วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Detective Conan The Movie 23 The Fist of Blue Sapphire


รีวิว ยอดนักสืบจิ๋วโคนันเดอะมูฟวี่ 23 ศึกชิงอัญมณีสีคราม

ถ้าให้พูดถึงการ์ตูนเรื่องนี้ คงไม่มีใครรู้จักอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเข้าสู่ช่วงที่ค่อนข้าง ได้รับความนิยมแบบถล่มทลายเลยก็ว่าได้ และมาทำเป็นหนังเป็นแบบ The Movie พากย์นี้ เป็นภาคที่ 23 เข้าไปแล้วเรียกได้ว่า มีมาอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าจะตัว โคนัน เองนั้นก็ยังไม่โตอีกตามเคย นั้นเอง ซึ่งถือเป็นการ์ตูน เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ทำ ให้เราดูทุกอย่างสนุกสนานต้องสภาพ เลยว่าเมื่อนานมาแล้วไม่ได้ดูการ์ตูน หรือภาคที่ให้รู้สึกในภาคปกติ มันยังสนุกสนาน สำหรับเราได้อยู่เสมอ ดูหนังออนไลน์

เรื่องย่อ
“กำปั้นสีน้ำเงิน” บลูแซฟไฟร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจมอยู่ในทะเลแถบสิงคโปร์พร้อมกับเรือโจรสลัดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ได้ถูกมหาเศรษฐีท้องถิ่นเก็บกู้ขึ้นมา และนำมาอวดโฉมต่อหน้าสาธารณชน แต่กลับเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นที่มารีน่าเบย์แซนด์ส โดยในที่เกิดเหตุนั้นมีสาส์นเตือนของจอมโจรคิดที่เปื้อนเลือดตกอยู่

ขณะเดียวกัน รันกับโซโนโกะก็เดินทางมาชมการแข่งขันคาราเต้ที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์พอดี ส่วนโคนันเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้เนื่องจากไม่มีพาสปอร์ต จึงต้องอยู่เฝ้าบ้าน แต่จอมโจรคิดต้องการใช้ประโยชน์จากโคนัน จึงใช้มายากลหลอกล่อพาตัวโคนันมายังสิงคโปร์ แถมยังจับเขาแปลงโฉมใหม่พร้อมกับยึดแว่นตา นาฬิกาข้อมือ และเสื้อผ้าไปหมดอีกด้วย หากไม่ยอมทำตามที่คิดบอก โคนันก็จะไม่สามารถกลับญี่ปุ่นได้

เมื่อถูกรันถามชื่อโดยที่ดูไม่ออกว่าคนที่เธอถามเป็นใคร โคนันจึงโมเมตอบไปว่าชื่ออาเธอร์ ฮิราอิ ต่อมาคิดก็ได้รับข้อมูลว่าบลูแซฟไฟร์หลับใหลอยู่ในตู้เซฟใต้ดินของคฤหาสน์แห่งหนึ่ง
ทีแรกนึกว่าลักลอบเข้ามาได้ง่ายๆ แต่แท้จริงแล้วที่นั่นมีกับดักสุดแสนอันตรายรอคิดอยู่ นั่นคือการเผชิญหน้ากับเคียวโกขุ มาโคโตะ นักคาราเต้สุดแกร่งผู้ไร้พ่าย 400 นัด ชะตากรรมของคิดจะเป็นเช่นไร…!? และน้ำสีแดงฉานที่ถูกปล่อยออกมาจากปากเมอร์ไลอ้อน สัญลักษณ์ของสิงคโปร์ ก็ราวกับเป็นลางบอกเหตุร้ายบางอย่าง! รีวิว ยอดนักสืบจิ๋วโคนันเดอะมูฟวี่ 23
เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นในสิงคโปร์ ในที่เกิดเหตุมีสาสน์ท้าเตือนคิดเปื้อนเลือดอยู่ พร้อมกับเหตุวินาศกรรมที่เกิดไล่เลี่ย ทำให้โคนันถูกพามาสิงคโปร์ และสวมรอยเป็น อาร์เธอร์ ฮิราอิ บุคคลปริศนาที่ต้องร่วมมือกับคิดผู้พยายามจะชิง "
กำปั้นสีน้ำเงิน" ที่ใครหลายคนหมายตาไว้ ในขณะเดียวกันแผนการร้ายที่จะสั่นสะเทือนทั้งเกาะสิงคโปร์ก็กำลังก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ โคนันจะทำยังไง ในเมื่อจอมโจรคิดก็จะขโมยอัญมณี ขณะที่ฝ่ายศัตรูที่ไม่ทราบว่าเป็นใครก็เดินหน้าแผน หรือนี่จะเป็นจุดจบสิงคโปร์กันแน่
แฟนการ์ตูนบ้านเราน่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก เจ้าหนูแว่นยอดนักสืบ หรือเด็กนรกตัวซวยตลอดศกไปที่ไหนก็มีคนตายที่นั่น ฉายานามระบือไกลอย่าง โคนัน เป็นแน่ และถ้าใครเป็นแฟนโคนันตัวจริงก็ย่อมต้องเฝ้าคอย โคนันเดอะมูฟวี่ โพรเจกต์พิเศษที่เป็นแอนิเมชันฉายโรงขนาดยาวซึ่งเป็นเหมือนโคนันฉบับพิเศษที่จะออกมาเอาใจแฟน ๆ ด้วยคุณภาพของเนื้อหาที่ยิ่งใหญ่กว่าปกติอยู่เสมอ และในครั้งนี้ก็เป็นภาคที่ 23 แล้วเช่นกันกับชื่อ Detective Conan The Movie 23 The Fist of Blue Sapphire ศึกชิงอัญมณีสีคราม  

เรื่องราวของภาคนี้จะเน้นไปที่จอมโจรคิดกับโคนัน ที่ไม่ใช่โคนัน (งงมั้ยครับ5555) ที่ต้องร่วมมือกันไขคดีปริศนาบนเกาะนอกญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก แต่เหมือนภาคนี้จะไม่ได้มีตัวละครแค่นั้น แต่ยังมีเคียวโกขุ มาโคโตะ หวานใจของโซโนโกะที่เข้ามาเป็นตัวแปรของเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย เราจะได้เห็นการเทบทไปทางฝั่งนั้นสลับกับคิดโค ที่น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน เพราะภาคนี้พี่คิดแกไม่ได้มาเล่น ๆ แต่ต้องตกที่นั่งลำบากครั้งยิ่งใหญ่ จนแม้โคนันยังต้องปวดหัวตาม ไม่พอยังมีตัวละครรับเชิญทางฝั่งเกาะที่มาแก้เกมกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เรียกได้ว่าเฉือนคมกันไปมาพอสมควร

ส่วนตัวชอบกว่าภาคที่แล้ว เพราะทริคของคดีดูซับซ้อนในระดับนึง เรียกได้ว่าถ้าไม่ได้ตัวละครช่วยอธิบายคงไม่มีทางเข้าใจแน่ ๆ แต่ก็ยังฉลาดที่สอดแทรกเบาะแสมาให้คนดูคิดตามเป็นระยะ ๆ ไม่ต้องอนุมานตามอย่างภาคก่อน ๆ (แต่จะคิดถูกมั้ยก็ลองดูเองสิครับ หึ ๆ) ไขคดีกันจนหมดหยดสุดท้ายเลย แถมเหยื่อแต่ละคนก็เซอร์ไพรส์มาก ๆ เรียกได้ว่าตัวอย่างแทบไม่บอกอะไรเลย นอกจากฉากระเบิดตูมตาม เราจะเห็นมุมความรักแบบง้องอนไปมาสไตล์อาจารย์โกโชอย่างที่เห็นในตัวอย่างของตัวละคร

ซึ่งพอมาดูจริง ๆ เรียกได้ว่าคนโสดตาย คนมีคู่เขินกันแน่ ๆ เรียกได้ว่าเชียร์เรือไหน มีโมเมนต์ให้กริ๊ดหมด ไหนจะมุขตลกที่หยิบมา คนที่ดูโคนันต้องหัวเราะลั่นโรงแน่ ๆ เพราะแต่ล่ะมุขตลกจริง จนคิดว่าเป็นการ์ตูนตลกแล้ว ถ้าไม่มีฆาตกรรมล่ะนะ


สำหรับส่วนที่ชอบของภาคนี้คงเป็นการยำใหญ่ที่นำ จอมโจรคิด ตัวละครจากผลงานอีกเรื่องของอาจารย์ อาโอยามา โกโช มาเพิ่มความวายป่วง และก็เป็นกำไรของคนดูอีกต่อที่จะได้ชม 2 ตัวเอกจาก 2 เรื่อง มาครอสโอเวอร์กัน แม้จะไม่ใช่เรื่องแรกที่เราได้เห็นทั้งคู่ปรากฏตัวร่วมกัน 

แต่ในภาคนี้มันเพิ่มความสนุกตรงที่สถานการณ์บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้องร่วมมือกันด้วยจุดประสงค์เป้าหมายที่แตกต่าง คิดต้องการขโมยอัญมณีและพิสูจน์ว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้น ด้านโคนันก็ถูกลักพาตัวมาทั้งยังถอดเขี้ยวเล็บอุปกรณ์ไฮเทคออกหมด โดยต้องช่วยพิสูจน์ให้คิดพ้นผิด ในขณะเดียวกันก็ต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริง และปกป้อง รัน เพื่อนสาวไปพร้อมกัน

ความสนุกยังเพิ่มไปอีก เพราะมีปัจจัยที่ 3 ที่เข้ามาป่วนมากขึ้นทั้งเรื่องราวความรักของโซโนโกะ กับนักคาราเต้ เคียวโกขุ ซึ่งอีกด้านคือคู่ปรับตัวฉกาจของจอมโจรคิดด้วย แล้วยังเรื่องของฆาตกรรมลึกลับที่วนเวียนอยู่รอบเพชร แล้วมีกลุ่มก้อนแก๊งต่าง ๆ มาเกี่ยวพันวุ่นวายทั้งเศรษฐีแห่งเกาะสิงคโปร์ อดีตนักจิตวิทยาอาชญากรรมที่ผันตัวมาทำบริษัทความปลอดภัย ทั้งตำรวจสิงคโปร์ และแก๊งโจรสลัดอีก คือเดาไม่ถูก ถึงถูกก็ถูกได้ไม่หมด เพราะแฟกเตอร์ต่าง ๆ ประเคนมาอัดแน่นมาก ๆ ขนาดที่ว่าไม่มีเรื่ององค์กรชุดดำมาเอี่ยว ไม่มีบทให้แก๊งนักสืบเด็กมาวุ่น ยังคับคั่งได้สุด ๆ สำหรับหนังการ์ตูนเรื่องหนึ่งแล้วนะ นี่คุ้มสุด ๆ

