วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563

Hak Ma Yom Ma Yam - ฮักมะย๋อมมะแย๋ม

ดูหนังออนไลน์

รีวิว Hak Ma Yom Ma Yam - ฮักมะย๋อมมะแย๋ม

เรื่องย่อ
เรื่องราวความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของ บักโจ้ (รับบทโดย วัชรพงษ์ ปัทมะ) ชายหนุ่มสุดซื่อที่ถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องร่วมมือกับ จู๋ (แสดงโดย เจี้ย แปซิฟิก) หลอกลวงครอบครัวของ แมว (รับบทโดย สุภาพร สมวิจิตร) เพราะหวังล้วงสูตรลับ “แจ่วบอง” ประจำตระกูล มาขายเพื่อเอาเงินไปสู่ขอแฟนสาว ตั๊ก (แสดงโดย พราวภิชณ์ษา สุทธนากาญจน์) แต่เรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อตัวเขานั้นกลับไปตกหลุมรักแมวซะงั้น ขณะเดียวกันแมวที่เริ่มมีใจให้กับบักโจ้ก็ต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มที่เธอรักและไว้ใจเข้ามาเพียงเพื่อหาผลประโยชน์เท่านั้น บักโจ้จะทำอย่างไรเพื่อเรียกความเชื่อใจและหัวใจของแมวให้กลับมาได้อีกครั้ง

สิ่งที่อยากเล่าให้ฟังเป็นอันดับแรกคือ ได้ยินว่าผมกำลังจะไปดูหนังที่มีชื่อเรื่องว่า “ฮักมะย๋อมมะแย๋ม” ก็เกิดปฏิกิริยาแปลกๆ แตกต่างกันออกไป บางคนสงสัยว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร (วะ) เพราะว่าชื่อแปลกเหลือเกิน หลายคนก็ไม่เคยได้ยินชื่อ (น่าจะเพราะการโปรโมตที่ไม่ทั่วถึง) และหลายคนก็พูดชื่อหนังผิด แต่ก็นั่นแหละครับ มันไม่ใช่ความผิดของตัวหนัง แม้ว่ามันอาจจะยากและทำให้เขินจนพูดผิดพูดถูกตอนยืนซื้อตั๋วหน้า Box Office อยู่บ้าง แต่หนังเรื่องนี้ก็มีชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ไปแล้วเรียบร้อย
ว่ากันที่ตัวหนัง

หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้คือการร่วมกันจับมือระหว่างการจัดจำหน่ายและโปรโมตของ M Pictures ในฝั่งไทย กับทีมโปรดักชันอย่าง “แข้วแห้ง โปรดักชัน” จาก สปป.ลาว และได้ผู้กำกับ “เจี้ย แปซิฟิค” ที่เคยมีผลงานกำกับ “ฮูปเงา” (คำว่าภาพยนตร์ในภาษาลาว) มาหลายเรื่อง และเรื่องนี้คือการข้ามพรมแดนมากำกับหนังไทยลาวเรื่องแรก ที่สำคัญคือยังลงทุนเล่นฮูปเงาเรื่องนี้เองด้วยอีกต่างหาก พร้อมด้วยนักแสดงไทย-ลาวที่มาร่วมสนุกกันอย่างคับคั่ง และแถมยังมีแขกรับเชิญที่เรารู้จักกันดีอย่าง หม่ำ ม๊กจ๊ก (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา สายสิน วงษ์คำเหลา และเจเน็ต เขียวมาร่วมด้วยอีกต่างหาก รีวิว Hak Ma Yom Ma Yam เกี่ยวกับหนัง

แม้ว่าตัวหนังจะตั้งตัวเป็นโรแมนติกคอมเมดี้ แต่เอาจริง ๆ ตัวหนังน่าจะหนักไปทางฝั่งคอมเมดี้เสียเป็นส่วนมาก คือมันก็คงไม่ถึงกับลามจนทำให้ส่วนโรแมนติกหายไปเลยนะครับ แต่ตัวหนังให้ความเน้นหนักกับคอมเมดี้จริงๆ เพราะไม่ว่าตัวละครจะทำอะไร ไม่ว่าตัวละครจะอยู่ในมู้ดไหน โทนอะไร ก็จะต้องมีมุกแลบออกมาเสมอในเกือบทุกซีน (คือมันมีมุกเกือบทุกซีนจริง ๆ นะ) แม้ว่าตัวละครจะเศร้าสร้อยอาลัย หรือเสียอกเสียใจเจ็บเจียนตายขนาดไหนก็ตาม ก็จะต้องมีมุกแพลมออกมาด้วยเสมอตามหลักปรัชญาที่ว่า “ยิงร้อยฮาสี่ก็ดีใจแล้ว”

อย่างที่ดูหนังออนไลน์บอกว่า แทบทุกซีนในหนังเรื่องนี้ยิงมุกเก่งงงง ที่สำคัญคือเป็นมุกแบบทุกชนิด ทุกขนาดด้วย ไม่ว่าจะมุกเล่นใหญ่ มุกทุ่มทุนเล่นหรือมุกห้าบาทสิบบาทก็ตามที ยกตัวอย่างบางส่วนแบบที่ไม่สปอยล์ก็เช่น มุกที่โจ้กำลังเสียใจหลังจากที่ตั๊กบอกเลิก เพราะว่าคล้อยตามแม่ที่อยากได้ลูกเขยที่ฐานะดีกว่า ซึ่งถ้าร้องไห้เสียใจก็คงธรรมดาไป อ้ายโจ้ก็เลยนอนร้องไห้บนแคร่ฟังวิทยุ หวังจะฟังเพลงอกหักเพื่อปลอบใจ

แต่ก็ดันมีโฆษณาสินค้าฮา ๆ มาแทน หรือตอนร้องไห้เอาหลังพิงเสาไม้นอกบ้าน จังหวะที่ทรุดตัวลงไปปรากฏว่าเสี้ยนตำหลัง! หรือแม้แต่แมว ที่รู้ว่าโจ้เข้ามาในบ้านเพียงเพื่อหวังจะขโมยสูตรแจ่วบอง และตัวเองก็เริ่มจะแอบชอบโจ้ ก็เลยนั่งร้องไห้เสียใจกับฟูกบนบ้าน แต่เสียใจเปล่า ๆ ก็จะดูธรรมดาไป ก็เลยเอี้ยวตัวผายลมไปหนึ่งดอก แล้วพ่อของแมวก็ดันเข้ามาตอนที่กลิ่นยังไม่สลายตัวดี ก็เลยได้อรรถรสปลอบใจแบบมีกลิ่นกันไป (ทั้งสองมุกนี้มีอยู่ในตัวอย่างหนัง)

รีวิว Hak Ma Yom Ma Yam

เรียกว่าในทุกฉาก ทุกซีน หนังเรื่องนี้สามารถหาช่องทางในการยิงมุกได้เรื่อย ๆ แล้วมันก็เข้าสูตรยิงร้อยฮาซะสี่เสียด้วย เพราะเอาจริง ๆ แม้ว่ามุกในหนังจะเต็มเอี้ยดแบบนับไม่ถ้วน แต่มุกตลกก็เป็นอะไรที่อัตวิสัย คือความตลกไม่ตลกนั้นมันก็ต้องแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนอ่ะนะ ซึ่งเท่าที่ตัวผมเองดูหนังเรื่องนี้จนจบ ผมมีความรู้สึกว่า มุกในหนังบางมุกก็ทำงานจริง ๆ คือบางมุกมันก็เซอร์จัด ๆ จนกลั้นขำไม่ไหว บางมุกดูแล้วก็ร้องว่าอะไรว้า… อย่างเช่นมุกนักธุรกิจผิวสีและลูกสมุนที่มาในมาดของฝ่าบาททีชาล่า (แต่เว้าลาว) แต่บางมุกก็เดาทางง่ายไปจนแป้ก และบางมุกก็ซับซ้อนจนไม่รู้ว่าทำไปทำไม อะไรแบบนี้นี่แหละที่ผมบอกว่ามันคือการยิงร้อยฮาสี่ก็ดีใจแล้ว

ส่วนตัวบท

อย่างที่เว็บดูหนังจั่วหัวว่ามันเป็นมนต์ฮักลูกทุ่ง คือเป็นมนต์รักลูกทุ่ง อารมณ์ประมาณไอ้หนุ่มคนจนรักกับสาวคนรวยที่ทางบ้านเรียกสินสอดแพง ๆ พระเอกเลยต้องหาวิธีที่จะได้สินสอดให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ใหม่อะไร แต่ก็ยังโชคดีที่ตัวหนังเองเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับเรื่องราวใน สปป. ลาว ตัวหนังเลยพาออกไปเล่าเรื่องต่อที่ลาว ด้วยการให้พระเอกแฝงตัวเข้ามาที่บ้านของแมว เพื่อที่จะขโมยสูตรแจ่วบองประจำตระกูลของแมวไปขายกับอ้ายจู๋ เพื่อแลกกับเงินที่จะไปสู่ขอกับแม่ของตั๊กที่เมืองไทย
ซึ่งถ้าให้เดาเจตนาของอ้ายเจี้ย ขอเดาเอาว่า คงต้องการคุมทิศทางหนังให้เป็นคอมเมดี้ที่ดูเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ซึ่งพอเป้าหมายเป็นแบบนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าทำให้การดำเนินบทดูง่ายไปซะทุกอย่าง ทุกการกระทำของตัวละครนั้นมาแบบง่าย ๆ บทจะได้ก็ได้ง่าย บทจะไม่ได้ก็ไม่ได้ บทจะเจอก็เจอซะง่าย ๆ ซะอย่างนั้นแหละ

และอีกจุดที่น่าสังเกต (และส่วนตัวผมเองค่อนข้างชอบ) คือส่วนของการถ่ายทำประเทศลาวนั้น ไม่ได้เป็นการถ่ายภูมิทัศน์และสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองลาวมาแบบสวย ๆ เหมือนหนังเรื่องอื่น แต่เป็นชนบทลาวในแบบเรียล ๆ คือเรียลสุด ๆ บ้านตามต่างจังหวัดและทางลูกรังต้องเป็นแบบนี้แหละ ไม่ใช่บ้านทรงไทยหรือกระต๊อบมุงจากเหมือนบ้านคนจนในละครหลังข่าว

ส่วนทางด้านตัวละครนั้น ต้องบอกว่า ถ้าอยากจะไปดูจริง ๆ มันคงไม่สนุกแน่ถ้าจะหวังผลทางดราม่าเข้มข้น หรือทำอะไรจริงจัง ๆ เช่นมีบทโหดร้าย หรือเศร้าสร้อย เพราะตัวละครทุกตัวในหนังถูกออกแบบมาเพื่อหวังผลทางความบันเทิงล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในร่างฝ่าบาททีชาล่าและลูกน้อง หรือตัวของอ้ายจู๋ ที่แม้หน้าตาท่าทางจะพร้อมกับการเป็นเสี่ยโหด ๆ

แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนโหมดกลายเป็นเสี่ยติงต๊องได้ในทันทีซะงั้น และรวมไปถึงตัวละครหลัก ไม่ว่าจะเป็นโจ้ พระเอก ตั๊ก นางเอกฝั่งไทย หรือแม้แต่แม่ของโจ้ พ่อของแมว หรือตัวของแมว นางเอกฝั่งลาว (ที่มีดีกรีเป็นถึงมิสยูนิเวิร์สลาว 2017) ก็พร้อมที่จะปล่อยมุกกันแบบไม่ห่วงสวย อีกจุดที่อยากพูดถึงคือ แขกรับเชิญอย่างลุงหม่ำ แม้ว่าหนังจะขยันยิงมุกขนาดไหน แต่การมาของ “ลุงหม่ำ” นายสิน ลูกน้องคู่ใจ และเจเน็ต เขียว ในบทแม่ของตั๊กนั้นเป็นการมาในฐานะ “แขกรับเชิญ” เท่านั้น คือเป็นแขกรับเชิญจริง ๆ นะครับ อย่าหวังว่าจะให้ลุงหม่ำและพี่เจเน็ตเล่นอะไรที่เบอร์ใหญ่ขโมยซีนเกินกว่าเส้นของคำว่า Cameo โดยเด็ดขาด

สรุป

เอาจริง ๆ แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ใหม่และซับซ้อนมาก เดาทางได้แบบง่าย ๆ และอย่าดูเพื่อหวังความจริงจังแบบดราม่าเข้มข้น แต่ถ้าหวังว่าจะเป็นหนังที่ดูเพื่อความบันเทิง ดูเพื่อผ่อนคลาย ต้องการเสพมุกตลกจำนวนมหาศาล (ซึ่งจะขำหรือไม่ขำก็อีกเรื่องนึงนะ) หรืออยากเข้าไปซึมซับ เรียนรู้ภาษาลาวที่มีความน่าฮัก (และนางเอกลาวที่หน้าสดก็น่าฮักหลาย ๆ) ก็เป็นหนังที่ดูแบบเพลิน ๆ ให้ความบันเทิงแบบบันเทิ๊งบันเทิงพอได้อยู่เหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563

