอายความไม่น่าไว้วางใจที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ทำให้ยูมิต้องออกตามสืบค้นเรื่องราวและปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตหลายปม ซึ่งพาร์ตของการสืบสวนสอบสวน และดราม่าเรื่องแม่ ๆ ลูก ๆ นั้นทำได้ในระดับที่ใช้ได้เลย

ด้านการแสดง

ทางด้านการแสดงก็ถือว่าธรรมดา เพราะหนังทำออกมาได้น่าผิดหวัง การแสดงของนักแสดงไม่สามารถช่วยส่งเสริมตัวหนังเอาไว้ได้เลย อาจจะเป็นบทที่ไม่สมบูรณ์ของหนังด้วย "อีเซยอง" ก็ไม่สามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้ แม้เธอจะเข้าถึงบทบาทของตัวละครตัวเองอย่างน่าพอใจก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่ดูโดดเด่นเลย เธอก็เล่นตามบทของตัวเองไป

แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังรู้สึกชอบน้องเล็กอย่าง "พัคโซอี" นักแสดงเด็กของเรื่องนี้ น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่รู้สึกพอใจให้หนังเรื่องนี้ เพราะเป็นนักแสดงเล็กอายุแค่นี้ แต่สามารถสื่อสารและถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดี ถึงประสบการณ์ยังน้อยนิด การแสดงออกทางสีหน้าของเด็กคนนี้ต้องชื่นชมสักหน่อย

รีวิว The Lingering

จุดสังเกต

แต่แม้ว่าบรรยากาศโดยรวมของหนังจะมีความน่ากลัว และสยองขวัญในระดับที่ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว แต่หนังเรื่องนี้ก็มีข้อสังเกต 2 เรื่องใหญ่ ๆ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังไปได้ไม่สุดของความสยองขวัญ นั่นก็คือ หนึ่ง ถ้าไม่นับตัวละครหลักอย่าง ยูมิ ที่รับบทโดย อีเซยอง ที่รับหน้าที่แบกหนังทั้งเรื่อง และน้องพักโซยี ที่เล่นเป็นน้องสาวของยูมิ ตัวละครอื่น ๆ กลับดูง่ายและชัดเจนไปหมดเลย บทบาทที่ดูชัดซะจนแทบไม่มีเหลี่ยมมุม ทำให้สามารถเดาทางพล็อตของหนังได้ง่ายไปโดยปริยาย

และจุดสังเกตที่สองคือ ฉากสยองขวัญ อย่างที่ผมกล่าวถึงแล้วว่า บรรยากาศของหนังเรื่องนี้นั้นถือว่าสยองขวัญใช้ได้ การเล่นกับซอกหลืบเร้นลับต่าง ๆ ในโรงแรม การเล่นกับความสว่างและความมืด การปรับโทนสีให้แตกต่างกันมาก ๆ ระหว่างซีนสยองขวัญและไม่สยองขวัญเพื่อให้เห็นความแตกต่าง ความพยายามของตัวหนังเองที่ซีรี่ย์ Netflixไม่ได้ใส่ Jump Scare จนเกินงาม และพยายามคุมโทนโดยไม่ยัดเยียดความเป็น “หนังผีที่หันไปทางไหนก็มีแต่ผี”

นั้นทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญที่ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็นหนังสยองขวัญอยู่ แต่กลายเป็นว่า ฉากการปรากฏของผีที่ทำให้รู้สึกสยอง กลับมีแต่เฉพาะฉากที่ผีมาแบบลึกลับ ๆ หรือมาแบบแอบ ๆ เห็นแต่เพียงเลือนรางเท่านั้น แต่ผีที่มากันแบบโต้ง ๆ แบบโผล่หน้ามาให้เห็น ผมกลับรู้สึกว่ามันยังก๊องแก๊งเหมือนผีในละครไทยไปหน่อย