ส่วนที่ไม่ค่อยชอบก็คงตรงที่ฉากหลังเป็นสิงคโปร์ บ้านใกล้เรือนเคียงพี่ไทยนี่เองล่ะ ไม่ใช่รังเกียจอะไรประเทศนี้แต่อย่างใด แต่พอมันใกล้เรามาก ๆ เราก็เลยแทบไม่ค่อยอินกับความเว่อวังสไตล์หนังเดอะมูฟวี่ของโคนัน ที่มักระเบิดภูเขาเผากระท่อมอยู่เนือง ๆ ไหนจะเมอไลออนที่พ่นเลือดสีแดงออกมา ไหนจะระเบิดในอ่าวมารีนาเบย์ คือเว่อสุด เว่อแบบบ้าพลังมาก ๆ แต่พอเราคุ้นสถานที่จริงมาก เราก็เลยยิ่งไม่เชื่อเข้าไปใหญ่ เก็ตมั้ยอ่ะ แบบถ้ามีการ์ตูนเล่าว่าผู้ก่อการร้ายระเบิดภูเขาทองทำให้เจดีย์กลิ้งลงมาหมุนเป็นลูกข่าววนรอบสนามหลวง …เราควรจะตื่นเต้นตกใจ หรือคิดว่าอะไรของมรึงง กันล่ะ 55 ก็ประมาณนั้น

ข้อเสีย

โคนัน เดอะมูฟวี่ เริ่มจะมีปัญหาในการสร้างบทตัวละครใหม่แล้ว ตัวละครที่ถูกชูว่าจะโดดเด่นก็ไม่ได้เด่นเท่าที่ควร เหมือนกับเอามาให้มีคนญี่ปุ่นมาดูคนพากย์ซะมากกว่า เพราะกระพริบตาไม่กี่ครั้ง ก็หมดฉากของตัวละครแล้ว อยากรู้ว่าเป็นใคร ไปดูครับ

แต่ไม่นับความเว่อที่ขัดมาก ๆ กับแนวเรื่องเชิงสอบสวนที่อาศัยหลักตรรกะเหตุผลในการคลี่คลายคดีแล้ว ก็ถือว่าเป็นแอนิเมชันที่มันสะบัด คุ้มค่าตั๋ว คุ้มเวลาทุกนาทีสุด ๆ ทั้งมัน ทั้งฮา ได้ใจสายการ์ตูนจริง ๆ

สรุป

นี่ก็เป็นโคนันเดอะมูฟวีที่สนุกที่สุด (ในภาค 20-23 นะ เดี๋ยว 24 ก็ชอบที่สุดอีก5555)  มันเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น การแก้ไขปริศนา เพลงบรรเลงที่ดี อารมณ์ฮา เขิน ตกใจมา เรียกได้ว่า สมกับเป็นเดอะมูฟวี่ที่ปิดฉากยุคเฮเซ เพื่อก้าวสู่ยุคเรวะได้เป็นอย่างดี

ปีหน้าเดอะมูฟวี่จะระเบิดอะไรอีก แฟนโคนัน หรือใครที่อยากดูเรื่องนี้ก็สมควรไปดูเป็นอย่างยิ่ง แต่จงทิ้งหลักการความจริงต่าง ๆ ไปได้ เพราะมันเวอร์วังมาก และมันก็สนุกมากจริง ๆ อยากให้ทุกคนได้ไปดู ดูหนังผ่านเน็ต

Dora and the Lost City of Gold

รีวิว Dora and the Lost City of Gold

เรื่องย่อ

เติบโตและใช้ชีวิตในป่ามาตั้งแต่เกิด ดอร่า (อิซาเบลา โมเนอร์) สาวน้อยผมหน้าม้าที่ใช้ชีวิตอยู่กับ พ่อ (ไมเคิล เพนยา)กับแม่ (อีวา ลองเกอเรีย)นักสำรวจที่ปลูกฝังความช่างสงสัยให้เธอ จนกระทั่ง ดอร่า
ต้องไปใช้ชีวิตในเมือง โดยได้่กลับไปพบ ดิเอโก (เจฟฟ์ วอห์ลเบิร์ก)ลูกพี่ลูกน้องคนสนิทที่เปลี่ยนไปจากสังคมไฮสคูล

และขณะไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ ดอร่าและเพื่อนๆก็ถูกกลุ่มนักล่าสมบัติลักพาตัวไปยังเปรูที่พ่อแม่ของเธอขาดการติดต่อไป

งานนี้ ดอร่า ดิเอโก และ แซมมี (แมดเดลีน แมดเดน) กับ แรนดี (นิโคลัส คูมบ์) เพื่อนใหม่ของทั้งคู่ต้องทำทุกทางเพื่อตามหาพ่อและแม่นักสำรวจที่หายตัวไป ก่อนเหล่าร้ายจะค้นพบ พาราพาต้า เมืองทองคำของเผ่าอินคาและฉกสมบัติไปจากที่ที่มันควรอยู่ รีวิว Dora and the Lost City of Gold  ดูหนังออนไลน์

สำหรับบ้านเราหลายคนคงเห็น ดอร่าแบบผ่านๆ ตากันไปบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นคลิปไวรัลทางโซเชียลซะมากกว่า คลิปที่มีดอร่าให้คนดูพูดแบคแพ็ค เพื่อเป็นการเปิดกระเป๋า หรือพูดสไวเปอร์เมื่อเห็นโจรที่เป็นสุนัขจิ้งจอก จะมีส่วนน้อยจริงๆ ที่จะเคยดูเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นแบบเต็มๆ และรู้ถึงแก่นของเรื่องราวว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้ เปรียบเสมือน แอนิเมชั่นที่ถูกสร้างมาเพื่อสร้างพัฒนาการของเด็กเล็ก เป็นแอนิเมชั่นที่สร้างมาเพื่อให้น้องๆสามารถโต้ตอบกับตัวแอนิเมชั่นได้ สำหรับเด็กโตหรือวัยรุ่นคงไม่ได้สนใจซักเท่าไหร่ และก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มีการหยิบเอาเรื่องนี้มาทำเป็น Live Action เพื่อฉายโรง

เนื้อเรื่องในเวอร์ชั่นหนังใหญ่นี้ จะเป็นการเล่าเรื่องในวัยรุ่นของดอร่าที่ต้องย้ายไปเรียนในโรงเรียนในเมือง ซึ่งปกติแล้วเธอมักจะอาศัยและผจญภัย กับพ่อแม่ในป่าต่างๆ ซะมากกว่า ทำให้ดอร่าเองต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตคนเมืองให้ได้ แถมทั้งยังต้องออกผจญภัยเพื่อตามล่านครทองคำที่สาปสูญอีกด้วย
เอาเข้าจริงแล้วถ้าหลายๆคนทำความเข้าในของสไตล์การเล่าเรื่อง หรือโทนของหนังดอร่ามากก่อนคงจะไม่ได้มีอะไรติดใจ หรือน่าประหลาดใจเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่เห็นหน้าหนังว่าเป็นหนังแอคชั่นผจญภัย คงต้องผิดหวังเป็นแน่ เพราะระหว่างดูคงได้แต่คิดรำคาณความซื้อบื้อและเชื้องช้าของตัวละคร ดอร่า อย่างแน่นอน

เดิมที Dora The Explorer คือแอนิเมชันซีรีส์ช่อง นิโคโลเดียน และ นิค จูเนียร์ ที่มุ่งสอนบทเรียนหลากหลายแก่เหล่าหนูน้อย เป็นแอนิเมชันส่งเสริมการศึกษาที่ดูสนุก และมีเอกลักษณ์ตรงสาวน้อยผมหน้าม้าอย่างดอร่า มักจะชักชวนให้เด็กๆได้ทบทวนบทเรียนที่เธอเพิ่งสอนไป รวมถึงเอกลักษณ์สำคัญคือ การตะโกน แบ็คแพค เพื่อนำของจากเป้สีเหลืองของเธอออกมา จนเกิดกระแสทำคลิปล้อเลียนฮาๆมากมาย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในความทรงจำสำหรับเด็กที่เกิดมาในยุคหลัง 2000 ก็ว่าได้

สำหรับการดัดแปลงเป็นบทหนัง ดอร่าและเมืองทองคำที่สาบสูญ ของทอม วีลเลอร์, นิโคลาส สโตลเลอร์ และ แมตธิว โรบินสัน ก็ถือว่าชาญฉลาดมากที่กล้าหยิบเอกลักษณ์ที่แฟนๆดอร่ารู้จักดีข้างต้นมาใช้งานได้อย่างชาญฉลาด ตั้งแต่การให้ดอร่า ‘ทำลายกำแพงที่ 4’ หันมาชักชวนคนดูให้ทบทวนข้อมูลที่เธอเพิ่งให้ไป

ซึ่งดูเผินๆเหมือนทีมบทขี้เกียจจนไปลอกงานแอนิเมชัน แต่กลับกลายเป็นว่ามันใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ตรงนี้ได้คุ้มค่ามาก ทั้งในเชิงการสร้างซีนคอเมดี ที่หลังดอร่า พูดแล้วพ่อ แม่ มักทำหน้างงๆประหนึ่งหนักใจที่ลูกสาวคุยกับแม่ซื้อ จนสร้างความฮาได้หลายครืน ไปจนถึงการนำข้อมูลที่ดอร่าเน้นย้ำ กลายมาเป็น ‘โมทีฟ’ หรือ ข้อมูลอันเป็นกลไกในการเล่าเรื่องนำมาใช้ซ้ำเพื่อแสดงให้เห็นว่า ความรู้ที่เธอให้ไปก่อนหน้านี้ ทำให้เธอเอาตัวรอดจากเหล่าร้ายได้ยังไง

แม้ว่าหลายเหตุการณ์จะเต็มไปด้วยความบังเอิญและโชคช่วยบ้าง แต่ในภาพรวมตัวหนังก็มีลูกเล่นหลายอย่างที่พยายามเอาใจคนดูแทบทุกช่วงวัย ทั้งจากตัวละครซีจีอย่าง เจ้าบูต ลิงจอมกวน และ สไวเปอร์ (ให้เสียงโดย เบเนซิโอ เดล โทโร) หมาป่าจอมโจรสวมที่คาดตา ที่ขยันมาขโมยซีนจนน่าจะกลายเป็นขวัญใจเด็กๆได้ไม่ยาก หรือเอาใจวัยรุ่นกับบทโรแมนติกแบบซึนดาเระ ระหว่าง ดิเอโก กับ แซมมี 
ไปจนถึงมุกตลกกาวๆ และการผจญภัยที่น่าจะทำให้คอหนังรุ่นใหญ่นึกถึงหนังอินเดียนาโจนส์ ไม่น้อยเลยทีเดียว