The Angry Birds Movie 2

ดูหนังสด

รีวิว The Angry Birds Movie 2 - แอ็งกรีเบิร์ดส 2 เดอะมูวี่

หลังจากศึกปะทะกันมาเป็นเวลาช้านานก็ได้ฤกษ์ที่เหล่านกสายไฝ่ว์นำโดย เรด (เจสัน ซูไดคิส)นกแดงขี้โมโห, ชัค (จอช แกด) นกเหลืองเจ้าลมกรดช่างจ้อ, บอมบ์ (แดนนี แมกไบรด์)นกพี่เบิ้มที่สามารถผลิตระเบิดได้จากการผายลม และ ซิลเวอร์ (เรเชล บลูม)น้องสาวเจ้าปัญญาของชัคสมาชิกใหม่ในกลุ่ม จำใจต้องจับมือกับพวกหมูเขียวสุดแสบนำโดย ลีโอนาร์ด (บิล เฮเดอร์)หมูเคราแพะจอมกวน และคอร์ตนีย์​ (อควาฟินา)หมูสาวลูกสมุน

งานนี้คู่เกาเหลาจำต้องแท็กทีมเพื่อต่อกรกับเซต้า (เลสลี โจนส์) นกสาวแห่งเกาะน้ำแข็งศัตรูตัวใหม่ที่หวังทำลายเกาะหมูและเกาะนกแล้วยึดเป็นที่อยู่ใหม่เสียเอง งานนี้เหล่าหมูและนกต้องร่วมแรงกันหยุดยั้งอาวุธมหาประลัยของเซต้าก่อนบ้านของพวกเขาจะถูกก้อนน้ำแข็งทำลายยับเยิน รีวิว The Angry Birds Movie 2

จากเกมดีดนกดีดหมูสุดฮิตในสมาร์ตโฟนรุ่นบุกเบิกสู่ภาพยนตร์ภาคแรกในปี 2016 กับ The Angry Birds Movie ที่เรียกได้ว่าทางสตูดิโออย่างโซนี่เป็นเสือปืนไวคว้าสิทธิ์ในคาแรกเตอร์สุดน่ารักและโดดเด่นมาทำหนังแอนิเมชันและทำเงินไปพอสมควร แต่โดยส่วนตัวแล้วอาจจะไม่ค่อยประทับใจกับหนังภาคก่อนนักเพราะเหมือนเนื้อเรื่องจะวนเวียนระหว่างการเอาชนะความโกรธของ เรด กับภารกิจปกป้องเกาะนกจากพวกหมูที่ยิ่งเล่าก็ยิ่งรู้สึกสับสน

ผมเองก็เป็นคนนึงที่ค่อนข้างเฉยๆกับภาคแรกเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ภาคแรกนั้นดำเนินเรื่องสไตล์หนังเด็ก ที่แทบไม่แคร์ผู้ใหญ่เลย ทำให้ก่อนไปชมภาคนี้นั้นทำใจและเลิกที่จะคาดหวังในตัวหนังก่อนไปชม ผลสุดท้ายที่ได้มาคือกลับสนุกและเอ็นจอยกับภาคนี้ไปซะแบบงงๆ

เรื่องรางในภาคนี้จะดำเนินต่อจากภาคก่อนซึ่ง ทั้งนกและหมูต่างเป็นศตรูคู่แค้น โจมตีเมืองกันไปมาระหว่าง 2 เกาะจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว จนมาวันนึงได้มีอุกาบาติน้ำแข็งลูกยักษ์ ถูกยิงเข้าหาทั้ง 2 เกาะ ทำให้ทั้งแก๊งน้องนกและหมูได้เริ่มต้นค้นหาที่มาของอุกาบากต์น้ำแข็งอันนี้ จนไปพบกับเกาะใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่ของเผ่าพันธุ์นกอินทรีย์ ซึ่งจ้องจะทำลายทั้ง 2 เกาะเพื่อที่จะยึดเอาเกาะทั้ง 2 มาเป็นของตัวเอง ทำให้ทั้งนกและหมูต้องพักรบชั่วคราวเพื่อรวมมือกันต่อกรกับศตรูคนเดียวกันจากเกาะอันห่างไกล

ด้วยความที่ก่อนไปดูผมเองนั้นก็ได้เลิกที่จะคาดหวังในตัวหนังไปหมดแล้ว ผลสุดท้ายคือสนุกและเอ็นจอยไปกับหนังเอามากๆ ตัวหนังนั้นจะมีการแบ่งพาร์ทการดำเนินเรื่องคล้ายๆกับเรื่อง Ice Age ซึ่งจะแบ่งเส้นเรื่องเป็น 2 เส้นเรื่องคือ เรื่องราวของตัวละครหลัก และเส้นเรื่องรองของแก๊งลูกนก 3 ตัวที่ออกผจญภัยตามเอาไข่นกกลับบ้านให้ได้ (ดูเหมือนว่าพาร์ทรองจะสนุก ฮาแซงหน้าเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว) แต่พาร์ทที่เป็นเส้นเรื่องหลักก็ยังสนุกอยู่ก็ตาม

อีกอย่างการดำเนินเรื่องที่เร็วมากเปลี่ยนซีนแบบแทบไม่รอคนดูในหนังภาคแรก ก็ส่งผลให้มันกลายเป็นแอนิเมชันที่ดูแล้วจบกันไม่มีอะไรให้จดจำนัก ซึ่งก็น่ายินดีที่ผู้สร้างอย่าง SONY Animation เองก็ให้ความสำคัญกับตรงนี้ด้วยการยกเครื่องทีมเขียนบทและกำกับใหม่ ดังนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าในส่วนของบทภาพยนตร์ดูมีโครงสร้างชัดเจน เควสต์ที่ฮีโรทั้งพวกนกและพวกหมูต้องตะลุยก็ดูสำคัญเป็นวิกฤติการณ์ที่หนักแน่นพอให้คู่อริมารวมตัวกันได้แถมยังเล่นมุกกาว ๆ ได้อย่างไม่ขัดเขินอีกด้วย

ตัดสลับกับซับพลอตของเหล่าลูกนกตัวจิ๋วที่ดันเล่นกันเพลินจนไข่หลุดลอยไปในทะเลจนพวกเขาต้องหาสารพัดวิธีตามไข่กลับบ้านมาให้ได้ ซึ่งแต่ละวิธีนี่บอกเลยว่าคิดไม่ถึงแน่นอน ทำให้ในภาพรวมการดำเนินเรื่องของหนังภาคนี้ดูลื่นไหล ดูสนุก มันส์ ฮา และคนดูรู้ว่าจะเกาะเกี่ยวใครไปผจญภัยในภารกิจครั้งนี้ และยังทำให้คาแรกเตอร์ของทั้งสองฝั่งมีจุดที่ทำให้คนดูหลงรักได้ไม่ยากอีกด้วย

สำหรับความดีงามในส่วนของบทภาพยนตร์ประการแรกเลยคือทำให้เรารู้ว่าทำไมเราควรต้องเอาใจช่วย เรด ด้วยการเอาปมนกสีแดงที่แปลกแยกจากตัวอื่นมาเล่นและขยี้ต่อด้วยสถานการณ์แรกคือพวกหมูขอสงบศึกที่ทำให้ เรด เกิดความไม่มั่นใจว่าหากเกาะนกสงบสุขเขายังจะเป็นที่รักของคนอื่น ดูหนังสด หรือถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอย่างที่ผ่านมา ซึ่งเอาจริง ๆ ปมมันดูเป็นผู้ใหญ่พอสมควรเลยนะ แต่ทีมบทก็รัดกุมพอจะเล่นในประเด็นต่อมาคือการทำงานเป็นทีมที่อาจต้องลดบทบาทตัวเองและให้กำลังใจทีมงานในภารกิจที่จะต้องไปหยุดอาวุธทำลายล้างของเจ้าแม่น้ำแข็งอย่าง เซต้า

รีวิว The Angry Birds Movie 2


ซึ่งก็ถือเป็นข้อคิดที่ดีไม่น้อยเลยที่บทหนังเรื่องนี้จะสอนให้เด็ก ๆ เข้าสังคมและรู้จักปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโลกด้วยความอ่อนโยนในยุคที่หลายคนพาตัวเองไปอยู่ในโลกโซเชียลกันหมด ดังนั้นการที่ได้เห็น เรด ค่อย ๆ ลดทิฐิตัวเองแล้วหันหน้าไปฟังทีมและบทสรุปที่สวยงามก็น่าจะกล่อมเกลาเด็ก ๆ ที่ได้ดูหนังอย่างดีเลยล่ะ.

อีกประการ ดูหนังผ่านเน็ต คือเรื่องของการยอมรับในความแตกต่าง..ตั้งแต่การนำหมูสีเขียว กับพวกนกมารวมตัวกัน ซึ่งในหนังภาคแรก แม้ว่าพวกหมูจะมีความตลกแค่ไหนแต่ด้วยสถานะผู้ร้ายเราเลยไม่ค่อยได้เรียนรู้หรือเห็นอีกด้านของเหล่าหมูเขียวเท่าใดนัก แต่กับหนังภาคนี้ที่ให้บทบาทกับ ลีโอนาร์ด และคอร์ตนีย์ ได้มีบทบาทเด่นมากขึ้นก็ทำให้เห็นด้านที่อ่อนโยน ความรักในพวกพ้องและความร่วมมือร่วมใจที่หวังให้ทั้งเกาะนกและเกาะหมูผ่านวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ไปให้ได้จนเราเผลอมอบหัวใจให้พวกหมูไปแบบไม่รู้ตัวเลยล่ะ

และแน่นอนว่านอกจากสาระและข้อคิดแล้วก็คือความบันเทิงที่ The Angry Birds Movie 2 ก็ขยันปล่อยมุกให้คนดูบริหารขากรรไกรกันทุก ๆ 2 นาที นอกจากมุกดีดตัวดีดของไปทำลายล้างกันที่ดูบันเทิงกว่าหนังภาคแรกแล้ว ในภาคนี้ยังเพิ่มตัวขโมยซีนอย่าง แมวน้ำอุ๋งอุ๋ง ที่ชอบขโมยของเซต้าแล้วขยิบตาให้ หรือหมาแช่แข็ง…เอ่อ..มันเป็นหมาที่มีชีวิตอยู่ในก้อนน้ำแข็งจริง ๆ นะ ที่ดูแล้วน่าสงสารแต่ก็อดขำไม่ได้

เช่นเดียวกับพวกบรรดา “เบบี๋” ทั้งหลายที่จะมาเติมอาการ “งู้ย” ให้คนดูโดยเฉพาะลูกนก 3 ส่วนตัวกับภารกิจหาไข่ที่ได้เด็ก ๆ ลูกคนดังอย่างลูกสาวของนิโคล คิดแมน กับ คีธ เออร์เบิน มาพากย์เสียงทั้ง เฟธ เออร์เบิน ในบท บีอาทริซ และ ซันเดย์ เออร์เบิน ในบท ลิลลี  ร่วมกับเหล่าเด็ก ๆ คนดังอย่างหนู บรุคคลินน์ พรินซ์ (Brooklynn Prince) สาวน้อยที่เคยขโมยหัวใจผู้ชมจาก The Florida Project ในบทโซอี้ ลูกนกสีชมพูดสุดน่ารัก หรือจะเป็น โจโจ ซิวา (Jojo Siwa) ก็มาให้เสียงพากย์เป็น เจย์ ลูกนกสีฟ้า เช่นเดียวกับนักร้องดังที่ตบเท้ามารับเชิญพากย์เสียงกันหอมปากหอมคอทั้ง นิคกี มินาจ นักร้องดัง โดฟ แคเมอรอน จากซีรีส์ดิสนีย์อย่าง The Descendants หรือ ปีเตอร์ ดิงค์เลจ จากซีรีส์ Game of Thrones ก็มาพากย์บทสำคัญเช่นเดียวกัน

สรุป

โดยสรุปแล้วถือว่า The Angry Birds Movie 2 สอบผ่านในแง่การเป็นหนังบันเทิงที่แค่เอาคาแรกเตอร์จากเกมมาสานต่อเรื่องเล่าใหม่ได้อย่างสวยงาม ทั้งการออกแบบงานภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซีนผจญภัยที่ดูแล้วลุ้นตาม การออกแบบคาแรกเตอร์ให้มีเสน่ห์และการพากย์เสียงที่รับส่งมุกได้ดีทั้ง เจสัน ซูไดคิส ที่ทำให้ เรด เจ้านกจอมไฝ่ว์มีเสน่ห์น่าจดจำ, บิล เฮเดอร์ ที่เอาความเป็นดาราตลกใส่ในเสียงพากย์ของ ลีโอนาร์ด หัวหน้าหมูเคราแพะ, จอช แกด ที่เราเพิ่งได้ยินเขาพากย์เป็น โอลาฟ ไปใน Frozen 2 หรือจะเป็นอควาฟินา ที่เสียงแหบเสน่ห์ของเธอทำให้ คอร์ตนีย์ กลายเป็นตัวละครที่เรารอฟังเสียงที่สุดได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงข้อคิดดี ๆ และมุกตลกที่เวิร์กก็ทำให้หนังน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้เข้าโรงไปคลายเครียดกันครับ