โดยรวม

โดยรวมแล้ว ความสนุกลุ้นระทึกของหนังสยองขวัญเรื่องนี้ อาจไม่ได้น่ากลัวที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือด้วยบรรยากาศความหลอนโดยรวมก็หลอนดีอยู่นะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตัวหนังเองก็ไม่ได้ถึงกับว่าน่ากลัวสุด ๆ หลายจุดก็แอบหลุด ๆ ก๊องแก๊งไปบ้าง แต่ในฝั่งของเนื้อเรื่องและธีมหลักนั้น ทำได้ดีพอสมควร

แม้ว่าจะเดาง่ายไปหน่อยในเชิงการดำเนินและสรุปเรื่อง แต่ด้วยตัวละครและบรรยากาศก็ยังชวนให้มีอะไรที่น่าลุ้นและติดตามได้บ้างในแง่ของการสืบสวนสอบสวน พาร์ตดราม่า รวมถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกที่ดูแล้วอาจซาบซึ้งจนอาจน้ำตาซึม เรียกว่าเป็นความบันเทิงสไตล์เกาหลีที่ดูสนุกได้ในระดับที่ไม่น่าเกลียด และไม่เสียดายเงินครับ

สรุป

โรงแรมผีจอง(เวร) ในครั้งนี้...น่าจะกลายเป็นคนดูที่จะจองเวรผีมากกว่า เพราะถือว่าตัวหนังกับหน้าหนังค่อนข้างไปคนละทิศทาง Lingering อาจจะใช่หนังผีที่เหมาะกับคนที่ต้องการจะไปหาผีที่ออกมาหลอกหลอนทุกๆ 2 นาที แต่กลายเป็นหนังลึกลับที่มีโทนการเล่าเรื่องที่ออกจะเฉื่อยๆ ไปสักหน่อย อยากจะชูประเด็นเรื่องแม่ลูก...หนังก็ยังทำไปได้ไม่ถึง แต่ต้องยอมรับว่าหนังมีประเด็นดี เพียงแค่เล่าเรื่องออกมาได้ยังไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ ทำให้โดยสรุปก็เป็นเพียงหนังที่ดูก็ได้หรือไม่ดูก็ได้เรื่องหนึ่งก็เท่านั้น

Mulan

ดูหนังออนไลน์

รีวิว Mulan - มู่หลาน

ย้อนกลับไปปี 1998 ดิสนีย์ได้พยายามเจาะตลาดเอเซียด้วยแอนิเมชันที่หยิบตำนานวีรสตรีของจีนอย่าง ฮัวมู่หลาน มาดัดแปลงจัดแต่งมันภายใต้รูปแบบดิสนีย์นิยมที่มาเต็มทั้งสัตว์พูดได้ มุกตลกแบบการ์ตูนและความเวียร์ดถึงขั้นมีมังกรที่รูปร่างเหมือนกิ้งก่าพูดได้มาคอยเป็นผู้ช่วยของมู่หลาน ซึ่งแน่นอนล่ะว่ามันก็สร้างความไม่พอใจกับคนจีนจนล้มเหลวด้านรายได้ตอนออกฉาย รีวิว Mulan

เรื่องย่อ

เมื่อองค์จักรพรรดิ์แห่งประเทศจีนออกพระราชโองการว่าบุรุษหนึ่งคนต่อหนึ่งครอบครัวจะต้องเข้าร่วมกองทัพเพื่อป้องกันประเทศจากการรุกรานของผู้บุกรุกทางเหนือ "ฮัว มู่หลาน" ลูกสาวคนโตของนักรบผู้ทรงเกียรติ ต้องก้าวมารับหน้าที่แทนพ่อผู้เจ็บป่วยของเธอ ด้วยการปลอมตัวเป็นชายหนุ่มที่ชื่อ "ฮัว จุน" เธอถูกทดสอบในทุกย่างก้าวและต้องรวบรวมความเข้มแข็งภายในตัวของเธอและน้อมรับศักยภาพที่แท้จริงของเธอ มันคือมหากาพย์การผจญภัยที่จะเปลี่ยนเธอสู่นักรบผู้ทรงเกียรติและเป็นที่ยอมรับนับถือจากคนในชาติและพ่อที่ภูมิใจ