และในขณะเดียวกันการเพิ่มตัวละครวัยรุ่นทั้ง 3 ตัวยังทำให้เรื่องราวดูมีมิติมากขึ้นโดย ดิเอโก เป็นตัวแทนเด็กหนุ่มสุดแปลกแยกที่พยายามเข้ากับคนอื่นจนต้องทำตัวเหินห่างจากดอร่า แซมมี เด็กสาวที่พยายามทำทุกอย่างให้เป็นตัวเองเป็นที่หนึ่งไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น และ แรนดี เนิร์ดดาราศาสตร์สุดขี้ขลาด โดยเมื่อทั้ง 3 ตัวละครมาตกอยู่ในการผจญภัย พวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันซึ่งถือเป็นการให้ข้อคิดทางอ้อมกับเหล่าวัยรุ่นได้ดีเลย แม้ว่าหนังจะแตะประเด็นที่โรงเรียนน้อยไปนิดแต่ก็แลกมากับฉากผจญภัยสนุกๆที่อัดแน่นตลอด 102 นาทีของหนังก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว


จุดเด่น

จุดเด่นของ ดอร่าและเมืองทองคำที่สาบสูญ คงหนีไม่พ้นการเลือก อิซาเบลา โมเนอร์ ที่เคยปรากฎตัวในหนังฟอร์มยักษ์ทั้ง Transformers : The Last Knight (2017) และ Sicario: Day of the Soldado (2018) มารับบท ดอร่า ที่เปลี่ยนภาพจำจากเด็กสาวหัวโตผมหน้าม้าด้วยลุคเด็กสาววัยรุ่นผิวสีน้ำผึ้งหน้าตาสวยๆแต่ยังคงผมหน้าม้าเป็นเอกลักษณ์ซึ่งพอแคส อิซาเบลา โมเนอร์ มาสวมวิญญาณเจ้าหนูจัมไมอย่าง ดอร่า แล้วต่อให้ยังคงคาแรกเตอร์พูดพล่ามไม่หยุดไว้ก็ยังน่ามองอยู่ดี แถมเธอยังแสดงได้อย่างน่ารักน่าชังโดยไม่ทิ้งส่วนดราม่าที่ใช้สายตาสื่ออารมณ์ได้ดีมากเลยทีเดียว

ส่วนนักแสดงสมทบส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ในส่วนของฉากตลกๆได้ดี โดยเฉพาะไมเคิล เพนยา และ อีวา ลองเกอเรีย ที่รับบทพ่อแม่นักสำรวจสุดรั่วได้ฮามาก เจฟฟ์ วอห์ลเบิร์ก ก็โชว์ความหล่อเท่ในบทเด็กหนุ่มค้นหาตัวตนได้ดี, แมดเดลีน แมดเดน ในบทแซมมีก็ค่อยๆทำให้คนดูหลงรักเธอได้จากบทโรแมนซ์กับเจฟฟฺ์ วอห์ลเบิร์ก และ นิโคลัส คูมบ์ ในบทหนุ่มเนิร์ดก็ช่วยเสริมในทางคอเมดีได้ดีเช่นกัน ซึ่งก็ต้องยกย่องการกำกับของ เจมส์ โบบิน ที่มาสายคอเมดีทั้ง The Muppets (2011) และซีรีส์ชุด Ali G ที่กำกับการแสดงสายคอเมดีให้หนังแทบไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย ดูไปหัวเราะไปได้ยาวๆ

นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ ดอร่าและเมืองทองคำที่สาบสูญ ได้เข้าฉายในสัปดาห์ต้อนรับวันแม่แบบนี้ ซึ่งตัวหนังก็เหมาะจะจูงลูกหลานทั้งครอบครัวไปสนุกกันจริงๆ โดยแม้หนังจะยังมีบางช่วงที่ดูเด็กน้อยอยู่บ้าง แต่มุกตลกต่างๆของหนังก็เวิร์กพอให้ผู้ใหญ่ได้บริหารขากรรไกรอยู่ครับ

สรุป

ดอร่าเวอร์ชั่นนี้ทำมาเพื่อเซอร์วิสแฟนๆแอนิเมชั่น และเด็กเล็กๆเป็นหลักจริงๆ ตัวหนังตอบโจทย์ในความเป็นหนังผจญภัยสำหรับเด็กได้อย่างเต็ม 100% ใครที่เคยติดตามเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นมาก่อนหน้านี้คงฟินและเอ็นจอยกับเรื่องนี้ไปตามๆกันแน่นอน

ปล. กลับกันถ้าเป็นคนดูหนังขาจร และไม่ได้มีการทำการบ้านมาก่อนแล้วมาชมเรื่องนี้คงได้แต่อุทานในใจว่า อะไรของดอร่าว่ะเนี้ย แน่นอน 555 เว็บสตรีมหนัง

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Freaks

รีวิว Freaks คนกลายพันธุ์

เรื่องนี้นับว่าเป็นอีกรีวิวที่ต้องเขียนด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะหลังจากได้ชมแล้วเห็นด้วยกับคำเตือนจากบรรดานักวิจารณ์ต่างประเทศที่กำชับกันมาว่า “การชม ภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้สนุกที่สุด คือการรู้อะไรเกี่ยวกับหนังให้น้อยที่สุด” ฉะนั้นจะเขียนแบบแตะต้องเนื้อเรื่องให้น้อยที่สุดก็แล้วกันนะ ดูหนังออนไลน์

เรื่องย่อหนัง
"มีมนุษย์บางสายพันธุ์ แอบซ่อนอยู่กับเรา" เตรียมพบภาพยนตร์ไซไฟ ระทึกขวัญ ที่ได้รับการยกย่องว่าชวนช็อค! คาดเดาไม่ได้! และเซอร์ไพรส์ที่สุดประจำปี 2019 ใน ""Freaks คนกลายพันธุ์"" คว้าคะแนนจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes สูงถึง 90% นำแสดงโดย 'อีมิล เฮิร์ช' จาก Speed Racer และ 'บรูซ เดิร์น' จาก The Hateful Eight นี่คือเรื่องราวของลูกสาววัย 7 ขวบ โคลอี้ (เลซี่ โคลเคอร์) และพ่อของเธอ (อีมิล เฮิร์ช) ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่ให้เธอออกไปสัมผัสโลกภายนอก คอยบอกเธอเกี่ยวกับอันตรายที่อยู่นอกประตูบ้านหลังนั้นตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้รวบรวมความกล้าและตัดสินใจเปิดประตูบานนั้นออกไปเพื่อพบกับอิสรภาพ… ที่ต้องแลกมาด้วยเลือด และ ความลับที่ถูกปกปิดกำลังจะปะทุ! รีวิว Freaks คนกลายพันธุ์

เนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องเอาเท่าที่เห็นในตัวอย่างหนังแล้วกัน เปิดเรื่องที่โคลอี้สาวน้อยวัย 7 ขวบ อาศัยอยู่กับพ่อในบ้านซอมซ่อ ที่ปิดทึบหมด ประตูล็อกหลายชั้นมากหน้าต่างกระจกก็เอากระดาษมาปิดหมด ทั้งหมดเฮนรี่ทำเพื่อป้องกันไม่ให้โคลอี้ออกนอกบ้านและไม่ต้องให้รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก

พ่อเฝ้าพร่ำบอกโคลอี้ว่าโลกภายนอกอันตรายมาก มีแต่ผู้คนที่เป็นภัยและต้องการทำอันตราย 2 เราพ่อลูก และแม่ของโคลอี้ก็เสียชีวิตก็เพราะน้ำมือของคนนอกบ้านนี่ล่ะ แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ โคลอี้เห็นรถขายไอศกรีมมาจอดหน้าบ้านทุกวัน ยิ่งทำให้เธออยากลิ้มรสไอศกรีมมากขึ้นตามประสาเด็ก ๆ จนโอกาสมาถึงเมื่อเธอหาจังหวะแอบออกหาคุณตาขายไอศกรีมได้ แต่เหมือนว่าคุณตารู้จักเธอและพ่อเป็นอย่างดี แล้วยังอ้างว่ารู้จักแม่ของโคลอี้อีกด้วย เรื่องราวที่พ่อบอกโคลอี้ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ คำบอกเล่าของคุณตาขายไอศกรีมยิ่งทำให้โคลอี้สับสนมาก ตกลงเธอควรจะเชื่อใจใคร ใครพูดความจริง

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน 20 นาทีแรกของหนังเท่านั้น ที่ระดมปริศนามาใส่ผู้ชมเต็มไปหมด หนังเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของโคลอี้ ให้คนดูตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเธอที่แทบไม่รู้อะไรเลย ทำไมพ่อต้องแอบซ่อนแล้วขังเธอไว้ในบ้าน คุณตาเป็นใครมีจุดประสงค์อะไร แม้ว่าเรื่องราวจะอยู่แค่ในบ้าน

หนังก็หยอดปริศนามาตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมด ทั้งข่าวทางหน้าจอโทรทัศน์ หญิงประหลาดที่โผล่มาในห้องของโคลอี้ ปฏิกิริยาของเพื่อนบ้าน แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้คนดูอึดอัดกับความสงสัยนานครับ เพราะนับตั้งแต่คุณตาปรากฏตัวหนังก็เดินหน้าแบบเต็มสปีด ทยอยเผยทุกปริศนา ตัวจริงของตา ตัวตนของพ่อ และชะตากรรมของแม่ว่าตกลงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

แม้ว่าหนังจะมาในธีมของมนุษย์กลายพันธุ์เช่นเดียวกับ X-Men แต่บรรยากาศหนังต่างกันลิบลับ ดาร์กกว่า เข้มข้นกว่ามาก เลยทำให้เห็นชัดเลยว่า ถ้าเล่าจากมุมมองเล็กไปใหญ่ จะน่าสนใจกว่ามาก อารมณ์หนังจะมาในทำนองเดียวกับ “เอเลฟเวน” ใน Stranger Things มากกว่า