ส่วนตัวรู้สึกว่าภาคแรกมีมุขที่เฉียบกว่า คมกว่า แต่ในภาคนี้ปรับให้เข้าถึงทุกวัยขึ้น และฮามากกว่าในการขยี้ของมัน พาร์ทเนื้อเรื่องก็ไม่แย่นัก มีจุดให้ตัวละครเรียนรู่และมีข้อคิดที่ชัดเจน ซึ่งรวมๆ แล้วคือสนุกเลย โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังที่ฮาไปเกินเบอร์มากจริงๆ ยิ่งภาคนี้ต้องยกเครดิตให้นกปลอม และลูกนกสามตัว ที่เล่นเอาขำแบบเอาเป็นเอาตาย ขำน้ำหูน้ำตาไหลมากๆ จังหวะฮาขยี้ได้ต่อเนื่องแบบสุดๆ แถมนกสามตัวก็น่ารักเหลือเกิน จนแม้ว่ามันจะทำอะไรแหกทุกกฏก็ให้อภัยกันได้กับความโคตรน่ารักของมัน

Knives Out - ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

ดูหนังสด

รีวิว Knives Out - ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

เป็นอีกหนึ่งในหนังแววดีช่วงปลายปีที่หลายคนจับตามองเลยสำหรับ Knives Out โดยเฉพาะไลน์อัปนักแสดงนี่ต้องบอกว่าคับคั่งมาก ๆ แถมได้ ไรอัน จอห์นสัน ผู้กำกับเนื้อหอมมานั่งแท่นกำกับด้วย ซึ่งด้วยสไตล์ของแก กับบทบาทเรื่องราวในเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับปริศนาฆาตกรรมในแบบฉบับของ อากาธา คริสตี้ แล้ว เรียกว่าเข้าทางเลย รีวิว Knives Out

เรื่องย่อ

Knives Out เล่าเรื่องราวคดีปริศนาฆาตกรรมในวันรวมญาติของ ‘ตระกูลธรอมบีย์’ ซึ่งผู้ตายคือ ‘ฮาร์ลาน ธรอมบีย์’ นักเขียนนิยายชื่อดังที่มีผลงานตีพิมพ์มากกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก ถูกพบเป็นศพปริศนาในคฤหาสน์หรูของตัวเอง ซึ่งผู้ต้องสงสัยก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นทุกคนในครอบครัว ขณะเดียวกันก็มีบุคคลลึกลับว่าจ้างให้นักสืบมากฝีมืออย่าง เบอนัวต์ บลองก์ (แดเนียล เคร็ก) เข้ามารับคดีนี้ แต่ยิ่งเมื่อสืบลึกลงไป เขาก็ได้พบกับปมปริศนาที่ซับซ้อนของครอบครัวธรอมบีย์ที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับการตายของฮาร์ลานเต็มไปหมด

นี่คือหนังที่เอาเข้าจริงแล้วอยากให้ทุกคนพยายามรู้น้อยที่สุดโดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับตัวหนังก่อนไปดูจะเป็นการรับชมที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะแค่รู้เหลี่ยมนิดนึงก็อาจจะเป็นการสปอยล์ได้ ตัวหนังว่าด้วยเรื่องราวของ ครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งที่เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ในคืนฉลองวันคล้ายวันเกิดของคุณปู่ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อคุณปู่เสียชีวิตอย่างปริศนา ทำให้นักสืบต้องเข้ามาสืบสวนเรื่องราวนี้ ดูหนังสดและทุกคนในครอบครัวต่างก็เป็นผู้ต้องสงสัย!?

ต้องบอกเลยครับว่า Knives Out คือหนังที่แนะนำและไม่อยากให้ทุกคนพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าวัดกันแค่ความบันเทิงก็กินขาดแล้ว หนังสนุกมากๆ ไม่มีพาร์ทไหนของหนังเลยที่รู้สึกว่าน่าเบื่อ เพราะแม้แต่ในส่วนที่น่าจะเนือยที่สุดของเรื่องอย่างการวางเบาะแส ปูเรื่องราว หนังก็ยังมีความตลกขบขันสอดแทรกอยู่ตลอดเลย ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับตัวผู้กำกับ Rian Johnson เต็มๆ

เรื่องนี้ทั้งโปรดิวซ์เอง เขียนบทเอง กำกับเอง ด้วยความเนิร์ดในหนังหรือวรรณกรรมสืบสวนสอบสวนของแก ทำให้หนังเรื่องนี้ที่แม้จะดำเนินเรื่องในยุคปัจจุบัน แต่บรรยากาศและกลิ่นอายของหนังก็มีความคลาสสิก จุดนี้คือชอบมากเหมือนกัน เพราะเค้าดูใส่ใจกับการออกแบบงานสร้างมาก คือมันลงตัวไปหมดทั้งจังหวะ ไดอะล็อก การเล่าเรื่องยอดเยี่ยมมาก ส่วนผสมทุกอย่างลงตัวจนจะบอกว่าเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องนึงในปีนี้เลยก็ว่าได้

แม้ว่าพล็อตและโครงเรื่องของ Knives Out แทบจะถอดแบบออกมาจากหนังสือนิยายในยุค 80-90 ของอากาธาแทบทุกระเบียดนิ้ว แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมาก ๆ เลยก็คือ มันมีความร่วมสมัยที่หนังใส่มาได้แบบลงตัวสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนหรือว่าแอปฯ โซเชียล บวกกับไลฟ์สไตล์ของตัวละครในครอบครัวที่จับต้องได้ในยุคนี้

สิ่งที่ชอบ

ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของ Knives Out ที่เลือกเฉลยบางปมให้คนดูรู้ก่อน แล้วเดินเรื่องให้ลุ้นว่านักสืบพวกนั้นจะจับไต๋คนร้ายได้ไหม ไม่ใช่เล่าโดยยึดมุมมองของฝ่ายนักสืบเป็นหลักเหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้นมันยังมีความตลกร้ายแบบขำแรงปะปนอยู่จนบางทีก็ถามตัวเองระหว่างดูว่า “นี่มันหนังสืบสวนหรือหนังตลกโปกฮาวะเนี่ย”(ฮา) คือเซนส์มุกก็เจ๋ง ตัวละครทุกตัวมีมิติ มี สตอรี มีกลิ่นอายหนังสไตล์ฮิตช์ค็อก เดาทางยาก ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าไว้ใจคนในครอบครัวนี้ไม่ได้เลยสักคน

แม้แต่ฝั่งนักสืบเอง ก็แอบดูยากว่าจะออกทรงเกรียนแบบ จอห์นนี อิงลิช หรือเท่ ๆ คูล ๆ แบบ เจมส์ บอนด์ เรียกว่า เรื่องนี้ ป๋า แดนเนียล เคร็ก สลัดคราบความเป็น 007 ออกไปแทบทั้งหมดจริง ๆ บางทีอาจบอกได้ว่านี่เป็นอะไรที่ดูเข้าทางแกมากกว่า เจมส์ บอนด์ ที่แกเล่นรวมกันเสียอีก ดูแววแล้วถ้าไม่เป็นพระเอกก็จับแกไปเล่นตลกได้นะ (ฮา)

Knives Out เป็นหนังฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนที่แทบไม่มีบรรยากาศให้รู้สึกตึงเครียด ไม่มีฉากบู๊แอ็กชัน แต่กลับค่อย ๆ น่าติดตามขึ้นเรื่อย ๆ แล้วอีกปมนึงที่น่าสนใจมาก ๆ คือการเสียดสีและจิกกัดวัฒนธรรมอเมริกันและมุมมองที่มีต่อผู้อพยพ ในทำนองประชดประชันเจ็บ ๆ คล้ายจะเย้ยคอนเซปต์ ‘ดินแดนเสรีภาพ’ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ propaganda ต่อเวทีโลกมาตลอด ผมชอบตรงที่หนังจงใจไม่ได้ขยี้มากนัก แต่คนดูสามารถไปตีความต่อเมสเซจตรงนี้ได้เองอย่างแจ่มชัด เข้าใจความเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ ในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มีที่ซุกหัวนอนของคนกลุ่มนี้

อีกคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ คริส อีแวนส์ ที่มารับบทเรื่องนี้แล้ว แทบไม่มีมุมไหนให้นึกถึง สตีฟ โรเจอร์ส ที่เราคุ้นเคยกันเลย เพราะเรื่องนี้แกมาแนวคูล ๆ กวนโอ๊ย สบถเก่งมาก (ฮา) มีบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนรสชาติและทวีความสนุกขึ้นในองก์หลัง ๆ เรียกว่าสลัดลุคกัปตันแมน ๆ ออกไปให้เราได้เห็นเขาในลีลาที่แปลกตาออกไปจริง ๆ

ในแง่มุมของการเป็นหนังสืบสวนสอบสวน แน่นอนว่าเสน่ห์สำคัญของมันจริงๆ ก็คือการที่เราคาดเดาเรื่องราวไม่ได้ แน่นอนครับว่าเรื่องนี้ก็เช่นกัน หักมุมเก่งมากกกก เว็บสตรีมหนังและการหักมุมของหนังก็ค่อนข้าง make sense ด้วย (ไม่ได้แบบ อิหยังวะ) แล้วที่สุดเลยของเรื่องคือ Characters ต่างๆในหนังนี่คือปั่นมาก อย่างเช่น Daniel Craig ในบทบาทนักสืบ Toni Collette จากแม่จิตหลุดมาเป็นกูรูแฟชั่นหรือแม้แต่ Chris Evan กัปตันแสนสุภาพก็มา eat sh*t eat sh*t กันรัวๆ ทีมนักแสดงชุดนี้คือทำงานได้ดีสุดๆ และยิ่งดึงความสนุกของหนังให้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลย

รีวิว Knives Out

เสน่ห์ของ Knives Out ไม่ได้อยู่ที่ความเข้มข้น ความเป๊ะปังของการไขคดี หรือว่าตัวคนร้ายคือใคร แต่มันคือหนังทริลเลอร์ที่มีความสนุกและเสน่ห์ด้วยบทฉลาด ๆ ชวนติดตาม และความเจ๋งของมันคือการเดินเรื่องที่สนุก มีชั้นเชิง มีความหักมุมที่หลอกแบบเหนือ ๆ แต่ไม่เวอร์วังเกินไป เป็นหนึ่งในหนังที่คอหนังสไตล์ไหนก็ดูสนุก อาจมีบางองค์ประกอบเรื่องการบริหารตัวละครที่หลุด ๆ ไปบ้างบางช่วง แต่ต้องบอกว่ารวม ๆ แล้วหนังเรื่องนี้กลับมีเสน่ห์บางอย่างให้น่าติดตามและอยากกลับมาดูซ้ำสอง

สรุป

คือบอกเลยว่าเจ๋งมาก ไม่อยากพูดถึงหนังอะไรเยอะ แรกๆจะรู้สึกเหมือนเดาๆ ได้ แต่มันเจ๋งกว่าที่คิดไว้เยอะเลย จัดว่าเฉียบเลย ดูสนุกมาก ยิ่งชอบหนังแนวไขคดีปริศนาสไตล์เชอร์ล็อก โฮมส์ยิ่งต้องโดน จะคล้ายๆเรื่อง Murder On Orient Express เมื่อปีที่แล้วแต่เรื่องนี้จะเกิดในยุคนี้ สไตล์จัดจ้าน คาแรกเตอร์จัดมาก แถมกวนตีนมากด้วย

การเล่าเรื่องจากผู้กำกับชัดเจน คมมาก เดินเรื่องกระชับ ไม่ย้วย ไม่น่าเบื่อ ซึ่งไม่แปลกใจเลย เฮียผู้กำกับRian Johnson คือเฮียที่กำกับ Looper กับ Star Wars The Last Jedi ไงล่ะ แจ่มชัดแอคชั่นคมกริบ เล่าเรื่องสนุกสนานดีจริงๆ ส่วนงานสร้างก็ใช้ได้เลยทั้งตัวฉากคฤหาสน์ที่จัดจ้านมาก เสื้อผ้าก็แสดงคาแรกเตอร์ตัวละครสุดๆ

นักแสดงจัดว่าดี ตัวพ่อตัวแม่เต็มเรื่องเลย ทั้งแดนเนียล แคร็ก (เจมส์ บอนด์) คริสต์ อีวาน (กัปตันอเมริกา) Jaeden Martell (น้องพระเอก IT ภาคแรก) Toni Collette (คุณแม่จากHereditary) ลุงคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ที่ชอบเล่นบทปู่ๆในหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่อง) ส่วนนางเอกงานดีมาก Ana de Armas หน้าคล้ายๆ แพทริเชีย กู้ดอยู่ (ที่เล่นเป็นจอยแฟนไรอัน กอสลิ่งในเบลดรันนิ่ง) แค่ไปดูการแสดงก็คุ้มสุดๆ แล้ว

โดยรวมแล้ว Knives Out คือหนังสืบสวนที่ยอดเยี่ยมในแง่ของภาพยนตร์และครบถ้วนในเรื่องความบันเทิง ดูสนุก น่าประทับใจ ครบรสมาก ๆ จนไม่อยากให้ทุกคนมองข้ามเลยครับ มันดีมากจริงๆ เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูเผลอๆอาจจะยกให้เรื่องนี้ติด TOP 5 TOP10 ในปีนี้เลยก็ว่าได้ ไม่อยากให้พลาดด้วยประการทั้งปวงเลยครับ