ภาพยนตร์อเมริกัน-จีน แนวสงคราม-ดราม่า-ย้อนยุค กำกับโดย นิกี คาโร ผู้เขียนบท คือ เอลิซาเบธ มาร์ทิน, ลอเรน ไฮเนก, กับริก จัฟฟา และอะแมนดา ซิลเวอร์ และผู้อำนวยการผลิต คือ วอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์ เป็นการนำตำนานจีนเรื่องฮวา มู่หลาน (Ballad of Mulan ลำนำมู่หลาน) มาดัดแปลงใหม่ต่างจากเวอร์ชั่นอนิเมชั่นปี พ.ศ. 2541

โดยซื่อตรงกับต้นฉบับของตำนานให้มากที่สุด นำแสดงโดย หลิว อี้เฟย์ เป็น มู่หลาน นักแสดงสมทบ คือ เจิน จื่อตัน (ดอนนี่ เยน), หลี่ เจี๋ย, โย่วซง อัน, กง ลี่, และหลี่ เหลียนเจี๋ย (เจ็ท ลี)

มู่หลาน เคยเป็นอนิเมชั่นของวอลต์ ดิสนีย์เมื่อปี พ.ศ.2541 และได้รับกระแสจากทั่วโลกเป็นอย่างดี ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาวผู้ที่ตัดสินใจเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องบ้านเมืองจากภัยร้าย แต่ดูเหมือนการกลับมาของเวอร์ชั่นไลฟ์แอ็คชั่นดูหนังออนไลน์จะแตกต่างจากเมื่อก่อน เพราะมันไม่ใช่ภาพยนตร์มิวสิคเคิลเหมือนที่ดิสนีย์เคยทำ

แต่เป็นการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับปรับเปลี่ยนบทให้มีความถูกต้องตามวัฒนธรรมของประเทศจีนซึ่งเคยได้วิจารณ์อนิเมชั่นไว้ถึงความผิดเพี้ยน และขบขันจนเกินจะยอมรับ ดิสนีย์ที่ต้องการให้ตลาดใหญ่อย่างจีนยอมรับ จึงได้ปรับเปลี่ยนโทนจากการผจญภัยแสนสนุกสนาน กลายเป็นเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนของหญิงสาวคนหนึ่งผ่านสงคราม ซึ่งอาจจะทำให้ใครที่เป็นแฟนอนิเมชั่นอาจจะต้องหน้าบูดไปตาม ๆ กัน

แต่สำหรับตลาดแอนิเมชันโลกโดยเฉพาะเอเซียมันกลับสร้างความนิยมให้กับเด็ก ๆ ในยุคนั้น ลามไปถึงปรากฎการณ์สำคัญคือมันได้กลาย “การ์ตูนตัวแม่” สำหรับบรรดากะเทยด้วยเพลง Reflection ที่ส่งเหลือเกินกับเนื้อหาการปิดบังตัวตน และพลอยส่งให้ชื่อของคริสตินา อากีเลราดังเป็นพลุแตกในฐานะคนร้องเพลงนี้ (และแม่ของเหล่ากะเทย) และสำหรับผมเองความทรงจำเดียวที่มีต่อ MULAN เวอร์ชันนั้นก็แค่เพลงนี้นี่แหละครับ 555

แต่กระนั้นในปี 2020 นี้ ดิสนีย์คงตระหนักได้จากการทดลองเอาของเก่ามาหากิน เอ้ย ! ดัดแปลงแอนิเมชันให้กลายเป๋็นหนังคนแสดงหรือเรียกหรู ๆ ว่าไลฟ์แอ็กชัน (Live Action) ทั้ง The Jungle Book, Aladdin และ The Lion King โกยเงินเข้ากระเป๋าได้แบบไม่ต้องคิดเยอะเลยว่าแอนิเมชันอย่าง MULAN เอง