เราต้องค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวตนของเธอไปพร้อมกับที่ตัวเธอก็ต้องเรียนรู้กับตัวเองเช่นกันว่ามีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง ซึ่ง แซค ไลพอฟสกี และ อดัม บี.สไตน์ คู่หูผู้ควบรวมหน้าที่กำกับและเขียนบท ก็เก่งที่คิดค้นความสามารถพิเศษที่แปลกใหม่ได้ไม่ซ้ำกับเหล่ามิวแตนท์ใน X-Men

แน่นอนว่าถ้าหนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์กลายพันธุ์ก็จำเป็นต้องมีการใช้สเปเชียลเอฟเฟกต์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นการใช้งานเทคนิค CGI ได้อย่างคุ้มค่ามาก ตลอดเวลา 100 นาที หนังมีฉากโชว์พลังความสามารถน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่โชว์นี่เรียกว่าได้ใจไปเลย ทั้งเท่ ทั้งอึ้ง กับการได้เห็นความสามารถพิเศษที่เผยออกมา เพราะเราดูไปแบบคาดเดาไปด้วยว่าใครจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์บ้าง แล้วแต่ละคนมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง

ต้องยกให้ ภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหนังที่มีบทภาพยนตร์ที่ดี ผู้กำกับมีความสามารถ ก็สามารถทำหนังให้สนุกได้ โดยไม่ต้องใช้ทุนสร้างมากมาย เรื่องราวของ Freaks เกือบทั้งเรื่อง เกิดขึ้นในบ้านของโคลอี้กับพ่อแค่นั้น ตัวละครหลักก็มีแค่โคลอี้ พ่อ และ คุณตาขายไอศกรีม เพียงแค่ 3 คน นับเป็นงานมาสเตอร์พีซของคู่หู แซค ไลพอฟสกี และ อดัม บี.สไตน์ จริง ๆ

ทั้งคู่เคยผ่านมาแต่งานกำกับทีวีซีรีส์และหนังสั้นเท่านั้น แล้วทั้งคู่ก็มั่นใจกับ Freaks มาก เริ่มเอาฉายตามเทศกาลหนังหลายแห่งมาตั้งแต่กันยายน 2018 กวาดรางวัลมาเพียบ ได้คะแนนใน Rottentomatoes ไปสูงถึง 87% แต่ยืนยันเลยว่า แม้ Freaks จะเป็นหนังสายรางวัล แต่นี่คือหนังที่เน้นความบันเทิงเอาใจคนดูสุด ๆ
ฉากที่อยากชื่นชมมากคือฉากที่พ่อเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เรย์ เป็นการเล่นเกมจิตวิทยาระหว่างทั้งคู่ คุยไปอ่านเกมฝ่ายตรงข้ามไปว่าอีกฝ่ายจะเอาไง เป็นฉากสนทนายาวนานที่สร้างบรรยากาศตึงเครียดได้ดี แล้วหลังจากฉากนี้ก็คือไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ที่เตรียมมันส์กันแบบลากยาวได้เลย แม้ตัวละครหนังจะเป็นเด็กน้อยวัย 7 ขวบ แต่ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กนะครับ หนังค่อนข้างโหดเลยล่ะ จ่อกบาลยิงกันเลือดกระฉูด คนตายเยอะครับ ฉากสว่านนี่โคตรเสียวเลย

หน้าหนัง ดูเป็นหนังฟอร์มเล็กมาก โปสเตอร์ก็ออกแบบได้ไม่น่าสนใจเล้ย หนังไม่ค่อยมีใครพูดถึง ดาราก็โนเนม มีชื่อแค่ อีมิล เฮิร์ช และ บรู๊ซ เดิร์น แค่นั้นที่เป็นดาราชื่อเสียงระดับกลาง ๆ แต่ดูแล้วเราจะหลงรักความน่ารักของสาวน้อย เล็กซี คอลเคอร์ ที่แสดงได้เก่งเกินตัว ตอนเธอแสดงเรื่องนี้อายุแค่ 8 ขวบเอง
ขอเชียร์ออกตัวเลยว่า นี่คือหนังมิวแตนท์ที่เล่าเรื่องราวได้สนุกมาก เข้มข้น และน่าติดตามในทุก ๆ นาทีของหนัง เป็น 100 นาทีที่ให้ความบันเทิงแบบเต็มเปี่ยม จบแล้วอยากดูต่อทันทีแบบไม่อยากให้จบเลย

แต่เชื่อว่าหนังน่าจะประสบความสำเร็จแล้วเราน่าจะมีเปอร์เซ็นต์ได้ดูภาคต่อสูงครับ เพราะหนังใช้ทุนสร้างต่ำฉายแป๊บเดียวก็กวาดกำไรแล้ว ภาคต่อน่าจะใช้ทุนสร้างมากขึ้นอีก แต่อีกใจก็นึกอยากให้ Freaks เป็นทีวีซีรีส์มากกว่านะ เพราะหนังดูมีอะไรที่สานต่อเรื่องราวไปได้อีกไกลมาก ชูจั๊กกะแร้เชียร์ว่านี่คือหนังที่ไม่ควรพลาดครับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในหนังไซไฟที่ดีที่สุดแห่งปีจริงหรือ?

คำกล่าวนี้มาจากสื่อนักวิจารณ์เมืองนอกที่โปรยอยู่ในเทรลเลอร์ ตอบเลยว่าเป็นความจริงแน่นอนครับ นี่เป็นหนังไซไฟที่แปลกใหม่ในการเล่าเรื่อง แม้พื้นฐานเรื่องราวจะไม่ได้ใหม่ โดยเรื่องผูกโยงเข้ากับพลังเหนือธรรมชาติในตัวมนุษย์ที่ออกจะมีเกร่อเต็มตลาดตอนนี้ 

แต่หนังหาทางแตกต่างออกไปได้ และก็ผสมเรื่องราวลึกลับน่ากลัวไว้พร้อมกัน ซึ่งสูตรนี้เท่าที่เห็นมีจะทำออกมาก็คือ The New Mutants แต่โดนเลื่อนฉายไม่มีกำหนดไปแล้ว

*ในหนังไม่ใช้คำว่ามิวแตนท์ แต่ใช้คำว่า Freaks ที่แปลว่า “ประหลาด” แทน ซึ่งเป็นธรรมชาติกว่าด้วย

สรุป
แนวหนังไซไฟทริลเลอร์ เป็นหนังทุนต่ำสายรางวัล แต่ไม่ได้ดูเข้าใจยาก แถมเรื่องราวจริงที่ซ่อนไว้มีความแมสและมันส์ได้เหมือนหนังฟอร์มใหญ่ ถ้าใครกำลังมองหาหนังที่เน้นการคิดวิเคราะห์แยกแยะ การใช้เสมองทำงานในการเดาเรื่องราวขณะที่ดูเรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างมาก แนะนำให้ดูเลยจริงๆ หนังออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Terminator 2 : Judgment Day

รีวิว Terminator 2 Judgment Day - คนเหล็ก2029 วันพิพากษา

นับตั้งแต่ปี 1984 โลกเซลลูลอยด์ได้รู้จักกับคาแรกเตอร์หุ่นคนเหล็ก (อันดับ 28 ของ คาแรกเตอร์ที่น่าจดจำที่สุดบนโลกภาพยนตร์ของนิตยสาร Empire) ที่เดินทางข้ามเวลาเพื่อมาสังหารผู้นำมนุษย์แห่งสงครามโลกอนาคตตั้งแต่เขายังไม่เกิด

เพื่อให้ฝ่ายจักรกล SkyNet เอาชนะฝ่ายมนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด หนังที่ “มาก่อนกาล” บอกเล่าเรื่องราวการย้อนเวลาและสงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรเป็นเรื่องแรก ๆ ของวงการภาพยนตร์  กลายเป็นผลงานแจ้งเกิดของแชมป์นักกีฬาเพาะกายชาวออสเตรีย

ผู้เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในแวดวงภาพยนตร์ Arnold Schwarzenegger ในวันนั้นเพิ่งจะมีหนังเล่นอย่างพอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในหนังคนเถื่อน Conan the Barbarian (1982) และ Conan the Destroyer (1984)
ขณะเดียวกัน James Cameron ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งโลกภาพยนตร์ในวันนี้
(“The King of the World” ประโยคของ Jack Dawson ใน Titanic (1997) ซึ่ง James กล่าวบนเวทีออสการ์ขณะรับรางวัล) ก็ได้หนัง The Terminator นี้เองเป็นผลงานแจ้งเกิดเช่นกัน รีวิว Terminator 2  Judgment Day ดูหนังออนไลน์

หลังจากกำกับหนังเกรด B อย่าง Piranha Part Two: The Spawning (1981) มาแค่เรื่องเดียว นับตั้งแต่นั้นมา Terminator ก็เปรียบเหมือนภาพจำ (Branding) สำคัญของทั้ง Schwarzenegger และ Cameron ที่จะหวนกลับคืนสู่สูตรสำเร็จ “ของตาย” นี้เสมอ เพื่อสร้างชื่อเสียงและเรียกความสำคัญจากความทรงจำรุ่นต่อรุ่นของผู้ชมผู้รักในเรื่องราวของคนเหล็ก

Timeline The Terminator (แบบไม่นับภาค 3-5)
  • 1984:  Kyle Reese เดินทางย้อนเวลากลับมาช่วย Sarah Connor ในวันนั้นอายุเพียง 25 ปี เธอกำลังตกเป็นเป้าสังหารจากหุ่น T-800 และมีความสัมพันธ์กัน / Cyberdyne Company เก็บซากของหุ่น T-800 ที่ถูกทำลายไปพัฒนาต่อ
    (ต่อมา Cyberdyne Company กลายเป็น SkyNet)
  • 1985: John Connor เกิด
  • 1994: Sarah ถูกจับเข้าโรงพยาบาลบ้า John ได้รับการดูแลโดยครอบครัวอุปถัมภ์
  • 1995: Sarah และ John ถูกตามล่าโดยหุ่น T-1000 / John ในโลกอนาคตส่ง T-800 ที่ปรับโปรแกรมให้เป็นหุ่นฝ่ายดีแล้ว กลับมาช่วยตัวเองและแม่
  • 1997: Sarah เสียชีวิตด้วยโรคลูคิเมียที่ประเทศเม็กซิโก มีชีวิตอยู่จนผ่านวันพิพากษาตามกำหนดการเดิมมาได้ เธอสะสมอาวุธมากมายไว้ในโลงศพปลอม เพื่อให้ John ได้ใช้ ส่วน John ก็ใช้ชีวิตต่อไปอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ / รัฐบาลสหรัฐฯ
    และบริษัท Cyber Research Systems เข้าซื้อกิจการของ Cyberdyne Systems เอาโครงการ SkyNet ปัญญาประดิษฐ์จากซากแขนของหุ่น T-800 ในปี 1984 ไปพัฒนาต่อ
  • 2003 : โครงการ SkyNet พัฒนาสำเร็จ
The Terminator (1984): คนเหล็ก 2029