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563

Tootsies And The Fake - ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค

ดูหนังฟรี

รีวิว Tootsies And The Fake - ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค

เรื่องย่อ

งานเข้าเหล่าแก๊งตุ๊ดทันทีเมื่อ เคที่ (อารยา เอ ฮาร์เก็ตต์) ซุปตาร์เบอร์ต้นของเมืองไทยดันประสบอุบัติเหตุจากเหงื่อเจ้ากรรมของ อีกอล์ฟ (ปิงปอง ธงชัย) จนโคม่า งานนี้นางเลยแท็กทีม 2 เพื่อนตุ๊ดทั้ง กัส (เพชร เผ่าเพชร) ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง วิน (กรรณ สวัสดิวัตน์) แฟนใหม่แสนดี กับ ท็อป (เจ กฤษณภูมิ) แฟนเก่าชวนใจสั่น, คิม (เต๋อ รัฐนันท์) ศจีสาวตกสวรรค์แถมจมูกพังกลางอากาศ และอีก 1 เพื่อนดี้อย่าง แน็ตตี้ (พีค ภัทรศยา) ที่แม่ขู่จะยกมรดกให้แมวหากนางไม่ยอมมีลูก ทั้งสี่ต้องร่วมภารกิจแปลง เจ๊น้ำ (อารยา เอ ฮาร์เก็ต) แม่ค้ากะหรี่ที่มีเพียงใบหน้าที่ไปศัลย์ ฯ จนเหมือนคุณเคที่ มา “เฟค” เป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่งของเมืองไทยในงานถ่ายโฆษณาชิ้นสำคัญก่อนจะถูกฟ้องจนหมดตัว รีวิว Tootsies And The Fake

นับจากเรื่องราวสนุก ๆ ของกะเทยชื่อ ช่า บนเพจเฟซบุ๊ค บันทึกของตุ๊ด ได้โลดแล่นบนหน้าไทม์ไลน์สร้างความสนุก เสียงหัวเราะ ให้ข้อคิด และบ่อยครั้งก็มีคราบน้ำตามาเป็นของแถมผู้อ่าน จนกระแสความนิยมได้ไปเตะตาทาง GDH 559 แล้วมอบหน้าที่กุมบังเหียนให้กับ เติ้ล กิตติภัค ทองอ่วม อดีตแคสติงไดเรกเตอร์ตัวกลั่นมาเป็นผู้กำกับแบบเปิดซิงครั้งแรกในชีวิต แล้วหลังจากซีรีส์ออนแอร์ ดูหนังฟรีและ สตรีมมิงออนไลน์ จนได้รับความนิยมไปจนครบ 2 ซีซัน ปีนี้ก็ได้ฤกษ์ที่เหล่าแก๊งตุ๊ดซี่ส์จะได้มาโลดแล่นบนจอใหญ่ และในเมื่อสูตรของซีรีส์มันทำแล้ว “สำเร็จ” ก็เลยยกโครงสร้างการเล่าเรื่องของซีรีส์มาใช้เสียเลย

แต่เพื่อให้เหมาะกับหนังความยาว 108 นาทีของหนังแทนที่เรื่องราวจะเจาะไปที่แต่ละตัวละครแบบในซีรีส์แต่ละตอน หนังเลยปรับโครงสร้างให้มีพลอตหลักเป็นภารกิจกู้หน้าความ “พังพิ” ที่กอล์ฟและคิมก่อไว้กับซุปตาร์อย่าง แคร์ธรี่… (ออกเสียงเลียนแบบตัวละครป๋อมแป๋ม) แล้วเสริมพลอตรองด้วยประเด็นของกัส อย่างประเด็นที่นางเกลียดเด็กเข้าไส้ แต่วินดันต้องเอาหลานกำพร้ามาเลี้ยงในบ้านเป็นพลอตรองที่เกือบสำคัญเท่าพลอตหลัก แล้วมีพลอตย่อยอย่างเรื่องของแนตตี้ที่น้อยใจแม่ไม่ยอมเซ็นยกมรดกแถมยังไปเอาแมวมาเลี้ยงเป็นลูกแถมยังบังคับให้เธอมีลูกให้ได้อีกพลอตนึง ซึ่งสิ่งที่กิตติภัคจะต้องยอมแลกคือความสมเหตุสมผลของเรื่องราวแล้วไปเน้นเสิร์ฟความสนุกจากมุกแซ่บ ๆ ที่แฟนซีรีส์ต่างคุ้นเคย ซึ่งผลลัพธ์นับว่าน่าพึงพอใจทีเดียว

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตัวหนังก็คือร่างอวตารของซีรีส์ ดังนั้น “อรรถรส” แบบคุ้นตาคุ้นลิ้นก็ยังถูกนำมาใช้ตั้งแต่ซีนเปิดเรื่องที่ยังเน้นเรื่องขี้ของแนตตี้เพื่อกระตุ้นให้แฟนซีรีส์รำลึกได้ว่านางเคยขี้ในรถนะ มีฉากคิมที่ดั้งหักเพื่อเน้นย้ำพฤติกรรมติดศัลยกรรมของนาง แถมลงมาจากเครื่องยังให้กัสไปเจอกับท็อปผัวเก่าของนางอี๊ก ส่วนกอล์ฟมีแค่เกริ่นตอนเปิดเรื่องว่า พี่วิศิษย์ ผัวขิงแก่แต่แซ่บของนางบวชพระจนนางอกหักเพียงเพื่อเชื่อมเรื่องราวมาสู้ฉบับหนังใหญ่เฉย ๆ

ข้อดี

ซึ่งหนังเปิดเรื่องด้วยคาแรกเตอร์ที่คนดูคุ้นเคย พร้อมเสียงบรรยายของช่า ก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนซีรีส์ที่สามารถจดจำได้เลยว่า ตัวละครนี้เห็นหน้าปุ๊บรู้เลยว่าเป็นคนยังไงโดยไม่ต้องทำการบ้านดูซีรีส์ไปก่อนแต่อย่างใด แต่หากคิดว่า งี้..เราก็ดูซีรีส์ซ้ำไปอีกรอบไม่ดีกว่าเหรอ ? ก็อยากจะบอกว่า กิตติภัค ฉลาดพอและเข้าใจสื่ออย่างภาพยนตร์มากพอที่จะเลือกหยิบสิ่งที่ใช่มานำเสนอและที่สำคัญคือการเพิ่มตัวละครของ ชมภู่ อารยา ก็เป็นทางเลือกอันชาญฉลาดที่จะจับนางเอกระดับตัวแม่ของเหล่ากะเทยไทยมาเล่นบทที่แตกต่างจากที่เคยแสดงมาเสริมด้วยเมกอัปเอฟเฟกต์ทั้งเขี้ยวและหูปลอม

พ่วงด้วยการฝึกฝนเป็นเจ๊น้ำเพื่อรับบทตัวเฟค ก็ช่วยพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงของเธอไปอีกขั้น แม้ดูเหมือนว่าโดยภาพรวมแล้วมันจะทำให้หนังเรื่องนี้มีศูนย์กลางที่เจ๊น้ำมากกว่าเรื่องเล่าของเหล่าตุ๊ดซี่ส์เหมือนในซีรีส์ก็เถอะ แต่หนังก็ยังมีธีม “เฟค” ที่นอกจากการต้องทำตามภารกิจหาคนหน้าเหมือนมาเฟคแล้ว ชีวิตแต่ละคนยังต้องดีลกับความเฟคที่ต่างกันไป ทั้งเฟครักเด็กเพื่อผัว, เฟคอยากมีลูกเพื่อมรดก, หรืออย่างจมูกใหม่ของคิมก็ทำให้เห็นว่านางก็ติดความเฟคไม่แพ้คนอื่น แม้แต่กอล์ฟเองก็เคยเสพย์ติดความเฟคในความสัมพันธ์กับพี่วิศิษย์ที่ท้ายสุดก็มีอันต้องแยกจากกัน หนังออนไลน์ช่วยเกาะเกี่ยวยึดโยงเรื่องราวให้เป็นเนื้อเดียวกัน และยังเอื้อให้เกิดมุกใหม่ ๆ บนจอใหญ่สร้างความครื้นเครงได้แบบเป๊ะปังกะละมังหม้อเลยล่ะเธอว์…

รีวิว Tootsies And The Fake

จากสองย่อหน้าที่ผ่านมาก็คงพอจะบอกได้แล้วว่าเกณฑ์ที่เราจะให้คะแนนหาใช่เรื่องความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องหรือข้อคิดอะไรที่จะได้จากหนัง แต่เป็นบรรดามุกที่หนังเอามาเสิร์ฟเสียมากกว่า ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าลำพังแค่คาแรกเตอร์ของ กัส คิม กอล์ฟ และแน็ตตี้ จากซีรีส์ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวและคนดูก็รักพวกเขาจนพร้อมเอาใจช่วยจากซีรีส์มา 2 ซีซันแล้วแต่สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนจากซีรีส์ก็ยังจะได้ฮาจากความจัดจ้านของคาแรกเตอร์ที่ชัดและมีสีสันอยู่ดี

อย่างกัส ก็จะเป็นเสียงเล่าเรื่องหลักและพาร์ตโรแมนติกที่นางจะต้องเลือกระหว่างผู้ 2 คนทั้งผัวเก่าและผัวใหม่ ซึ่งการแสดงของ เพชร เผ่าเพชร เจริญสุข ยังคงให้น้ำหนักที่พอดีระหว่างคอเมดีกับดราม่าได้ดี อาจไม่มีซีนฮามากนักแต่ช่วยให้เรื่องราวมีน้ำหนักจากข้อคิดความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นและความรับผิดชอบในอนาคตที่ผูกมากับความสัมพันธ์ที่นางเลือกเอง

ส่วน เต๋อ รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ หนุ่มหล่อที่มาแอ็บตุ๊ดจนได้ดีไม่แพ้เพชร ก็ทำให้ตัวละครคิม ศจีสาว (สจ๊วร์ตที่ออกสาว) เสพย์ติดศัลยกรรมมีชีวิตขึ้นมา และบุญบาปของนางหรือทีมงานก็ไม่ทราบ นางดันไปทำจมูกใหม่มาพอดี ซึ่งทีมเขียนบทก็ไม่รอช้าเล่นกับมุกซีลีโคนทะลุ จมูกหัก กันเต็มที่ เพื่อส่งให้ตัวละครคิมได้มีโอกาสร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู้กันให้เต็มที่ ด้าน พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณ ที่แม้ในหนังใหญ่จะไม่มีโอกาสสร้างความฮาจากรสนิยมชอบผัวทอมหน้าตาประหลาด ๆ แต่คราวนี้ความเฟคที่ตัวละครของนางต้องเผชิญในเรื่องก็ให้โอกาสนางได้แสดงอาการหื่น แล้วหื่นกับใครไม่หื่นดันหื่นกับเพื่อนตัวเอง…พังพิ! สิคะ จนฉากห้องซาวน่ากลายเป็นอีกหนึ่งฉากฮาที่พลาดไม่ได้

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้แถมเป็นนักแสดงที่ไม่อาจแทนที่ได้เลยคือ ปิงปอง ธงชัย ทองกันทม จากแม่ค้าเสื้อผ้าที่ดังในโลกออนไลน์ นางได้ทำให้ตัวละครกอล์ฟกลายเป็นที่รักของคนดูได้จริง ๆ แถมยังมีโมเมนต์ดี ๆ หลายฉากโดยเฉพาะฉากที่นางได้รับคำชมเรื่องการแต่งหน้าจากแม่ แคร์ธรี่…. ทั้งสายตาและสีหน้าได้แสดงออกชัดเจนว่านางปลื้มปริ่มมาก แถมตัวละคร กอล์ฟ ของนางยังเป็นคนเดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง แม้ความจริงที่ว่าจะแลกมาด้วยการต้องเฟคเพื่อเอาตัวรอดก็ตาม

นอกจากนี้หนังยังอุดมไปด้วยนักแสดงรับเชิญมากมายทั้ง คุณแพร วทานิกา ที่มาในบทดีไซน์เนอร์กับมุกทิ่มเข็มเก็บชายกระโปรงที่ฮาหลายดอกอยู่, การปรากฎตัวของเชฟป้อมในฐานะฮีโรของตัวละครเจ๊น้ำ, เผือก พงศธร จงวิลาส ในบทผู้กำกับที่แทบจะลอกบุคลิกของ “ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก” มาล้อเลียน หรือจะเป็น ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ที่เพิ่งดังจากเพลง รักติดไซเรน ก็มาโชว์ลีลาโยกบั้นเอวให้สาว ๆ ได้กลืนน้ำลายกันเอื๊อก ๆ แน่นวล..   เอาล่ะ พารากราฟ หรือ ย่อหน้าต่อไปขออุทิศให้ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตัวแม่และสุดยอดนักแสดงที่ทำคนดูกรามค้างแบบไม่แคร์พรมแดงเมืองกาญจน์ เอ้ย! เมืองคานส์ ที่นางไปเดินสวย ๆ มาแม้แต่น้อย