ก็ไม่ยากนี่หว่าที่จะเอามาทำเป็นหนังคนแสดงเรื่องต่อไปแต่อนิจจาตัวหนังก็ดันสร้างประวัติศาสตร์ในตัวมันเองแบบไม่ตั้งใจเสียด้วย ทั้งหลิวอี้เฟยที่ออกมาโพสต์สนับสนุนให้ตำรวจใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงในฮ่องกงจนเกิดกระแสแบนเว็บดูหนังในประเทศต่าง ๆ และการตัดสินใจของดิสนีย์ที่เอาหนังลงสตรีมมิงแทนการออกฉายที่อเมริกา

มู่หลาน โชคไม่เข้าข้างดิสนีย์เท่าไหร่ เพราะปีแห่งวิบากกรรมโควิดที่แน่นอนว่าหนังจะต้องทำเงินไม่คุ้มทุนแน่ หนังจึงถูกขายส่งไปยัง Disney+ บริการสตรีมมิ่งของเครือดิสนีย์ในราคากว่า 800 บาท ทำให้ไทยเราโชคดีที่วอลต์ ดิสนีย์ไทยได้จัดเต็มกับจอภาพยนตร์ พร้อมทั้งคว้านักแสดงสาวไทยขวัญใจใครหลาย ๆ คนอย่าง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก เพื่อมาให้เสียงพากย์ของมู่หลานด้วย ซึ่งแน่นอนว่าวงการพากย์ไทยนั้นมีดาราที่พากย์ทั้งดีและไม่ดี แต่ใบเฟิร์นต้องผ่านการทดสอบอย่างหนักหนาต่างจากตอนแสดงเป็นนิรา ในละครใบไม้ที่ปลิดปลิวอย่างแน่นอน

เนื้อเรื่อง

ฮวา มู่หลาน บุตรสาวของฮวา โจ นักรบเลื่องชื่อตระกูลฮวา ผู้เปี่ยมพรสวรรค์และแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้าน จนกลายเป็นตัวประหลาดสำหรับสายตาผู้คน ทว่า จักรพรรดิถังไท่จงรับสั่งให้เกณฑ์บุรุษครอบครัวละหนึ่งคนไปเข้าทัพหลวงเพื่อป้องกันผู้รุกรานจากทางเหนือ

โดยหัวใจที่กล้าแกร่งและเสียสละจึงตัดสินใจสวมรอยเข้ากองทัพชายเปลี่ยนชื่อปลอมตัวเป็น ฮวา จิ้น ท่ามกลางมิตรสหายชายชาติทหาร และชายหนุ่มผู้ถูกชะตากับเขาอย่าง เฉิน หงฮุย มู่หลานต้องตัดสินใจว่าจะสู้กับกองทัพในฐานะฮวา จิ้น หรือจะต่อสู้ในฐานะตัวของเธอเอง เมื่อศัตรูที่แฝงด้วยความชั่วร้ายได้รุกรานสู่ชีวิตผู้คนในแผ่นดินจีนอย่างน่าหวาดกลัว

ฉบับภาพยนตร์

มู่หลานในฉบับภาพยนตร์มีความแตกต่างในแบบที่ต้นฉบับไม่เคยมีมาก่อน เราจะเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างที่เวอร์ชั่นอนิเมชั่นไม่ได้เล่า หนำซ้ำการที่ไม่มีเพลงร้องแบบภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นเรื่องอื่น ๆ ไม่ได้เป็นจุดด้อยของเรื่องแต่อย่างใด เพราะการเล่าเรื่องยังคงรักษาแก่นหลักได้ครบ โดยเปลี่ยนให้มีความสมจริงในทุกช่วงเวลาของเรื่อง