จากบทที่เขียนขึ้นเองของ James Cameron และ Gale Anne Hurd (ภรรยาจากการแต่งงานครั้งที่ 2 ของ James) หนังภาคแรกเล่าเรื่องราวของการช่วงชิงชัยชนะในสงครามเครื่องจักร ฝั่ง SkyNet ในปี 2029 ส่งหุ่นยนต์คนเหล็ก Terminator รุ่น T-800มากำจัด Sarah Connor สาวบริการในร้านอาหารที่ยังไม่รู้ตัวว่า เธอจะมีบทบาทสำคัญในการให้กำเนิด John Connor ลูกชายที่จะเป็นผู้นำคนสำคัญของฝ่ายมนุษย์ ในสงครามหลังโลกล่มสลาย

Kyle Reese (รับบทโดย Michael Biehn) ทหารมือดีที่สุดของ John Connor ในปี 2029 ก็ถูกส่งมาเพื่อขัดขวางหุ่น T-800 ไม่ให้สังหาร Sarah ได้สำเร็จ อย่างที่แฟน ๆ ของหนังคงทราบดีและได้ตอกย้ำกันอีกทีในภาค 4 Salvation ว่า Kyle Reese ไม่ได้รู้ตัวว่า John คือลูกตัวเอง และเขาถูกลูกส่งมาเพื่อให้เจอกับแม่

ความสำเร็จระดับแจ้งเกิดทุกคนที่เกี่ยวข้องของหนังทั้งนักแสดงอย่าง Schwarzenegger รับบทตัวร้ายที่แฟน ๆ ต้องกลัวและ Linda Hamilton (ภรรยาจากการแต่งงานครั้งที่ 4 ของ James) ในบทของ Sarah Connor (อันดับ 58 ของ คาแรกเตอร์ที่น่าจดจำที่สุดบนโลกภาพยนตร์ของนิตยสาร Empire) ทำกำไรไปอย่างงดงามในยุคนั้น โดยกับรายได้ทั่วโลกกว่า 78 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทุนสร้างแค่ 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

Terminator 2: Judgment Day (1991): คนเหล็ก 2029 ภาค 2

ก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 90 James Cameron และ Arnold Schwarzenegger กลับมาอีกครั้งด้วยวิถีการสร้างคาแรกเตอร์คนเหล็ก Terminator อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการพลิกให้ Terminator จากตัวร้ายกลายมาเป็นฝั่งตัวดี ข้ามเวลามาทำหน้าที่ช่วยพิทักษ์แม่ลูกตระกูล Corner จากการตามล่าของหุ่น T-1000 (รับบทเป็นหุ่นถมึงทึงและท่าทางสยองขวัญโดยนักแสดง Robert Patrick) ที่ถูกส่งมาจากอนาคตเช่นกัน

ในภาคนี้ James ได้เปลี่ยนนักแสดง Linda Hamilton จากสาวที่บอบบางกลายเป็นสาวบู๊ทะมัดทะแมง ดุดันตามแบบ Icon หญิงร่วมยุคสมัยเดียวกันกับหลายตัวละครจากหนังของ Ridley Scott  นักสร้างหนังหญิงแกร่ง (James Cameron รับช่วงต่อกำกับ Aliens (1986) ก่อนจะกลับมาทำภาค 2 ของคนเหล็ก
และในหนังเรื่องนี้เองก็เป็นผลงานที่น่าจดจำและโด่งดังที่สุดในชีวิตนักแสดงของ Edward Furlong ในวัย 14 ปี

เพราะนับแต่เรื่องนี้ไป การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดก็ทำให้ชีวิตการแสดงของเขาต้องร่วงโรย  ภาค 2 นี้ได้รับการยกระดับทุนสร้างเป็น 102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทำรายรับรวมทั่วโลกได้ในระดับปรากฏการณ์ที่ 502 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ในยุคนั้นไม่มีเรื่องไหนทำได้

สรุป

เอาป็นว่าถ้าถึงขนาดที่ James Cameron กลับมาทำเองแล้ว หนังยังไม่ประสบความสำเร็จอีกละก็ ทีมสร้างรวมถึงทั้ง Schwarzenegger และ Cameron ก็คงสมควรแก่เวลาหยุดคิดทวงบัลลังก์
“ครั้งแล้วครั้งเล่า” แยกย้ายไปตามทาง ทิ้งภาค 1 และ 2 ให้ขึ้นหิ้งเป็นตำนานตลอดกาลอย่างถาวรเสียที หนังถ่ายทอดสด

21 bridges

รีวิว 21 bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

หน้าหนังน่าสนใจมากครับ กับการขายชื่อพี่น้องรุสโซ จาก Avengers มาเป็นผู้อำนวยการสร้าง แถมยังได้ แชดวิก โบสแมน จากบทเจ้าชายทีชาลา มาสวมสูทพกปืนในบทตำรวจสายสืบปืนดุ แถมตัวอย่างหนังยังขายโชว์ฉากแอ็กชันสาดกระสุนกันดุเดือดบวกกับชื่อเรื่อง 21 bridges ที่หมายถึงจำนวนสะพานทั้งหมดที่เชื่อมระหว่างเกาะแมนฮัตตันกับกรุงนิวยอร์ก ทำให้ภาพลักษณ์ของ 21 bridges คือหนังแอ็กชันตำรวจไล่ล่าโจรดุสาดกระสุนกันดุเดือด ที่ชวนให้นึกถึง Heat และ Ronin นู่นเลย ดูหนังออนไลน์

เรื่องย่อ

แชดวิก โบสแมน มารับบท อังเดร เดวิส ตำรวจสายสืบที่อยู่ในช่วงโดนสอบสวนจากฝ่ายกิจการภายใน ข้อหา “นิ้วรั่ว” เพราะเขาวิสามัญคนร้ายไปเยอะมากในช่วงไม่กี่ปี แล้วในคืนนั้นเองเขาก็ต้องเจอกับคดีสะเทือนขวัญ ตำรวจนิวยอร์ก 8 นาย โดนฆ่าตายในร้านอาหารจากสองมือปืนระดับพระกาฬ ที่หนีหายไปพร้อมกับโคเคนบริสุทธิ์ 50 กก. สร้างความโกรธแค้นให้กับตำรวจนิวยอร์กทั้งหมด ที่ต้องการลงโทษด้วยการจับตาย ไม่อยากให้รอดไปถึงกระบวนการยุติธรรม รีวิว 21 bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

บทหนังปูฉากหลังตัวละครหลักมาอย่างดีทั้งฝ่ายตำรวจและโจร เดวิส ถูกแนะนำให้รู้จักในฐานะตำรวจตงฉินที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นพ่อที่เป็นตำรวจฝีมือดีแต่ต้องเสียชีวิตในหน้าที่ตั้งแต่เดวิส ยังเป็นเด็ก พอโตขึ้นมาก็เป็นตำรวจตามพ่อและเป็นตำรวจสายดุ

ปลิดชีวิตคนร้ายมานักต่อนัก อีกด้านคือ แจ็กสัน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังปลดประจำการก็เข้าสู่วงการด้านมืด ด้วยการแท็กทีมกับไมเคิล น้องชายของเพื่อนรักที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วเพื่อนเสียชีวิตในสนามรบ แจ็กสันเลยรับช่วงดูแลไมเคิลต่อ

แต่ดูแลด้วยวิถีของแจ็กสันด้วยพาเข้าสู่ชีวิตโจร งานคืนนี้ของแจ็กสันและไมเคิล ดูเหมือนจะง่าย ๆ เข้าไปชิงโคเคนที่ซ่อนในร้านอาหาร มีคนเฝ้าแค่คนเดียว ตามสายข่าวบอกว่ามีโคเคน 30 กิโล แต่กลับกลายเป็น 300 กิโล แล้วระหว่างที่จะหนีออกจากร้านก็ต้องเจอกับตำรวจขโยงใหญ่ ก่อให้เกิดการสาดกระสุนกัน แต่ด้วยฝีมือฉกาจของแจ็กสัน จึงปลิดชีพตำรวจเสียเกลี้ยง
ที่เล่ามานี่คือฉากแอ็กชันแรกที่หนังโชว์ฉากโหด ดุ ตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ทำให้เราได้เห็นถึงความน่ากลัวของแจ็กสัน ที่ทั้งฝีมือดี

และไร้ความปราณี เป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับเดวิส ตำรวจสายดุเช่นกัน สร้างความคาดหวังว่าเราจะได้เห็นฉากปะทะกันอย่างดุเดือดของเดวิส และแจ็กสัน ซึ่งผิดคาดมากครับ เอาแค่นี้พอไม่สปอยล์
หนังเปิดมาได้บรรยากาศระอุมาก เดวิสประกาศกร้าว สั่งปิดทั้ง 21 สะพาน 2 อุโมงค์ แม่น้ำทุกสาย จะล่าสองมือปืนให้ได้ภายในคืนนี้

ฉันจะต้องได้ดูการไล่ล่าที่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างแน่นอนภายในหนึ่งชั่วโมงจากนี้ แต่ไม่มีครับ เส้นทางของแจ็กสันและไมเคิลไม่ใช่การหนีออกจากเกาะแมนฮัตตัน แต่ไปส่งโคเคนแล้วก็ไปฟอกเงิน ซึ่งก็วนเวียนอยู่ในแมนฮัตตันนั่นแหละ

เข้าครึ่งชั่วโมงหลัง หนังก็เปลี่ยนจากการแอ็กชันไล่ล่า ไปเป็นการสืบหาผู้ร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังคดีสะเทือนขวัญนี้ ก็ดูเป็นความพยายามยกระดับของหนังจากแอ็กชันตำรวจจับผู้ร้ายธรรมดา ให้ดูมีเงื่อนงำซับซ้อนมากขึ้น แต่ก็นะ สมองแทบไม่ต้องทำงานเลย คนดูน่าจะเดากันได้หมดล่ะ เพราะมันก็เผยกันโจ้ง ๆ

ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแล้วว่าตำรวจยกขโยงมาร้านอาหารกลางดึกกันทำไม ฉะนั้นก็ต้องเตือนกันว่า อย่าไปคาดหวังอะไรมากกับเงื่อนงำของหนังที่วางไว้ตื้นมาก อันนี้ต้องชี้นิ้วไปที่ อดัม เมอร์วิส เจ้าของเรื่องที่มารับหน้าที่แปลงเรื่องของตัวเองเป็นบทภาพยนตร์ด้วย แต่ก็ยังดีที่ผู้สร้างยังจ้างมือเก๋าอย่าง แมทธิว ไมเคิล คาร์นาฮาน ที่ผ่านงานเขียนมาเพียบ Worl War Z, The Kingdom, Deepwater Horizon ให้มาช่วยเกลาอีกที ไม่งั้นคงจะแย่กว่านี้ไปแล้ว

ที่รู้สึกสะดุดตามากคือภาพลักษณ์ของแชดวิก โบสแมน ดูผิดหูผิดตาไปมากจากตอนเป็นเจ้าชายทีชาลา เรื่องนี้แชดวิก ดูซูบไปพอควร ราศีเจ้าชายหายไปหมดเลย แต่ภาพลักษณ์โดยรวมกับการใส่สูทถือปืนก็ดูเข้าที่เข้าทางดี , เจ.เค. ซิมมอนส์ มาในบทหัวหน้าหน่วยแม็กเคนนา เจ.เค. อายุเพิ่ง 65 อ่อนกว่าเดนเซล วอชิงตัน อีกนะ

แต่ด้วยริ้วรอยบวกกับศีรษะล้านเลยดูเกินวัยไปมาก ชวนให้คิดว่าถ้าตำรวจวัยนี้น่าจะปลดเกษียณไปนานแล้วนะ, เซียนนา มิลเลอร์ นักแสดงหญิงหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ในบทบาทเจ้าหน้าที่ ปปส. ถูกส่งมาให้ประกบกับเดวิสในภารกิจนี้ รวบผมใส่แจ๊กเก็ตตัวโคร่ง ก็ดูทะมัดทะแมงสมกับเป็นตำรวจ เซียนนาเป็นนักแสดงสายหนังรางวัลเสียเป็นส่วนใหญ่ พอมาเล่นแอ็กชันแบบนี้ก็ดูเป็นงานง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรให้จดจำเช่นกัน

รายที่น่าสงสารสุดคือ ไบรอัน เคิร์ก ในฐานะผู้กำกับแต่แทบไม่มีใครเห็นชื่อเลย เพราะทางการตลาดเน้นขายแต่ชื่อพี่น้องรุสโซ ในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งงานกำกับหนังโรงครั้งแรกของไบรอัน ไม่ขี้เหร่เลย แม้แต่บทตื้น ๆ อย่างนี้ไบรอันก็ยังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม สร้างบรรยากาศรายล้อมได้ชวนระทึก

ก็นับว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากงานทีวีซีรีส์ชื่อดังหลาย ๆ เรื่องอย่าง Dexter, Boardwalk Empire, Game of Thrones, Penny Dreadful นั้นไม่เสียหลาย แต่ก็น่าเป็นห่วงที่งานแรกอย่าง 21 Bridges ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก ทั้งนักวิจารณ์และรายได้

คือถ้าพูดกันแบบง่ายๆ เลย มันคือหนังตำรวจจับผู้ร้ายธรรมดาๆ เรื่องนึง ที่หลายๆ อย่างเราเคยผ่านหูผ่านตามาในหนังแนวนี้หลายเรื่องละ มันเลยกลายเป็นอะไรหลายๆ อย่างในเรื่องนี้เชยไปเลย แต่จริงๆ พอเห็นตัวอย่างก็รู้แล้วหล่ะ มันไม่ใช่หนังวินาศสันตะโรอะไรแบบนั้น แต่จะมารอดูว่ามันจะสนุกไหมเท่านั้นเอง คือสารภาพเลย โดนชื่อ Chadwick Boseman กับสองพี่น้อง Russo เนี่ยแหละดูดเข้าไป ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาตั้งใจเอามาขายเนี่ยแหละ 555

หนังเปิดเรื่องมาดีนะ ปูเรื่องราวตัวละครได้อย่างดีเลย ทั้งทางฝั่งพระเอกและตัวร้าย และดำเนินเรื่องมาเรื่อยๆ ได้อย่างน่าสนใจ มีฉากแอ็คชั่นที่ดุเดือด ตั้งแต่ต้นเรื่องที่โชว์ความเทพและร้ายกาจของฝั่งผู้ร้าย ที่ได้สังหารเหล่าตำรวจอย่างเลือดเย็น เลยทำให้ทางฝั่งพระเอกต้องปิดเกาะไล่ล่าผู้ร้ายซะ คือมันเปิดดีจนให้เราพาลคิดไปว่า เหตุการณ์หลังจากนี้มันคือการไล่ล่ากันอย่างดุเดือดแน่นอน แต่มันไม่ใช่ และผิดคาดไปเยอะเลยทีเดียว

หนังกลับกลายเป็นเล่นท่ายากเกินไป พยายามทำให้เรื่องราวมันซับซ้อน ถ้าไปเน้นแอ็คชั่นดาดๆ ไม่ต้องสนอะไรเรื่องพวกนั้นเอาแค่ตำรวจจับผู้ร้าย แมวไล่จับหนู แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับการสร้างความบันเทิงให้กับคนดูได้แล้ว แถมไอ้เรื่องราวที่พยายามทำให้มันมีเงื่อนงำมันกลับเดาได้ง่ายๆ ไม่ได้ช่วยยกระดับหนังให้ดีขึ้นมาแต่อย่างใด เสียดายเรื่องราวที่ปูมาตั้งแต่แรกของทุกๆ ฝ่ายมาก เพราะหนังไม่ได้โชว์ตัวตนที่ควรจะเป็นของทั้งสองฝั่งให้เราดูสักเท่าไหร่เลย

เอาว่าถ้าตัดเรื่องบทเฉลยของหนังที่เดาง่ายไปแล้ว มองกันแค่ในขอบเขตของหนังแอ็กชันเรื่องหนึ่ง ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับมาตรฐาน ตั้งแต่ลั่นกระสุนนัดแรกไปแล้ว หนังก็เดินเรื่องเร็วปรี๊ด ไล่ล่ากันแบบไม่มีพักเลย เล่นอาวุธหนักกันทั้ง 2 ฝ่าย สาดกระสุนกันอย่างจุใจแบบไม่ต้องนับ แถมมีโชว์วิทยาการไฮเทคของตำรวจนิวยอร์ค ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการตามล่าคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้หนังเดินหน้าไปอย่างน่าติดตาม เอาว่าคอหนังแอ็กชันดูได้ครับ ไม่เสียดายเงินไม่เสียดายเวลา

สรุป

ถ้า 21 Bridges คือหนังแอ็คชั่นธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าจดจำ เปิดได้ดีน่าสนใจ แต่หลังจากนั้นก็ธรรมดา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ดูก็ดี ไม่ดูก็ได้ ก็พอได้เพลินๆ แหละ จะว่าไปมาดตำรวจของ Chadwick Boseman ก็เท่ไม่หยอกเหมือนกันแหะ สลัดคราบจะไม่เหลือความเป็นฝ่าบาทเลย โปรแกรมหนัง

Charlie’s Angels

รีวิว Charlie’s Angels นางฟ้าชาร์ลี

นางฟ้าชาร์ลี เฟรนไชส์นักสู้สาวยอดฮิตในอดีตของค่าย Sony Pictures โดยได้ Kristen Stewart จาก แวมไพร์ Twilight, Naomi Scott จาก Power Rangers, และ Ella Balinska จาก Casualty จะมารับบทเป็น 3 สาวนักแสดงหลักในเวอร์ชั่นใหม่นี้ อีกทั้งหนังยังได้ Patrick Stewart และ Elizabeth Banks มาร่วมแสดงสมทบอีกด้วย รีวิว Charlie’s Angels  ดูหนังออนไลน์

เรื่องย่อ

หลังประดิษฐกรรมด้านพลังงานทดแทนกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธมหาประลัย เอเลนา (นาโอมิ สก็อตต์) สาวเนิร์ดนักประดิษฐ์จึงขอความช่วยเหลือจากองค์กรต่อต้านอาชญากรรมระดับโลกที่มีเหล่านางฟ้ามหากาฬนาม ชาร์ลีแองเจิลส์ ออกปฏิบัติการณ์ จนเธอได้พบกับ ซาบีนา (คริสเตน สจ๊วร์ต) นางฟ้าเด็กแนวสุดเท่ และ เจน (เอลลา บาลินสกา) อดีตสายลับ MI6 ที่ผันตัวเองมาเป็นนางฟ้าชาร์ลี

ทั้ง 3 ทำงานภายใต้การดูแลของ บอสลีย์ (เอลิซาเบธ แบงค์) อดีตนางฟ้าชาร์ลีที่ผันตัวมาเป็นผู้บัญชาการแต่งานนี้ดันมีเกลือเป็นหนอนจากภายในองค์กรเอง และการซื้อขายอาวุธมหาประลัยกำลังใกล้เข้ามาทุกที พวกเธอจำต้องผนึกกำลังขยับปีกออกบู๊เพื่อความสงบสุขของโลก

แม้ก่อนหน้าจะได้ดูหนังจริง..จะเจอคำวิจารณ์แง่ลบที่สับหนังเละไม่มีชิ้นดี แต่ด้วยผมค่อนข้างเชื่อมือของเอลิซาเบธ แบงค์ จากงานกำกับ Pitch Perfect 2 (2015) ที่ทำหนังภาคต่อออกมาได้กล่มกล่อมเพียบพร้อมทั้งความสนุกและคุมโพรดักชันใหญ่โตได้อยู่มือ และมาคราวนี้การท้าทายตัวเองของเธอกับงานหนังแอ็กชันที่เคยถูกมองว่าทำมาขายผู้ชายโดยเฉพาะอย่าง Charlie’s Angels ตั้งแต่ฉบับซีรีส์ในปี 1976 หรือฉบับหนังสุดเซ็กซีของผู้กำกับ แม็กจี ในปี 2000 ทำให้ เอลิซาเบธ แบงค์ เหมาะมากที่จะมาถ่ายทอดนางฟ้าชาร์ลีในยุคที่กระแสเฟมินิสต์