อารยา เอ ฮาร์เก็ต ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับวงการภาพยนตร์แต่อย่างใดหลังเริ่มรับงานหนังใน สาระแนสิบล้อในปี 2553 แม่ชมก็เริ่มรับงานหนังเรื่องต่อมาที่พิสูจน์ว่าเธอก็เล่นตลกโปกฮาได้ทั้ง คุณนายโฮ ปี 2555 และ จำเนียร วิเวียน โตมร ในปี 2559 แต่ก็ต้องยอมรับว่าคาแรกเตอร์จากหนังทั้ง 3 เรื่องก็ยังวนเวียนกับบทนางเอก ๆ มีต๊อง ๆ บ้างแต่ยังไม่สุดเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่ ไตเติ้ล กิตติภัค ต้องปรับเลยคือการใส่ความเกรียน ความกักขฬะ ที่ไม่เคยเฉียดกราดเจ้าแม่แฟชันนิสตาอย่างชมภู่ให้กลายเป็นเจ๊น้ำให้ได้

ซึ่งผลลัพธ์คือยิ่งกว่าการจับ “ชมพู่มาเล่นตลก” เพราะคราวนี้ตัวบทเองยังเอื้อให้เธอได้แสดงเป็นชมพู่ปลอมในหลายบุคลิกทั้ง พนักงานเก็บเงินค่าผ่านทาง เด็กอ่างเบอร์ตอง (ส่วนความฮา เราขอเก็บไว้ให้ไปเซอร์ไพร์สกันในโรงนะ) แต่กับ เจ๊น้ำ คาแรกเตอร์ที่เธอต้องสวมตลอด 90% ของหนังมากกว่าที่เธอต้องแสดงให้คนดูเชื่อในความเป็นแม่ค้าแรด ๆ พูดคำด่าคำเหมือนวิถีชีวิตเป็นแบบนั้นจริง ๆ และยังต้องสลับโหมดมาดราม่าเพื่อทำให้เห็นว่า ชีวิตนี้เธอต้องการออกรายการเชฟป้อมจริง ๆ และในโมเมนต์ที่เธอเจอฮีโรในการทำอาหาร สายตาและท่าทางของอารยาคือเหนือคำบรรยายจริง ๆ แต่เหนืออื่นใดฉากแดนซ์ของนางในเพลงหมอลำร่วมกับกอล์ฟและคิมคือนิพพานของจริงค่ะ ทั้งปั๊วะ ทั้งปัง หน้าเดธ แต่บอดี้นี่พลิ้วเชียยยย. ฮ่าาาาาาาา.

สรุป

ถึงตรงนี้คงไม่ต้องบอกอะไรมาก ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค คือหนังไทยที่ช่วยให้เราได้ลืมความจริงอันเลวร้ายทั้งอากาศแย่ แม่ด่า รถติด เบื่อการเมือง เงินไม่พอใช้ ของแพง และอีกสารพัด เข้าไปฮาตัวโยน แหกปากระเบิดเสียงหัวเราะ กันให้ฉ่ำปอดได้เลย 5 ธันวาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์ แต่เราอยากให้ดูที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ นะคะ เพราะกด จองรอบ และ ซื้อตั๋วที่ภาพสวย ๆ ด้านล่างได้เลย กราบค่ะ..ไหว้ย่อ…

Last Christmas - ลาสต์ คริสต์มาส

ดูหนังฟรี

รีวิว Last Christmas - ลาสต์ คริสต์มาส

เรื่องย่อ
เคท (เอมิเลีย คลาร์ก) แต่งตัวรุ่มร่ามอยู่ในชุดเอลฟ์ เธอทำงานอยู่ในร้านขายของคริสต์มาสในลอนดอน กำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่ในชีวิต และทอม (เฮนรี่ โกลดิ้ง) ชายหนุ่มที่ดูดีเกินจริงได้เข้ามาในชีวิตเธอและพาเธอก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิต และลอนดอนก็เข้าสู่ช่วงมหัศจรรย์ของปี บางครั้ง คุณก็เพียงแค่ปล่อยให้หิมะตกไป ฟังเสียงของหัวใจ และมีศรัทธา รีวิว Last Christmas

เหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ทุกๆ ปลายปีเพลง Last Christmas จะถูกนำมารีมิกซ์ใหม่ หลายเวอร์ชั่น หลายนักร้องมาก ซึ่งก็ได้รับความนิยมที่จะเปิดฟังในทุกๆ ปี จนมาถึงปีนี้ได้มีการหยิบเอาเนื้อหาในเพลงนี้มาตีความใหม่ สร้างเป็นเรื่องราวความรักขึ้นฉายบนจอใหญ่

เรื่องราวว่าด้วยสาวผู้ซึ่งผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ต้องพยายามใช้ชีวิตให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เธอเองก็รู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป จนกระทั่งวันนึงเธอได้พบชายในฝันที่มาช่วยนำพาให้ชีวิตเธอกลับเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง

เอาจริงๆ แล้วตัวหนังนั้นไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หรือเกิดคาดเดาอะไรเลย การดำเนินเรื่องค่อนข้างจะธรรมดาด้วยซ้ำไป ผมเองขนาดเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดอะไรระหว่างดูยังสามารถรับโน้นชนนี่ เดาเรื่องช่วงท่ายของหนังได้เป๊ะๆแบบฉากต่อฉากเลยทีเดียว แต่ในความง่ายๆของหนังเรื่องนี้นั้น มันเต็มไปด้วยความโรแมนติก เพลิดเพลินไปกับบทเพลงประกอบในหนัง และบรรยากาศ Christmas ชวนให้อบอุ่นหัวใจ

อย่างที่เคยบอกไว้ในรีวิวของ ฮาร์ทบีท ว่าช่วงท้ายๆ ปี ต้องมีหนังรักๆ รอมคอม อะไรแนวนี้เข้ามาช่วงนี้เสมอ ซึ่งหนังไทยก็มีไปละ คราวนี้มาหนังต่างประเทศบ้าง กับเรื่อง Last Christmas ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ เพราะประเด็นบางอย่างของตัวนางเอกช่างเหมือนกับใน ฮาร์ทบีท เสียเหลือเกิน
นี่คือหนังที่ผู้กำกับ พอล ฟีก จาก Bridesmaids (2011) และ Ghostbusters (2016) กับมือเขียนบทที่ลงทุนมาเล่นบทแม่นางเอกเองด้วยอย่าง เอมม่า ธอมป์สัน จาก Sense and Sensibility (1995) โดยทั้งคู่หมายมั่นปั้นมือนำบทเพลงดังที่สุดแห่งเทศกาลคริสต์มาสสมัยใหม่อย่าง Last Christmas ของวง Wham! ที่ประกอบด้วย 2 ดูโอหนุ่มจากอังกฤษแห่งยุค 80s คือ

จอร์จ ไมเคิล และ แอนดรูว์ ริดจ์ลีย์  มาตีความใหม่ ซึ่งบทเพลงเดิมนั้น ริดจ์ลีย์เคยนิยามไว้ตอนที่ได้ฟังไมเคิลร้องให้ฟังครั้งแรกว่า “คือช่วงเวลาแห่งความอัศจรรย์ใจ” ในขณะที่ คริส พอร์เตอร์ ผู้คุมการบันทึกเสียงเพลงนี้ก็ให้นิยามที่ตรงใจกับหลายคนที่ฟังเพลงนี้ว่า มันคือ “ท่วงทำนองแห่งความสุข ที่แสนเศร้าด้วยรักอันไม่สมหวัง”

ตัวหนังไม่มีอะไรซับซ้อน เดินเรื่องง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก เพลินๆ เรื่อยๆ ภาพรวมมันก็โอเคนะ ไม่ได้หวานจนเลี่ยน ซึ้งจนน้ำตาไหล หรือดราม่าจนร้องห่มร้องไห้ แต่ทุกอย่างมันจะอยู่กลางๆ หมดเลย พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ มาถึงจุดนึงเราจะจับทางได้ละว่า “มันต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ” และมันก็เป็นอย่างที่เราคิดจริงๆ แบบไม่มีผิดเพี้ยน กลายเป็นเดาเรื่องออกง่ายๆ เลย แถมยังมีประเด็นหลายๆ ส่วนที่นั่งคิดแล้วคิดอีก ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมีเลยด้วยซ้ำ ใส่เข้ามาโดยไม่จำเป็น และไม่ได้ส่งผลอะไรกับหนังเลย

หนังให้ เคท เป็นศูนย์กลางของโลก ทุกอย่างถูกมองผ่านเล่าผ่านไม่เพียงสายตาของเธอ แต่ยังด้วยทัศนคติของเธอด้วย เปิดเรื่องเธอถูกตราหน้าจากเพื่อนสนิทหลายต่อหลายคนที่เธอไปขออาศัยนอนระหว่างทำงานล่าฝันการเป็นนักร้อง ว่าเธอคือ “คนที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก” และแม่มังกร เอมิเลีย คลาร์ก (จาก Game of Thrones) ก็ถ่ายทอดตัวละครนี้ได้อย่างดูมีเนื้อมีหนังมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ เธออาจไม่ได้เฉิดฉายเด่นเด้งในการเป็นนางเอก

แต่เธอมีเสน่ห์และเป็นพระอาทิตย์ตามธรรมชาติที่ตัวละครทั้งหลายและผู้ชมต่างยอมหมุนรอบเธอได้ ต้องมองว่าเคทเองก็เป็นคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจในตัวอยู่แล้ว เธอเป็นลูกหลานชาวยูโกสลาเวียที่ย้ายถิ่นฐานมาอังกฤษหลังโซเวียตแตก เธอเป็นนักร้องในโบสถ์เสียงพรสวรรค์ในวัยเด็ก เธอสวยเธอสาวและมีความฝัน

แต่ภาพตรงหน้าที่ดูหนังฟรีเห็นคือเคทเป็นตัวละครที่พังทลาย เธอล้มเหลวในฐานะเพื่อน (ไม่มีใครอยากช่วยเธออีก) ในฐานะแฟน (เธอเจอแต่คนที่ไม่ใช่) ในฐานะลูก (เธอเบื่อแม่ของเธอ) ในฐานะน้องสาว (เธอทะเลาะกับพี่สาวขั้นไม่มองหน้า) และในฐานะลูกจ้าง (เธอพลาดในงานง่าย ๆ) แต่ก่อนเราจะเชื่อเช่นนั้น หนังให้คำใบ้สำคัญจากนายจ้างของเธออย่าง ซานต้า (มิเชลล์ โหย่ว) ว่าครั้งหนึ่งเธอรู้สึกโชคดีที่ได้เคทมาเป็นพนักงานประจำแต่หลังจากเธอกลับมาทำงานอีกครั้งทุกอย่างพลิกเป็นหน้ามือหลังทีน

นั่นคือกลเม็ดของการเล่าเรื่องที่หนังค่อย ๆ ปล่อยให้เรารู้จักเคทว่าอะไรทำให้เธอกลายมาเป็นแบบนี้ และแน่นอนการมาของผู้ชายแสนดีและเป็นปริศนาราวกับเทพบุตรผู้มาเยือนงานเทศกาลท้ายปี อย่าง ทอม (เฮนรี่ โกลดิ้ง จาก Crazy Rich Asians) ผู้จะเข้ามาเปลี่ยนมุมมองและหัวใจของเธอให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง นั้นจะเพียงพอให้เธอผ่านวันคืนเฮงซวยในชีวิตของเธอได้หรือไม่

รีวิว Last Christmas

Last Christmas เมื่อเพลงคุ้นหูถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์

ข้อดี

ส่วนดีของหนังในจุดอื่น ๆ ที่ต้องว่ากันคือ โพรดักชันที่สะท้อนวิสัยทัศน์รวมของหนัง ว่าจะทำให้คริสต์มาสนั้นพิเศษและผู้ชมต้องมนต์เทศกาลความสุขนี้อีกครั้ง เราจะได้เห็นฉากในกรุงลอนดอนที่สวยและเรียบง่ายอย่างทางเดิน ตรอกซอย หรือสวนสาธารณะเล็ก ๆ ที่ประดับประดาด้วยแสงไฟเหนือจริง ยิ่งฉากร้านขายของคริสต์มาสที่นางเอกทำงานอยู่นี่เหมือนฝันจริง ๆ วิธีคิดด้านภาพเองก็สะท้อนมุมนี้ออกมาด้วยเพราะภาพใสอบอุ่นสมหนังโรแมนติกเลย มุกตลกและมุกเซอร์ไพรส์ในหนังก็ทำงานดีทุกครั้งที่ตั้งใจปล่อย และน่ารักมากก (มีมุกคุณตำรวจหญิง 2 คนนั่นล่ะที่ยอมแพ้ไม่ค่อยเก็ตความตลกแบบอังกฤษเท่าไหร่ 55)