ไม่มีตลกโปกฮาผิดที่ผิดทาง อาจเพราะหนังตั้งใจจะทำตัวเองให้ซีเรียส เราจึงพบว่าคาร์แรกเตอร์ตัวละครทุกตัวในเรื่องแทบไม่มีมุมขบขันเลย เป็นการสมมติว่าถ้ามู่หลานอยู่บนโลกแห่งความจริงจะเป็นอย่างไร ซึ่งผู้กำกับทำได้สำเร็จในด้านนี้ เพราะมันไม่มีความดิสนีย์ ดูเหมือนหนังจีนที่ฉายโรงมากกว่า

ความสมเหตุสมผลมีมากกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ และความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องก็ตรึงติดแน่นจนรู้สึกเครียดตามเรื่องไปเลย อาจเพราะมุกตลกมีแค่ไม่กี่ฉาก ซึ่งจะเป็นจังหวะของหนังมากกว่าที่จะเล่นพร่ำเพรื่อ ส่วนการเล่าเรื่อง ยังมีความแฟนตาซี แต่ไม่ได้แบบปล่อยพลังอะไรมากมาย แต่ดูก็คงรู้ว่าตัวละครไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ ถือว่าทีมค้นคว้าทำการบ้านมาดี และบอกได้เลยว่านี่เป็นหนังดิสนีย์ที่แม้จะเรตทั่วไป แต่ก็มีประเด็นด้านสงครามที่โหดร้ายใช่ย่อย โชคดีที่หนังไม่ได้เน้นตรงนี้มาก ไม่งั้นคงหดหู่จริง ๆ

จุดยืนของตัวละคร

หนังขับเน้นจุดยืนของตัวละครหลักได้จากการกระทำอย่างชัดเจน ทุกการกระทำที่ตัวละครกระทำแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเข้มแข็ง และอยู่รอดท่ามกลางความยากลำบากที่ชี้เป็นชี้ตายของตัวละคร โดยเฉพาะการที่เพศหญิงต้องถูกกดให้อยู่ในประเพณีอันเก่าแก่ตามประสาลูกคนจีนที่มีลูกชายเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เพราะได้ทำสงครามปกป้องบ้านเมือง ส่วนผู้หญิงควรจะออกเรือนมีคู่ครองที่ดี สืบสกุล ซึ่งผมมองว่า ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นนักรบได้ ไม่ใช่แค่การถูกกำหนดจากสังคม

แต่มาจากสิ่งที่คน ๆ นั้นได้กระทำออกมา บางทีผู้หญิงอย่างมู่หลานก็กล้าแกร่งกว่าผู้ชายอีกนะครับ นอกจากนี้ยังพูดถึงคุณธรรมเรื่องครอบครัวและมิตรภาพ เรื่องปลอมตัวเป็นทหารที่แม้มันจะเป็นเรื่องที่ผิดแปลกจากยุคนั้น แต่ผลตอบแทนและการกระทำมันเกินกว่าที่ธรรมเนียมเก่าจะฉุดรั้งมันเอาไว้ให้ต้องอยู่กับที่ ความภักดี กล้าหาญ ซื่อสัตย์ กตัญญู คือสิ่งที่ทุกคนควรมี แต่มีในแบบตัวเอง ไม่จำเป็นต้องทำตามใคร ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แค่นี้ก็เป็นคนที่ดีต่อสังคมได้แล้วล่ะครับ

คุณภาพของหนัง

งานภาพของเรื่องนี้มีความสวยงามและไม่เน้นสีสันฉูดฉาด แต่ใช้สีบอกอารมณ์ตัวละครหรือสถานการณ์ในขนาดนั้น เช่น ถ้าสดใสก็จะเป็นสีเขียวและส้ม พอเศร้าก็จะเป็นสีแดง มีมุมกว้างหลายฉากที่สวยกว่าหนังดิสนีย์ทั่วไป

แต่สิ่งที่ขัดตาคือ ซีจีบางจุดลอยอย่างไม่น่าเชื่อ คือมันไม่เป็นหนึ่งเดียวกับนักแสดง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก แค่มันขัดตาจริง ๆ ในขณะที่เสียงเพลงนั้นมีความกระหึ่มก้องโลก แถมหยิบนำเพลงของอนิเมชั่นมาบรรเลงในฉบับออร์เครสตร้าแทนการขับร้อง