หรือสตรีนิยมเบ่งบานไปพร้อมกับการเรียกร้องความเท่าเทียมในเรื่องชาติพันธุ์และเพศสภาพอย่างยุคปัจจุบัน ทำให้บทภาพยนตร์ของ แบงค์ ที่เขียนร่วมกับ อีวาน สพีลิโอโทพูลอส และ เดวิด ออเบิร์น เลยมุ่งเน้นสร้างคาแรกเตอร์ชอง เอเลนา ซาบีนา และ เจน ให้กลายเป็นสาวแกร่งยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องอ่อนหวานเอาใจผู้ชาย หรือจะยอมอ่อยก็ต่อเมื่อพวกเธอต้องการอะไรบางอย่างเท่านั้น โดยตัวคาแรกเตอร์ที่ดีไซน์มายังเล่นกับยาขมสำหรับผู้ชาย

ตั้งแต่การให้ เจน เป็นสาวแกร่งแบบเริ่ดเชิดทำอะไรคนเดียวไม่พึ่งพาใครแต่แอบซ่อนเหตุผลถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตที่ทำให้เธอต้องออกจาก MI6 หรือจะเป็น ซาบินา สาวผมสั้นเท่ๆที่แสดงออกค่อนข้างชัดเจนตามนักแสดงอย่างคริสเตน สจ๊วร์ต ว่าเธอเป็นกลุ่ม LGBT ไม่ได้ชอบผู้ชาย และมีอดีตเป็นสาวบ้านรวยที่ต้องการหนีปัญหาด้วยการก่ออาชญากรรมจนเปลี่ยนตัวเองเมื่อได้เข้าร่วมเป็นนางฟ้าชาร์ลี ส่วน เอเลนา ก็มาในมาดสาวโก๊ะ เด็กเนิร์ด ฉลาดเป็นกรด ทำงานก้าวหน้ากว่าผู้ชาย จะเห็นว่านางฟ้าชาร์ลียุคนี้พร้อมประกาศตัวเองว่าเธอไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ชายอีกต่อไป

นั่นทำให้บุคลิกของพวกเธอเป็นตัวแทนผู้หญิงในแบบที่ผู้หญิงเท่านั้นจะเข้าใจจริง ๆ และหนังก็เดินเรื่องแบบเอาใจคนดูสาว ๆเต็มที่ ทั้งฉากวางแผนการรบที่เหมือนการเจ๊าะแจ๊ะของผู้หญิงที่พร้อมจะเปลี่ยนเรื่องได้ตลอดเวลา หรือกระทั่งฉากแอ็กชันที่ดีไซน์ไม่ให้ดูสยดสยองหรือรุนแรงเกินไป

รวมถึงการใส่ตัวละครหนุ่มหล่ออย่าง แลงสตัน ที่รับบทโดย โนอาห์ เซ็นตินีโอ จากหนัง To All The Boys I’ve Loved Before ทาง Netflix  เข้ามาเป็นอาหารตาให้สาว ๆ  เรียกได้ว่าหากใครหวังเข้าไปดูแอ็กชันสะใจ ๆ พร้อมสาว ๆ สวย ๆ ในชุดสุดเซ็กซีให้ได้พอกระชุ่มกระชวย ก็อาจแพ้ฮอร์โมนหญิงของหนังจนอาจไม่ถูกโรคได้เลยแหละ

กล่าวถึงฮอร์โมนเพศหญิงของหนัง แม้เราจะไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่เหมือน เอลิซาเบธ แบงค์ ได้ควบคุมทิศทางการนำเสนอของหนังแบบค่อนข้างเข้มงวด ตั้งแต่การถ่ายภาพของ บิล โพป ที่น่าจะเป็นครั้งแรกกับการถ่ายหนังแอ็กชันที่เขาต้องทรีตตัวละครผู้หญิงด้วยความเคารพแทบทุกเฟรมจริง ๆ

ตั้งแต่มีเดียมช็อตของ คริสเทน สจ๊วร์ต ในฉากเปิดเรื่องที่ร่ายยาวเรื่องสิทธิสตรีกับตัวละครผู้ร้ายหน้าตี๋ ไปจนถึงช็อตที่ตัวละครต้องแต่งชุดเซ็กซีก็เหมือนกล้องจะต้องเลี่ยงไม่ให้ดูจงใจถ่ายร่องอกของสาว ๆ มากเกินไป เรียกได้ว่างานภาพปลอดภัยแบบผ่านการพลาสเจอไรซ์โดยแบงค์เลยทีเดียว

รวมถึงจังหวะหนังที่แบงค์ให้ความสำคัญกับ “การเจ๊าะแจ๊ะของสาว ๆ ” หรือ Girl’s Talk มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตัวละครของคริสเทน สจ๊วร์ตที่พูดพล่ามแบบใครขี้รำคาญผู้หญิงพูดมากอาจเกิดความรำคาญจนแทบลุกออกจากโรงได้เลย แต่แบงค์ ชีก็โนสนโนแคร์ ฉากไหนสาว ๆ ชิตแชตกันเธอก็ปล่อยคัตยาว ๆ ไปเลย แต่ในส่วนของฉากแอ็กชันอันนี้ต้องขอตำหนิทีเดียว เพราะฉากบู๊ในหนังไม่มีความไดนามิกเลยสักนิด ยิ่งฉากมาร์เชียล อาร์ต ปะทะกันมือเปล่า

แม้จะได้ เอลลา บาลินสกา ที่เคยมีประวัติในการเรียนการต่อสู้ แต่เหมือนฉากบู๊กลับออกแบบมาได้หน่อมแหน๊มมาก บางช็อตนึกว่ายังซ้อมกันอยู่เลย ดังนั้นคอหนังบู๊อาจบ่นได้ว่าฉากแอ็กชันที่พวกเขาตั้งใจมาดูไม่สะใจเท่าที่ควร ยังดีที่มีซีนแอ็กชันอื่น ๆ ที่ไม่ได้ใช้ศิลปะการต่อสู้อย่างพวกช็อครถพุ่งจากถนนลงน้ำ หรือ ฉากในโรงงานท้ายเรื่องที่ยังทำออกมาแบบพอให้อภัยได้ แม้จะดูเล่นง่ายไปบ้างก็ตาม

และแม้บทหนังจะมีช่องโหว่เต็มไปหมดจนชี้ไปจุดไหนก็เจอรูพรุนทั้ง ตรรกะตัวละครอย่างเอเลนาที่อยู่ดี ๆ เธอก็ไม่เอะใจเลยว่านามบัตรขององค์กรนางฟ้าชาร์ลีมาตกที่พื้นได้ยังไง หรือจะเป็นช็อตที่พวกเธอไปขโมยของในโรงงานของเอเลนาที่ปฏิบัติการแบบแทบไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างผ่านฉลุย ยามผู้ชายก็ดูโง้ไง่ เหมือนผู้ชายคนอื่น ๆ ในเรื่องนั่นแหละ กระทั้งช็อตที่รถตกน้ำแล้วเจนก็ง่วนกับการเปิดประตูให้ เอเลนา ออกมาจากรถทั้งที่กระจกตรงประตูรถมันแตกยับขนาดนั้นอยู่แล้ว

แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า นางฟ้าชาร์ลีฉบับนี้ดูมีอนาคตสดใสที่สุดก็จากการแคสติงเหล่านักแสดงสาว ๆ ที่ใช่นี่แหละ อย่างครินเทน สจ๊วร์ต ก็ได้บทที่เธอไม่ต้องฝืนตัวเอง ได้ใช้สายตาสอดส่ายสาว ๆ เต็มที่และต้องยอมรับว่าขนาดผมเป็นผู้ชายเองมองหน้าเธอก็ยังเคลิ้มในความหล่อเลย และสาว ๆ หลายคนน่าจะชื่นชอบในลุคผมสั้นดูบอย ๆ หน่อยแบบนี้ไม่น้อย

หรือจะเป็นดาวรุ่งอย่าง นาโอมิ สก็อตต์ ที่เพิ่งรับบทเจ้าหญิงแจสมินไปตอนต้นปีก็น่าจะมีอนาคตอีกไกล ด้วยใบหน้าสวย ๆ และการแสดงที่ไม่ขี้เหร่เลย และคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ เอลลา บาลินสกา ที่แม้หนังจะดูเฟมินิสต์แค่ไหนก็ไม่อาจกลบความฮอตของเธอได้ ด้วยใบหน้าหวาน ๆ คม ๆ ผิวสีช็อกโกแลตพร้อมหุ่นทรมานใจชายก็น่าจะกลายเป็นขวัญใจหนุ่ม ๆ ได้ไม่ยากเลยครับ

นอกจากนี้หนังยังได้นักแสดงหนุ่มหล่อมาเอาใจสาว ๆ เพียบ นอกจาก นอาห์ เซ็นตินีโอ แล้วยังมี แซม คลาฟลิน จาก Me Before You (2016) ในบท อเล็กซานเดอร์ บล็อก หรือกระทั้ง โจนาธาน ทัคเกอร์ ก็ทำให้บท โฮแด็กซ์ กลายเป็นมือสังหารสุดเท่ในเรื่องได้อย่างมีสเน่ห์ทีเดียว

สรุป

โดยภาพรวมแล้วก็ต้องบอกว่า อย่าไปสนเสียงวิจารณ์ Charlie’s Angels  จากคะแนนมะเขือเน่า หรือเว็บเมืองนอกมากนัก เพราะเอาเข้าจริง ๆ ตัวหนังก็ยังมีอะไรดี ๆ ให้ดู ทั้งการปรับภาพลักษณ์ของสาว ๆ นางฟ้าชาร์ลี ให้ดูทันสมัยเข้ากับโลกยุคปัจจุบัน ความฮา ความสนุกจากการกำกับของ เอลิซาเบธ แบงค์

ที่สำคัญคือเสน่ห์ของนักแสดงนำและเพลงประกอบภาพยนตร์แบบดูเสร็จแทบโหลดอัลบั้มซาวด์แทร็กมาฟังกันไม่ทันเลยแหละ อ้อ..ฉากท้ายเรื่องตรงกลางเอนด์เครดิตมีบรรดาผู้หญิงแกร่งแห่งยุคแบบไม่จำกัดเพศสภาพมาเป็นแขกรับเชิญให้หนังด้วยนะ อย่ารีบลุกล่ะ เว็บดูหนัง