เพลงเองก็ถูกนำมาใช้ในหนังเยอะมาก ดาวเด่นก็ต้องเป็น Last Christmas ตามชื่อหนัง และยังมีเพลงของจอร์จ ไมเคิล อีกหลายเพลงที่ถูกนำมาสอดแทรกได้ตรงจังหวะ เรียกว่าคนทำเนิร์ดจอร์จ ไมเคิลไม่เบาเลยล่ะ ด้วยความเนิร์ดนี้เองหนังจึงไม่พลาดที่พา แอนดรูว์ ริดจ์ลีย์  กลับมาหาไมเคิลอีกครั้งในฐานะดารารับเชิญ แม้ไมเคิลจะจากไปตั้งแต่ 25 ธันวาคมเมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว แต่การมาของริดจ์ลีย์ในฉากมวลสุขสุดท้ายของหนังก็เติมเต็มหัวใจของแฟนเพลงยุคเก่าได้อีกครั้งจริง ๆ นะ

ส่วนที่อยากพูดเกี่ยวกับหนังและขอชื่นชมอีกก็คือ การสร้างคอนทราสต์แบบตั้งใจ หนังถ่ายทอดสดมีความล่องลอยเหนือจริงกับชีวิตจริงสุดเรียลไว้ด้วยกัน แล้วเกิดมวลความรู้สึกใหม่ ๆ ให้หนังได้ดี ในขณะที่เคทก็ชีวิตย่ำแย่จิตใจบอบช้ำสุด ๆ เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์หนุ่มสาวปัจจุบันในโลกนี้ที่ผ่านเผชิญความสาหัสสากรรจ์ของโลกมาจนประโยคของพระเอกที่ว่า “ทำไมเธอจะต้องโฟกัสกับความเป็นคนพิเศษ ในเมื่อการเป็นแค่คนธรรมดาก็ยากจะตายอยู่แล้วทุกวันนี้” กลายเป็นคำที่เข้าหัวจิตหัวใจทั้งเคทและผู้ชมเหลือเกินได้

ด้านทอมเองก็ผลุบโผล่ไร้ที่มาที่ไปเปี่ยมเสน่ห์และให้อารมณ์ตัวตนที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ทั้งการเต้นรำไปตามท้องถนน รอยยิ้มแสนหวาน ดวงตามที่มองสิ่งใดก็พิเศษอยู่เสมอ และจิตใจอันประเสริฐสุดที่เมตตาแก่มนุษย์ทุกคนแม้แต่ผู้ยากไร้ คนไร้บ้าน เช่นเดียวกับที่จอร์จ ไมเคิล เองก็อุทิศเวลาเป็นจิตอาสาช่วยคนไร้บ้านในสมัยมีชีวิตด้วยเช่นกัน (จะมองว่าตัวละครพระเอกคือภาพคอนเซปต์ความดีงามของโลกผ่านความคล้ายคลึงกับจอร์จ ไมเคิลก็ไม่ผิดเลยนะ) ความคอนทราสต์สุดแบบนี้ทำให้หนังมันเต็มไปด้วยความรู้สึกของมนต์วิเศษโอบล้อมเราตลอดเวลาได้อย่างดี

สุดท้ายไม่ท้ายสุด แม้หนังจะดูเบาดูหวานขนาดไหน แต่เอาจริงมันพูดประเด็นสำคัญมาก ๆ ที่เผยตัวเองจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงหลังของหนังที่เผยไพ่บนมือหมดกระดานแล้ว นั่นคือหนังมันว่าด้วยความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ โดยใช้สถานการณ์เบร็กซิตที่อังกฤษจะถอนตัวจากสหภาพยุโรปเพื่อกีดกันคนต่างด้าวและผู้อพยพที่อยากเข้ามาเกาะกินคนอังกฤษ ว่าสุดท้ายแล้วเราจะมองเพื่อนมุษย์เท่าเทียมกันและโอบกอดพวกเขาด้วยความรักได้จริงใจแค่ไหนกัน โลกคงดีขึ้นไม่น้อยเลย นั่นคือสิ่งที่หนังทิ้งไว้ในตอนเราออกจากโรงซึ่งเป็นสาระดี ๆ ที่หนังสื่อมาแบบไม่ล่องลอย

สรุป

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นหนังที่เดาเรื่องราวได้ไม่ยาก แต่ตัวหนังเองนั้นก็สามารถนำพาคนดูให้เอ็นจอยกับความโรแมนติก ทำหน้าที่เป็นหนังครอบครัวดูแล้ว Feel Good ในช่วงปลายปีได้อย่างเต็มเปี่ยม เหมาะแก่การชวนคนที่รักมาชมด้วยกันเป็นอย่างมาก

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563

Ford V Ferrari

รีวิว Ford V Ferrari - ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์

เรื่องย่อ

หลังถูกเฟอรารีลูบคมจนค่ายรถอเมริกันอย่างฟอร์ดทนไม่ได้จึงหวังใช้สนามแข่งรถ 24 ชั่วโมงอย่างเลอมังค์เป็นโต๊ะพนันเกมใหญ่ เปิดซิงตัวเองในวงการรถแข่งแนสคาร์ และความหวังของพวกเขาก็ตกอยู่ในมือ คารอล เชลบี (แมต เดมอน) อดีตแชมป์เลอมังค์ที่ผันตัวมาเป็นวิศวกรออกแบบรถแข่ง หลังป่วยจนไม่อาจกลับไปอยู่หลังพวงมาลัยได้อีก และ เคน ไมลส์ (คริสเตียน เบล) นักแข่งรถชาวอังกฤษเลือดร้อนที่หวังหาเงินเลี้ยงครอบครัวหลังอู่ถูกปิดกิจการ แต่หากคิดว่าศึกนี้อยู่แค่ในสนามแข่งรถ คุณคิดผิด ! พวกเขายังต้องเผชิญกับผู้บริหารเขี้ยวลากดิน และแรงกดดันจากฝ่ายการตลาดที่ทำทุกทางเพื่อขายรถจนลืมจิตวิญญาณของนักแข่งที่พวกเขาบูชา.. รีวิว Ford V Ferrari

เจมส์ แมนโกลด์ คือชื่อที่คอหนังยอมรับในแง่การทำหนังที่หลากหลายแนวที่สุด สร้างชื่อจากหนังทริลเลอร์แนวคิดแหวกอย่าง Identity (2003) มาจนถึงงานแมสสุดขั้วอย่าง Logan (2017) หรือวูล์ฟเวอรีนฉบับวัยทองที่ได้ใจทั้งคอหนังสายรางวัลและแฟนบอยซูเปอร์ฮีโร แต่กระนั้นแนวหนังที่เจมส์ แมนโกลด์ น่าจะเป็นเอตทัคคะและเยือนเวทีออสการ์มาหลายครั้งน่าจะหนีไม่พ้นหนังประเภทสร้างหรือได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงนี่แหละ

ทั้ง Walk The Line (2005) หนังเพลงชีวประวัติ จอห์นนี แคช นักดนตรีคันทรีชื่อดังที่พา วาควิน ฟีนิกซ์ เข้าชิงออสการ์ หรือหนังที่ส่ง แองเจลินา โจลี ไปรับรางวัลสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมอย่าง  Girl, Interrupted (1999) และกับ Ford v Ferrari ก็นับเป็นโพรเจกต์ที่แมนโกลด์ ดูหนังออนไลน์ได้แสดงศักยภาพในการทำหนังที่ให้น้ำหนักระหว่างคุณภาพของบท การแสดง ไปจนถึงความบันเทิงขายความอลังการของฉากแอ็กชันได้อย่างลงตัวทีเดียว

เริ่มจากบทของ เจซ  และ จอห์น เฮนรี บัตเทอร์เวิร์ธ กับ เจสัน เคลเลอร์ ที่จับเหตุการณ์มาเล่าได้รอบด้านมากจนมันพาเราออกจากหนังแนวสู้เพื่อฝันที่คุ้นตาและแสนคลีเช่ ด้วยการตัดสลับเหตุการณ์ที่มีสีสันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยระหว่างการกรุยทางหาเงินจากการแข่งรถแบบรายการท้องถิ่นของ คารอล เชลบี และ เคน ไมลส์ แลัวตัดไปเล่าในโลกของ ฟอร์ด มอเตอร์ ในยุคที่ เฮนรี ฟอร์ดที่ 2 (เทรซี เลตส์) มากุมบังเหียนบริษัทและต้องเพี่ยงพล้ำให้กับเกมปั่นราคาของ เอนโซ เฟอรารี (เรโม จีโรเน่) จนไม่เพียงต้องหน้าแหกเมื่อ เอนโซ ขายเฟอรารีให้เฟียตเท่านั้น

แต่ยังถูกตาเฒ่าสารพัดพิษอย่าง เอ็นโซ สบประมาทว่าเขาไม่มีทางทำให้ฟอร์ดยิ่งใหญ่ได้เหมือนคนเป็นพ่อ และเป็นได้แค่เพียง “ฟอร์ดที่ 2” เท่านั้น ซึ่งการที่ทีมเขียนบทยกประเด็นนี้มาเล่ายังผลให้เรื่องราวสามารถขยายไปสู่การลงลึกถึงเกมทางการตลาดของ ฟอร์ด อันเป็นที่มาของทีมรถแข่ง และนั้นทำให้ตัวละครผู้บริหารได้มีบทบาทสร้างสีสันให้เรื่องราวได้สนุกยิ่งขึ้นทั้ง ลี เอียคอกกา (จอห์น เบิร์นธัล) หัวหน้าฝ่ายการตลาด หรือ ลีโอ บีบี (จอช ลูคัส) ผู้บริหารที่ ฟอร์ด ไว้ใจให้มาคุมทีมแข่งรถของบริษัท ที่ทำให้เราเห็นเลยว่าแท้จริงสนามแรกที่ทั้ง เชลบี และ  ไมลส์ ต้องต่อสู้หาใช่เฟอรารี แต่เป็นเหล่าผู้บริหารบริษัทที่คอยถ่วงความฝันของพวกเขาไว้นี่เอง

ในด้านตัวละครหลักเอง Ford v Ferrari ก็บอกเล่าเรื่องราวได้น่าสนใจ หนังเปิดเรื่องที่ คารอล เชลบี ในคืนแข่งรถสนามเลอมังค์ที่ทั้งความเครียดและปัญหาสุขภาพรุมเร้าจนเขากลายเป็นโรคหัวใจ เพื่อสื่อให้เห็นชีวิตของผู้ชายคนนึงที่ทุ่มเทให้ทุกสนามแต่เมื่อชีวิตต้องพาเขาเข้าพิตช์แบบไม่วันลงไปแข่งได้อีก การได้เจอ เคน ไมลส์ นักแข่งอังกฤษที่ทำงานประจำเป็นช่างซ่อมรถฝีปากกล้าก็เหมือนเครื่องจูนกันติด
ดังนั้นมิตรภาพของพวกเขาเลยเกิดขึ้นท่ามกลางความร้อนแรงในสนามแข่งขัน และหนังก็ปูให้เราผูกพันกับตัวละครทั้งสองจนทำให้เราอดลุ้นตามไม่ได้ ไม่เพียงฉากแข่งรถเท่านั้น แม้กระทั่งตอนตัวละครต่อปากต่อคำกัน เรายังอดบันเทิงตามไม่ได้ แถมเหตุการณ์ในชีวิตทั้งคู่ยังวนเวียนกับการทะเลาะกับเหล่าผู้บริหาร หรือกระทั่งทะเลาะกันเองจนหนังให้มิติความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ไม่จำเจ

ที่สำคัญคาดเดาได้ยากประหนึ่งเราได้ใช้ชีวิตร่วมกับทั้งคู่ในเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ จริง ๆ หรือใครเป็นสายวิเคราะห์ตระกูลหนัง เรายังแอบเห็นการเปรียบเปรยกับแนวหนังคาวบอยหรือหนังบุกเบิกตะวันตก โดยเฉพาะการกำหนดให้ตัวเองเป็นคน อเมริกาและ คนอังกฤษ ในดินแดนแดนที่ไม่คุ้นเคยอย่างสนามแข่งแนสคาร์ในยุโรป ตัวละคร คารอล เชลบี (อเมริกัน)และ เคน ไมลส์ (อังกฤษ)ก็แทบไม่ต่างจากคาวบอยพเนจรที่หลงมาในแดนเถื่อนที่มี เฟอรารี ครองตลาดรถแข่งอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากการควบม้าแข่งหรือดวลปืนมาเป็นการประชันความแรงของรถยนต์แทน ซึ่งก็ถือว่า แมนโกลด์ เอาประสบการณ์จากการรีเมd  3 : 10 to YUMA มาปรับใช้ได้ลงตัวทีเดียว

ในงานด้านเทคนิคของหนังต้องบอกว่า ทุกภาคส่วนแทบทำงานประสานกันเหมือนเครื่องยนต์ที่กลไกและอะไหล่แต่ละชนิดเป็นของชั้นดี ตั้งแต่งานบทที่เราชมไปแล้ว งานกำกับของเจมส์ แมนโกลด์ ที่วิสัยทัศน์ของเขาไม่เพียงให้เราดูหนังชีวประวัติน่าเบื่อ หรือหนังแข่งรถแบบไร้สติ ตรงกันข้ามทั้งส่วนดราม่าตัวละคร แมนโกลด์ก็บอกเล่าได้ละเอียดละออ และอาศัยจังหวะคอมเมดี้ให้เราตบเข่าฉาดได้แทบทุกซีน ส่วนฉากแอ็กชันแข่งรถ โปรแกรมหนังก็ต้องบอกว่า