รีวิว Mulan

ซึ่งนี่เป็นจุดที่ทำให้หนังดูเป็นสงครามที่ชี้เป็นชี้ตายตัวละคร แต่เพลงประกอบตอนท้ายเครดิตยังมีคริสตินา อากีเลรา เจ้าของเสียงร้องของเวอร์ชั่นอนิเมชั่นต้นฉบับ มาขับร้องเพลงประกอบอย่าง Loyal Brave True, Reflection อยู่เหมือนเดิม เพราะงั้นถ้ายังไม่อิ่มกับหนังอยู่รอฟังเพลงไปก่อนก็ไม่ได้เสียหายอะไร

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืองานดนตรีประกอบโดย แฮรี เกร็กสัน วิลเลียมส์ ที่ใช้การตีความจากหนังมาทำเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม น่าจะเป็นหนึ่งในสกอร์ที่ดีที่สุดของปีนี้ได้เลย และโดยเฉพาะโจทย์นึงที่แฟน ๆ ของ MULAN คิดว่าพลาดไม่ได้อย่างการตีความเพลง Reflection ให้ออกมาต่างจากแบบมิวสิคัลเหมือนในแอนิเมชัน ก็บอกเลยว่าสกอร์ของเขาเมื่อปรากฎในจังหวะหนังที่ใช่มันทรงพลังมาก ๆ ครับรับรองไม่ผิดหวัง

โดยรวม

ถ้าชอบมู่หลาน ก็ลองเปิดใจให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ดู มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่ถ้าอยากเห็นอะไรใหม่ ๆ อาจจะผิดหวัง เพราะหนังมันยังติดชื่อมู่หลาน แม้จะพยายามฉีก แต่การที่หนังยังวนเวียนอยู่กับความรักชาติ ชาตินิยม เหมือนโฆษณาชวนเชื่อของจีนไปอย่างแนบเนียน ตัวละครอื่นเลยกลายเป็นแค่ส่วนประกอบบาง ๆ ที่ทำให้มู่หลานโดดเด่นสมชื่อ แบกไปหมดทุกอย่าง

ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ชอบมาก งานภาพ งานเสียง ความสมเหตุสมผลและการแสดงไม่มีติดขัด แต่การเล่าเรื่องและประเด็นมันค่อนข้างราบเรียบที่ไม่น่าจะถูกใจเด็กที่ตามการ์ตูน ก็รู้สึกว่าหนังใช้ความจีนเยอะมาก เยอะจนอึดอัด ปรัชญาเอย ความกตัญญูเอย มันเยอะเฝือจนทำให้หนังที่ควรจะดีเลยไปได้ไม่ดีสุด

สรุป

ทิ้งท้ายรีวิวคงไม่มีอะไรมากนอกจากรู้สึกว่าเมืองไทยโชคดีมากที่ดิสนีย์ประเทศไทยตัดสินใจเอาหนังเข้าฉายโรงเพราะตัวหนังถูกออกแบบมาให้ดูในโรงจริง ๆ ที่สำคัญคือหนังเองก็รวมดาราเอเซียคนสำคัญไว้นอกจากหลิวอี้เฟยแล้วก็ยัง เจิ้งจือตัน หรือ ดอนนี่ เยน ที่ดังจากหนังปรมาจารย์ยิป มัน หรือจะเป็น กงลี่ สาวสวยสองพันปีในบทแม่มดที่ปังมากฟาดมาก

และที่โดนใจเด็กยุค 90s มากแต่อาจต้องขยี้ตาหน่อยคือการปรากฎตัวของ หลี่เหลียนเจี๋ย หรือ เจ็ต ลี ในบทฮ่องเต้ที่หน้าตาดูชราไปเยอะแต่ยังคงรัศมีดาราใหญ่อยู่ สรุปง่าย ๆ คือ MULAN ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ครับ