นี่เป็นหนังแข่งรถไม่กี่เรื่องที่ทำให้เราเหงื่อซึมมือตื่นเต้นและลุ้นเหมือนไปอยู่หลังพวงมาลัยร่วมกับตัวละคร ซึ่งงานนี้แมนโกลด์ก็ทำงานร่วมกับ ฟีดอน พาพาไมเคิล ตากล้องคู่บุญมาตั้งแต่ตอนทำ Identity ร่วมกันที่ทำให้งานภาพตื่นตาตื่นใจและมีมุมมองใหม่ ๆ ตลอดโดยเฉพาะซีนดราม่าที่ เคน ไมลส์ ถูกสะกัดดาวรุ่งอดไปแข่ง เลอมังค์ จนต้องฟังการแข่งขันทางวิทยุ และงานภาพที่ก็ทำให้เราเห็นภาพในหัวของเขาด้วยการ อาศัยแสงเงาที่ส่องผ่านรถที่อยู่บนเครนจนเกิดภาพคล้ายรถแนสคาร์ที่กำลังขับตามกันได้อย่างน่าคารวะและน่าศึกษาอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาภาพยนตร์ในแง่การสร้างสรรค์งานภาพที่แปลกใหม่ และแน่นอนว่าเครื่องยนต์ชั้นดีจะมาพร้อมเสียงที่ชวนให้ฮึกเหิม

และกับ Ford v Ferrari เองก็ให้ความสำคัญตั้งแต่ สกอร์โดย มาร์โค เบลทรามี และ บัค แซนเดอร์ส ที่เคยร่วมงานใน Logan มาให้ท่วงทำนองที่พาเราขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาทางอารมณ์ได้อย่างลื่นไหล แต่งานเสียงอีกจุดที่ผมว่าเป็นมาสเตอร์พีซและน่าศึกษาจริง ๆ คืองานบันทึกเสียงและมิกซ์เสียงของหนังที่ทำได้ละเอียดละออมาก แม้แต่ฉากบทสนทนาธรรมดาเรายังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศ ความใกล้ไกลของเสียงที่เป็นธรรมชาติ และพอถึงฉากแข่งรถ หรือ งานเปิดตัวทีมแข่งรถ โอ้โห รู้เลยว่าทำไมหนังถึงเลือกมิกซ์ระบบเสียง Dolby Atmos

เพราะงานเสียงในฉากแข่งรถของ Ford v Ferrari ไม่ใช่แค่ไปอัดเสียงเครื่องยนต์รถให้ตรงรุ่นซึ่งถือเป็นงานเสียงระดับพื้นฐานเท่านั้นตรงกันข้ามเสียงทุกอย่างถูกออกแบบมาได้ซับซ้อน และไปด้วยกันกับงานภาพมากโดยเฉพาะการถ่ายลอดใต้ท้องรถที่เราแทบได้ยินเสียงแยกกันหมดเลยทั้งการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ เสียงล้อบดถนน รอบรถที่ขับเคี่ยวกันจนหากพูดว่าเหมือนได้กลิ่นเบรกไหม้เกิดขึ้นในหัวก็คงไม่เกินเลยแม้แต่น้อย

ด้านการแสดง

ต้องบอกว่า Ford v Ferrari เหมือนพาเราไปเจอมุมใหม่ทางการแสดงของซูเปอร์สตาร์ขายฝีมือทั้ง คริสเตียน เบล และ แมต เดมอน อย่างแท้จริง โดยรายแรก คริสเตียน เบล ที่เล่นหนังอเมริกันมานานจนเกือบลืมกำพืดเก่าของเขาว่าเกิดที่อังกฤษ ผมเลยประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นเขาพูดสำเนียงอังกฤษได้เป๊ะขนาดนี้ จนมาหาข้อมูล อ้าว! มิน่าล่ะ ฮ่าาาา แต่เอาแบบจริงจังเลยนะบท เคน ไมลส์ ที่เหมือนจะง่ายแต่กลับซ่อนรายละเอียดทางการแสดงหลายอย่างที่ท้าทาย เบล อย่างเห็นได้ชัด

ทั้งต้องพูดบทแบบผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์และคิดแบบนักแข่งที่กระหายชัยชนะ และในขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกดดันที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดให้ได้ ซึ่งเบลก็ถ่ายทอดได้อย่างไร้ที่ติ เราจะเห็นแรงขับแบบยิ่งกว่า 7,000 รอบต่อนาทีของความแรงสูงสุดในตัวละครที่เบลแสดงเสมอ ส่วนบท คารอล เชลบี ก็ทำให้ เดมอน ได้ขุดค้นอีกด้านของการแสดงออกมา โดยเฉพาะการ ที่ต้องถ่ายทอดบทของอดีตแชมป์ที่อยากหลุดพ้นจากการเป็นแค่เซลส์ขายรถ

แถมยังต้องมาต่อกรกับเหล่าผู้บริหารที่หวังผลทางธุรกิจจนไม่สนใจจิตวิญญาณนักแข่งรถที่แท้จริงจนเขาต้องสู้ใช้ทั้งเล่ห์ทั้งกลซึ่ง เดมอน ก็ทำให้ เชลบี กลายเป็นตัวละครที่มีสีสันทั้งแสบและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กันได้อย่างลงตัว และไม่เพียงแค่ แมต เดมอนกับ คริสเตียน เบล เท่านั้น หนังยังได้นักแสดงที่น่าสนใจทั้ง จอห์น เบิร์นธัล จากซีรีส์ The Punisher ทาง Netflix มารับบท ลี เอียคอกกา หัวหน้าฝ่ายการตลาดได้อย่างมีเสน่ห์

หรือแม้กระทั้ง ไคทรีโอนา บัลเฟ จากซีรีส์ Outlander ที่รับบท มอลลี ไมลส์ เมียสาวที่พร้อมสนับสนุนสามีทุกอย่างก็ช่วยให้หนังที่เต็มไปด้วยผู้ชายเรื่องนี้ไม่แห้งแล้งความงามจนเกินไป รวมถึง โนอา จูปส์ ที่เพิ่งได้รับคำชมล้นหลามจาก Honeyboy หนังชีวิตพังของไชอา ลาบัฟ ก็พาหน้าหล่อ ๆ น่ารัก ๆ มารับบท ปีเตอร์ ไมลส์ ลูกชายเคน ไมลส์ ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว

เรียกได้ว่า Ford v Ferrari มีดีตั้งแต่เครื่องยนต์ยันดีไซน์เลยทีเดียว ทั้งบท การกำกับ การแสดง และงานเทคนิกของหนังจนขอยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีและดูสนุกที่สุดในปี 2019 ไปเลย ซึ่งหนังก็จะเปิดรอบสนีค พรีวิว ชมก่อนใครในวันที่ 28  พฤศจิกายนนี้ รอบตั้งแต่  2 ทุ่มเป็นต้นไป และจะเข้าฉายรอบปกติในวันที่ 5 ธันวาคมนี้

สรุป

เป็นหนังที่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงที่เอามาดัดแปลงให้เกิดความสนุก (แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องราวจริงๆ ออกไปมาก) ซึ่งสามารถทำให้คนดูลุ้น อิน เอาใจช่วยตัวละครตลอด 2 ชั่วโมงที่หนังเล่า และปิดท้ายด้วยความอึ้งเบาๆ ก่อนหนังจบ ที่บางคนอาจจะเสียน้ำตาให้ในพาร์ทนี้ของหนังเลยทีเดียว

Nezha - นาจา

รีวิว Nezha - นาจา แอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์จากประเทศจีน

เรื่องย่อ 

เมื่อพลังแห่งสวรรค์ และโลกได้ให้กำเนิดไข่มุกพลังวัตรที่หลอมรวมพลังมหาศาลไว้ด้วยกัน “หยวนสือเทียนจุน” เทพผู้เป็นใหญ่ที่สุดในสวรรค์จึงสกัดไข่มุกนั้นออกเป็นสองลูก ลูกหนึ่งกลายเป็นไข่มุกสวรรค์ ส่วนอีกลูกเป็นโอสถปีศาจ ก่อนจะนำพวกมันไปเก็บไว้ในบัววิเศษเจ็ดสี ไข่มุกสวรรค์ถูกกำหนดให้จุติเป็นมนุษย์ที่จะมีส่วนในการก่อตั้งราชวงศ์โจว ในขณะที่โอสถปีศาจถูกลิขิตให้จุติเป็นปีศาจร้ายที่จะมาทำลายล้างโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

หยวนสือเทียนจุน จึงได้ร่ายคาถาฟ้าพิโรธใส่โอสถปีศาจเพื่อให้มันถูกทำลายภายในเวลาสามปี “เทพไท่อี่” ได้รับบัญชาให้นำไข่มุกสวรรค์ไปจุติในครอบครัวของ “แม่ทัพหลี่จิ้ง” เพื่อให้กำเนิดบุตรขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “นาจา” แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพญามังกรได้สลับไข่มุกสวรรค์กับโอสถปีศาจ นาจา จึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยพลังโอสถปีศาจ จากลิขิตสวรรค์ที่จะต้องเกิดมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ กลับกลายเป็นพญามารผู้ที่จะมาก่อภัยพิบัติขึ้นซะเอง นาจาจะฝ่าฟันต่อชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้อย่างไร และจะพบจุดจบแบบไหน ศึกแห่งชะตากรรมครั้งนี้ได้ระเบิดขึ้นแล้ว!!! รีวิว Nezha - นาจา

นี่คือแอนิเมชันฟอร์มยักษ์จากประเทศจีนที่ทำรายได้ทั่วโลกไปกว่า 700 ล้านเหรียญ และอยู่อันดับ 9 หนัง​ทำเงินทั่วโลกสูงสุดของปีนี้! แค่คำโปรยของหนังก็ยั่วต่อมกิเลสนักดูแอนิเมชันอย่างเราได้มากทีเดียว และในข้อเท็จจริงก็ต้องยอมรับว่าหนังประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายในบ้านเกิดจริง ๆ จนขึ้นแท่นหนังแอนิเมชันที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลของจีนเรียบร้อย
 
และควรหมุดข้อสำคัญไว้ด้วยว่านี่คือหนังจากผู้กำกับหน้าใหม่ที่เพิ่งทำแอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกเท่านั้นเอง ซึ่งคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาและอุปสรรคในการทำแอนิเมชันในจีนอย่าง เจี่ยวจือ นี่เองล่ะ คือที่มาและที่ไปของหนังเรื่องนี้เพราะพี่แกทั้งกำกับ และเขียนบทจากชีวิตตัวเอง และความสำเร็จสูงสุดคงเป็นการที่เขาสามารถดึงผู้คนมากมายในอุตสาหกรรมบันเทิงจีนมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ แอนิเมชัน 3D เรื่องแรกของจีนที่ทำฟอร์แมตสำหรับ IMAX ได้สำเร็จ
แม้ ดูหนังออนไลน์ จะต้องใช้เวลาผลิตยาวนานถึง 5 ปี และใช้ทีมงานกว่า 1,600 ชีวิต สตูดิโอกว่า 20 แห่ง จากทั่วทุกส่วนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ตาม

เท่าที่ผมแอบทราบมาด้วยความที่อนิเมชั่นเรื่องนี้โดนใจผู้บริหารคนนึงของไทย จนทำให้ท่านอยากให้คนไทยได้ชมกัน ถึงกับประเดิมการซื้อสิทธิ์การจัดจำหน่ายมาจากค่ายหนังทางเมืองจีน แล้วมาฝากให้ทาง Warner Bros. Thailand เป็นคนจัดจำหน่ายให้ สำหรับผมนั้นเมื่อรู้แบบนี้ถึงกับต้องค้นคว้าหาข้อมูลแอนิเมชั่นเรื่องนี้มาอ่านล่วงหน้ากันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ถือเป็นแอนิเมชั่นจีนที่ทำเงินทั่วโลกสูงสุดตลอดการไปแล้ว ยิ่งทำให้อยากดูเข้าไปใหญ่

ซึ่งเอาตรงๆผมเองเดิมทีก็ไม่ค่อยจะอินกับหนังจีน หรือแอนิเมชั่นจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจเพราะด้วยไม่ได้ถูกใจสไตล์การเล่าเรื่องการเดินเรื่องของหนังประเทศนี้ แต่สำหรับเรื่องนี้หลังจากทีได้ดูตัวอย่างหนังนั้นต้องยกเว้นให้จริงๆ จากในตัวอย่างหนังมีการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม งานภาพที่ตระการตาไม่แพ้แอนิเมชั่นฮอลลีวูดเสียด้วยซ้ำยิ่งทำให้อยากดูเข้าไปใหญ่

เรื่องราวว่าด้วย ต้นกำเนิดของนาจา ซึ่งเดิมทีจะต้องเป็นจิตวิญญาณดีในไข่มุขสวรรค์ แต่จนแล้วจนรอด พลังไม่ดีในไข่มุขก็ได้มาจุติในครรภ์ เกิดเป็นเด็กชายที่โคตรจะซน โดยที่มีคำทำนายว่า นาจาเมื่ออายุครบ 3 ขวบจะกลายเป็นปีศาจร้ายที่จะมาทำลายโลก  แต่ก็จะถูกฟ้าผ่าจนตาย ทำให้คนรอบข้างนั้นต้องค้นหาวิธีแก้ชะตาฟ้าลิขิตนี้ รวมไปถึงพยายามที่จะเลี้ยงดูให้นาจา เป็นเด็กที่ดีไม่กลายเป็นปีศาจดังคำทำนาย
หลังจากทีได้ดูต้องขออวยเลยก็แล้วกันว่า แอนิเมชั่นของจีนเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพ ดีไซน์ตัวละครต่างๆ ดีงามแทบจะเทียบเท่าแอนิเมชั่นสตูดิโอใหญ่ๆ ของฮอลลีวูดอย่าง ดิสนีย์ พิกซาร์ ดรีมเวิร์คเลยก็ว่าได้ อีกสิ่งนึงที่ทำให้ตำนานนาจา ในเรื่องนี้ไม่น่าเบื่อคือการสอดแทรกมุขตลกต่างๆ รวมไปถึงการจิกกัดมุขจากหนังเรื่องอื่นๆ (ซึ่งได้ผลเอามากๆ) เรียกได้ว่าขำแทบจะทุกมุขที่ปล่อยออกมาเลยก็ว่าได้ เด็กๆ น่าจะชอบ ผู้ใหญ่ก็น่าจะเพลินเลยทีเดียว

ต้องบอกว่าก่อนชมหนังก็แอบปรามาสไว้พอสมควร ไม่ได้รังเกียจรังงอนตัวหนังอะไรหรอก แต่หลังจากชมหนังบันเทิงจ๋าจากจีนแผ่นดินใหญ่ (ยิ่งโปรแกรมหนังตรุษจีนด้วยแล้ว) มาหลายต่อหลายเรื่องก็พบว่าหนังจีนบันเทิงมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่คุ้นชินเอาเสียจริง ๆ กราฟอารมณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเอาไงดี สนุกมั้ยก็สนุกล่ะ 

แต่ก็น้ำเยอะ ไอ้ครั้นพอจะรวบรัดตัดความก็รวบเสียจนขาดอรรถรส ยิ่งหน้าตาการออกแบบตัวเอกอย่าง นาจา ที่เห็นในสื่อโปรโมตด้วยแล้ว ก็ได้แต่กุมขมับว่าคาแรกเตอร์แสบหน้าเซี้ยวแบบนี้จะทำเราหลงรักลงได้อย่างไร แต่พอได้ดูหนังจริงก็ต้องขอตบปากตัวเองและขอชื่นชมหนังเป็นส่วนใหญ่เลยว่าทำได้ดีเกินคาดไปมาก เทียบความรู้สึกตัวเองก็คล้ายตอนที่รู้สึกว่าคนไทยเองก็เจ๋งที่ทำหนังแอนิเมชันอย่าง 9 ศาสตรา ออกมาวัดระดับโลกได้ไม่อายใคร กับเรื่องนาจานี่ก็เชื่อว่าคนจีนเองก็ภูมิใจได้ไม่น้อยเลยล่ะ
 
ส่วนที่ชอบมาก ๆ ของหนังคือปรัชญาที่แฝงไว้ตลอดเรื่อง ถ้านิยามนาจาว่าคืออะไร เขาคือตัวแทนของคนที่เลือกเกิดไม่ได้ เลือกให้ใครจะมารักก็ไม่ได้ ทำดีไม่ขึ้นคนไม่เห็นค่า แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ย่อท้อและพิสูจน์ตนเองว่าชะตาฟ้าลิขิตหรือจะสู้มานะคน ซึ่งเรื่องนี้ เจี่ยวจือ ผู้กำกับบอกว่ามันคือชีวิตของเขาเลยทีเดียว และเขาเองก็จับคัมภีร์เฟิงเชิงหยานหยี่ที่เล่ากำเนิดเทพเจ้าจีนตนนี้มาถ่ายทอดผสมแนวคิดของเขาได้ลงตัวมาก เป็นเรื่องราวแปลกใหม่ที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อนแน่ 

แค่วางหมากแรกก็ถูกต้องมาก ๆ แล้ว ในการที่เลือกเล่าจุดกำเนิดของนาจาว่า เป็นพลังอันแปรปรวนที่รับพลังจากสวรรค์และโลกอย่างยาวนานจนมีชีวิตจิตใจ เมื่อถูกเทพสูงสุดกำราบกลายเป็นดวงจิตสองดวงคือ ไข่มุกสวรรค์ และไข่มุกมาร เทพเจ้าสูงสุดดำริให้ศิษย์ของตนนำไข่มุกสวรรค์ไปเกิดในครรภ์ของผู้มีบุญคือภรรยาแม่ทัพหลี่จิ้ง และลงคำสาปไข่มุกมารไว้ให้ถูกอสนีบาตทำลายใน 3 ปี แต่เรื่องราวก็ผิดพลาดเมื่อไข่มุกถูกสับเปลี่ยนโดยศิษย์ชั่วอีกคนหนึ่งของเทพสูงสุด 

ทำให้ไข่มุกมารไปเกิดในท้องของภรรยาแม่ทัพหลี่จิ้งจนชาวบ้านต่างหวาดกลัว ขณะที่ศิษย์ชั่วก็นำไข่มุกสวรรค์ไปมอบให้ราชามังกรเพื่อกำเนิดบุตรที่มีคุณสมบัติเป็นเทพบนฟ้า พ้นชะตากรรมสัตว์อสูรใต้ภิภพเช่นเดียวกับเผ่ามังกรทั้งหลายเสียที
 
คือมันคมคายแต่ต้น ที่เหลือจึงเป็นโครงสร้างที่เอาอยู่และพัฒนาตัวละครกับเนื้อเรื่องไปได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความรักของบิดาที่ต้องการให้ลูกมีความสุข อย่างแม่ทัพหลี่จิ้งที่ขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อขอร้องเทพสูงสุดให้ปลดคำสาปอสนีบาตที่ลงไว้แก่นาจา หรือแม้แต่ราชามังกรที่ทำลงไปก็เพื่อให้บุตรชายนาม เอ๋าปิ่ง ไม่ตกใต้ชะตาเดียวกันกับตน 

และปัญหาของเรื่องนี้ทั้งหมดก็มาจากชะตากำหนดนั่นล่ะ มันดูเป็นศัตรูที่แกร่งกล้าเหลือคณาจนเราอดเอาใจช่วยทั้งตัวดีตัวร้ายไม่ได้เลย ทุกตัวละครมีเหตุผลมีมิติในการกระทำจนเกลียดใครไม่ลง และเผลอน้ำตาไหลไม่รู้ตัวในตอนท้ายทีเดียว (ขนาดมุกกระชากน้ำตาก็ยังเล่นกับคำว่า โชคชะตา ได้อย่างน่าชื่นชมครับ เสียดายพูดไปจะสปอยล์ ไปชมเองดีกว่า)
 

นอกจังหวะซึ้ง หนังก็ยังมีจังหวะการเล่ามุกตลกสอดแทรกได้สนุกมาก บางฉากคือฮาขำกลิ้งจริง ๆ ขนาดว่าสู้ ๆ กันซีเรียส ๆ อยู่นะ (ฮา) ต้องชื่นชมคนเขียนบทจริง ๆ และต้องชื่นชมวิสัยทัศน์ผู้นำเข้าหนังเรื่องนี้ด้วยที่ตัดสินใจถูกต้องในการใช้ทีมพากย์มืออาชีพและมองออกว่าหนังมันสนุกในตัวเองได้มากพอแล้ว โดยไม่ต้องใช้ทีมเสริมฮาอย่างทีมพันธมิตรมาพากย์เพิ่มให้เสียมู้ดหนังอีก ต้องยอมรับว่าแรก ๆ
เว็บดูหนัง ก็อยากเห็นว่าถ้าได้ทีมพันธมิตรพากย์แบบหนังฮ่องกงฮา ๆ เลยน่าจะเหมาะกับหนังมากเหมือนกัน แต่พอดู ๆ ไป ก็คิดตรงกันครับว่าไม่ควรแล้ว เพราะหนังเอาอยู่พอแล้ว
 
ส่วนที่ชอบรองลงมาคือโพรดักชันแอนิเมชันสามมิติเรื่องนี้ สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับศิลปะจีนร่วมสมัยได้ดี แม้จะอิงกับศิลป์โบราณตามความเชื่อ แต่ก็ใส่ความเป็นยุคปัจจุบันลงไปได้เท่ไม่หยอกทีเดียว ฉากโลกในภาพเขียนสวยมาก แสดงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ออกมามากมายทีเดียว และฉากโชว์ช่วงสุดท้ายของหนังก็ตื่นตาตื่นใจแปลงร่างระเบิดพลังได้ทรงพลัง โดยรวมเป็นการผสานการทำงานขนาดทีมใหญ่ที่มีทิศทางชัดเจน และน่าชื่นชมในการจัดการ ภาพ มุมกล้อง จังหวะตัดต่อ และที่ช่วยเกื้อหนุนมาก ๆ อีกหนึ่ง คือดนตรีสุดอลังการ รวมส่วนผสมที่ลงตัวทั้งหมดทั้งมวลคือความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ได้อย่างดี

งานภาพเรื่องนี้บอกเลยว่ายอดเยี่ยม สวย งดงาม บางฉากคือทึ่งเลยแหละ ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนี้ พอดูในโรงจริงๆ สวยกว่าในตัวอย่างเสียอีก คือถ้าดูในโรง IMAX 3D น่าจะสวยกว่านี้อะจริงๆ การออกแบบตัวละครแต่ละตัวก็เรียกได้ว่างดงาม เราชอบตัวละครนาจามาก ทั้งรูปลักษณ์ตอนเป็นเด็กที่ดูซ่า ซนๆ เกรียนๆ และรูปลักษณ์ตอนโตที่ดูเท่ แต่ยังดูร้ายๆ รวมถึงตัวละครฝั่งไข่มุกสวรรค์ที่เท่ไม่แพ้กัน ยิ่งฉากท้ายเรื่องนี้อย่างเท่! อีกทั้งการให้เสียงพากย์ตัวละครแต่ละตัวก็เลือกนักพากย์มาได้เข้ากันกับตัวละครนั้นมาก เสียงไม่โดด และดูเป็นตัวละครนั้นจริงๆ (เราไปดูซับนะ ไม่ใช่พากย์ไทย)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนัมมันก็ยังขาดบางอย่างอยู่บ้าง บางอย่างที่ไม่เข้าใจ บางฉากดูรีบๆ ไปหน่อย และช่วงท้ายที่เรายังรู้สึกขัดๆ อยู่เล็กน้อย

มาถึงส่วนที่ไม่ชอบ ก็ไม่ใช่ว่าหนังมันสมบูรณ์แบบหรอก ดีไม่ดีให้หนังอย่าง 9 ศาสตรา คุณภาพดีกว่าในแง่รายละเอียดโดยรวมเสียด้วยซ้ำ เพราะหนังนาจาเองก็มีหลายฉากที่เรารู้สึกเหงาเกินไป คือฉากเมืองหน้าด่านเฉินถังได้ชื่อว่ามีผู้คนอยู่อาศัยทำมาหากินมากแต่หนังกลับนำเสนอได้น้อยไปเสียหน่อยจนขาดความสมจริง 

ฉากออกแบบยิ่งใหญ่จริง บ้านก็ใหญ่ เมืองก็กว้าง ถนนหนทางไม่ต้องบอกกว้างยาวหลายเลน แต่กลับโล่งโจ้งด้วยตัวละครในฉากบางฉาก นอกจากนี้การแอนิเมตตัวละครประกอบบางช่วงก็ดูไม่ค่อยเนียนตาเท่าไหร่ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถ้าใส่ใจและมีเวลาพิถีพิถันมากขึ้นจะได้งานที่ดูอิ่มดูเต็มในทุกฉากกว่านี้ครับ
 
ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับผมคือ ส่วนตัวผมนั้นไม่ค่อยได้ดูหนังเสียงภาษาจีน บรรยายไทยมาก่อน ทำให้ในช่วงแรกๆของหนังที่มีการเล่าประวัติ หรือตำนานต่างๆของเรื่องนี้ มีการเล่าเร็วมาก จนแทบจะอ่านซับไทยไม่ทัน แต่หลังจากดู IMAX 3D เสียงจีนซับไทยไปแล้ว คงได้ตามเก็บแบบพากย์ไทยอีกครั้งเพื่อเติมเต็มช่วงที่อ่านซับไม่ทันอีกรอบ

สรุป

โดยรวมๆแล้วก็คือหนังแอนิเมชั่นน้ำดีจากจีนของจริงที่ควรค่าแก่การไปดูจริงๆ คือเกิดว่าถ้าพูดง่ายๆ มันคืออนิเมชั่นที่สนุกเรื่องนึงเลยแหละ ได้ครบรสทั้ง ดราม่า ทั้งซึ้ง ทั้งบันเทิง ทั้งเฮฮา และความสนุก แค่เราเข้าไปดูงานภาพกับความยียวนเกรียนซ่าของนาจาก็ถือว่าคุ้มมากแล้วจริงๆ