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Body Guard Nahuk

รีวิว Body Guard Nahuk บอดี้การ์ดหน้าหัก

เหตุต้องไปซื้อบะหมี่โหน่งให้เมียแท๊..แท้.. ทำให้ คำก้อน (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ต้องพัวพันกับเหตุลอบสังหาร ชุณ เขมพิณ (ยิ่งยง ยอดบัวงาม) ประธานาธิบดีประเทศเขมราษธาราที่กุมความลับของกบฏในประเทศตัวเองอยู่ มิหนำซ้ำ เทพ (สุเทพ โพธิ์งาม) หัวหน้าแก๊งสุดโหดยังจับตัว ศร (Shin Yubin) ลูกสาวของชุณ และคนรักของ เปรม (หรินทร์ สุธรรมจรัส) พนักงานแบงค์ที่สนิทกับคำก้อนเหมือนลูกเหมือนหลาน งานนี้คำก้อนต้องงัดฝีมือจากการฝึกหน่วยรบพิเศษ พร้อมกำลังเสริมอย่าง โสภา (สิตางศุ์ ปุณภพ) สาวสวยเจ้าแม่คลังแสงมาถล่มเหล่าร้ายให้สิ้นซาก และเอาบะหมี่ไปฝากเมียให้สำเร็จ รีวิว บอดี้การ์ดหน้าหัก ดูหนังออนไลน์

เรื่องย่อหนัง

หนัง Body Guard Nahuk หรือชื่อไทยว่า บอดี้การ์ดหน้าหัก คำก้อน พนักงานรักษาความปลอดภัยธนาคารแห่งหนึ่ง เพิ่งออกเวรกำลังกลับบ้าน แล้วเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายกำลังตามล่า นายชุณ เขมพิณ ประธานาธิบดีประเทศเพื่อนบ้าน คำก้อนเข้าช่วยเหลือนายชุน ด้วยความไม่ตั้งใจ จนทำให้หน่วยล่าสังหารตามล่าทั้งคู่ โดยที่ทั้งนายชุน และ ผู้ก่อการร้ายไม่รู้ว่า คำก้อนคืออดีตทหารหน่วยรบพิเศษและสายลับเก่า

เห็นโลโก้บังไฟฟิล์มเห็นหน้าพี่หม่ำพร้อมชื่อบอดี้การ์ดหน้าหัก..หลายคนอาจเข้าใจผิดว่างานนี้เป็นการควบกำกับและแสดงนำเหมือนหนังสร้างชื่ออย่าง บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม แต่แท้จริงแล้วเครดิตกำกับตกเป็นของ พิพัฒน์ จอมเกาะ อดีตผู้ช่วยผู้กำกับหนังไทยหลายเรื่องและเคยช่วยเขียนบทหนังให้พี่หม่ำทั้ง จั๊กกะแหล่น และ ส่มภัคเสี่ยน จนได้รับความไว้วางใจให้มากำกับหนังแอ็กชันคอมเมดี้เต็มตัวเรื่องแรก

แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับอยู่ดีว่าดีเอ็นเอของ หม่ำ จ๊กม๊ก ก็ยังเด่นชัดเตะตาผู้ชมอยู่ดี ทั้งมุกเรื่องเพศ มุกด่าหยาบคาย รวมถึงบรรดาแขกรับเชิญแนวก๊อปปี้โชว์ที่ช่วงหลัง พี่หม่ำ ดูจะอยากผลักดันพวกเขาเป็นพิเศษหลังเชิญมาออกรายการหม่ำโชว์ และไม่เพียงเท่านั้นหากดูหนังทั้งเรื่อง หลายคนคงสังเกตได้ชัดเจนว่าตัวหนังเองก็ไม่ได้ต่างจากรายการซูเปอร์หม่ำ เท่าใดนัก และแน่นอนว่าหนังเองก็ยังคงแวะรายทางไปล้อเลียน หรือนำเสนอเพลงฮิตของเหล่าศิลปินแบบแทบไม่ได้สนว่าเข้ากับเรื่องที่ตัวเองเล่าหรือไม่

จะว่าไปแล้ว “บอดี้การ์ดหน้าหัก” เป็นหนังที่เขียนพล็อตขึ้นมาแบบหลวมๆ เพราะอันที่จริง เนื้อหาสาระของมันพูดถึงแค่ “ยามวัยกลางคนที่หมดกะในการเฝ้าเวร ระหว่างทางเขาต้องแวะซื้อบะหมี่กลับบ้านไปให้เมีย แต่จับพลัดจับผลูเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ลอบสังหารระดับชาติ”

วิธีการดำเนินเรื่องของ “บอดี้การ์ดหน้าหัก” คือการเล่าสถานการณ์ต่างๆไปเรื่อยๆ พร้อมกับการโยนมุกตลกสามช่าเข้ามาแบบไม่สนใจว่าจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรือไม่ (และตัวทีมงานก็ดูไม่แคร์ด้วยซ้ำไป) ซึ่งตลอดทางของหนัง บรรดานักร้องเพลงเพื่อชีวิตไม่ว่าจะแอด คาราบาว หรือ เทียรี่ คาราบาว ลามไปถึง เอกชัย ศรีวิชัย ปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อรับบทเป็นตัวเอง และคนดูก็พอเข้าใจได้ว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในลูกน้องของป๋าเทพอะไรประมาณนั้น

แม้จะหาเนื้อหาสาระใดๆไม่ได้ อีกทั้งหนังก็เล่าเรื่องตามแพทเทิร์นหนังมือสังหารแบบไม่มีอะไรพลิกผัน ถ้าหากคนดูเป็นแฟนรายการพวก “หม่ำโชว์” หรือ “ชิงร้อยชิงล้าน” ก็อาจจะบันเทิงไปกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้

หากใครได้ดูหนังของพี่หม่ำในยุคหลัง ๆ จะสังเกตเห็นได้เลยว่าหนังแต่ละเรื่องจะมี ศิลปินก๊อปปี้โชว์ มาปรากฎตัวตลอด ตั้งแต่คนเลียนแบบมิสเตอร์บีนใน ส่มภัคเสี่ยน มาจนถึงบอดีการ์ดหน้าหักนี้ ที่มีมุกก๊อปปี้โชว์เยอะมากและโดดเด่นจนช่วงแรกของหนังไม่ต่างจากช่วงโชว์ในรายการซูเปอร์หม่ำทั้ง ตูน บอดีสแลมปลอม หรือ แอ๊ด คาราบาวปลอม (แสดงโดย คาวบอย ศิลปินอินดีที่เลียนเสียงน้าแอ๊ดร้องเพลง)

แต่ยังดีที่หนังมีลูกเล่นในการสลับเพื่อเปิดตัว น้าแอ๊ด คาราบาว พี่เทียรี่ คาราบาว เข้ามาในฉาก และยังอุตส่าห์มี ป๋าเทพ ตัวปลอมอีกนะ ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่หม่ำแกจะทิ้งทวนมุกก๊อปปี้โชว์หรือยังเพราะส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าการมานั่งดูก๊อปปี้โชว์ในโรงจะสร้างความบันเทิงตรงไหนแถมยังไม่ได้ไปกับเรื่องราวในหนังเท่าใดนักด้วย

และสิ่งที่หนังดูจะภูมิใจและเอามาเป็นจุดขายหนีไม่พ้นการนำเซเลบระดับไอคอนอย่างวงคาราบาว ทั้งน้าแอ๊ด น้าเทียรี่ หรือน้าเล็ก มาเล่นหนังบู๊ก็ทำให้เหล่านักร้องในตำนานได้มีโอกาสปรากฎตัวบนจอใหญ่ในฐานะนักแสดง พร้อมซีนหยอกจากป๋าเทพก็ทำให้การปรากฎตัวของศิลปินจากวงคาราบาวดูน่าจดจำไม่น้อยเลยทีเดียว

ซึ่งส่วนตัวโอเคกับบทบาทเท่ ๆ ที่น้า ๆ วงคาราบาวได้รับนะครับ แม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมเวลาถูกยิงต้องเปิดเพลงฮิตของแต่ละคนคลอไปด้วยก็ไม่ทราบ แต่ที่ไม่ค่อยเห็นประโยชน์เท่าไหร่ เห็นจะเป็นซีนรับเชิญของ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มาร้องเพลง หมากัด แล้วถูกยิงตายนี่แหละที่ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมตัวละครตัวนี้ถึงโผล่มา เก่งยังไง ทำไมป๋าเทพต้องเรียกมาร้องเพลง หมากัด ให้ฟังแล้วถูกยิงตายแบบงง ๆ ขนาดนี้

แต่ก็นั่นแหละครับมันทำให้เราเห็นบารมีของชายชื่อ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา ที่ทำให้เหล่านักร้องในตำนานมาตบเท้าแสดงหนังให้เขาได้อย่างพร้อมเพรียงและยังนำเพลงฮิตมายัดไว้ในเรื่องได้ครบทั้ง มนต์เพลงคาราบาว, ทะเลใจ, คนเก็บฟืน, นางงามตู้กระจก และ หมากัด ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ต่างจากแขกรับเชิญรายการซูเปอร์หม่ำเท่าใดนัก เพียงแต่เปลี่ยนจากการสัมภาษณ์มาร่วมสนุกแสดงหนังด้วยกันเท่านั้นเอง ส่วนป๋าเทพ เราจะสังเกตได้เลยว่า พี่หม่ำ สร้างคาแรกเตอร์ เทพ ให้ป๋าจริง ๆ และการนำเสนอก็ดูเคารพและให้ซีนป๋าได้ยิงมุกและยิงปืนเท่ ๆ อยู่หลายนัด เรียกได้ว่าใครคิดถึงป๋าก็น่าจะได้ชื่นใจกันบ้างแหละ

อีกมุกที่ดูจะปรากฎคู่กับหนังของพี่หม่ำทุกเรื่องคือการอำในแก๊งสามช่า คราวนี้ใจดี โปรโมตร้านบะหมี่โหน่ง ให้พี่โหน่ง สามช่า แต่ก็ยังเป็นการหยอกแรง ๆ ด้วยการเอาโหน่งน้อย ก๊อปปีโชว์ที่ล่วงลับไปก่อนหนังฉายมาแสดงแทนแล้วให้ภาพพี่โหน่งตัวจริงเป็นภาพอากงที่ล่วงลับแทน แถมยังได้ซีนมีแพ็กช็อตโลโกบะหมี่โหน่งปรากฎทั้งเรื่อง

เรียกได้ว่าเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ไม่แพ้ธนาคารออมสินเลยทีเดียว ส่วนมุกนอกใจ-มุกเมียน้อยเป็นคนเหนือ (ต่อเนื่องจาก เชียงรายมิชชันใน ขุนบันลือ) เรียกได้ว่ามาครบแบบหลับตานึกก็มีมุกพวกนี้โผล่มาให้เห็นแน่นอน

แต่กระนั้น บอดีการ์ดหน้าหักก็ยังอุตส่าห์สร้างความแปลกใหม่ในระดับที่จะเรียกว่าโกอินเตอร์ก็น่าจะได้ ด้วยการเชิญไอดอลจากกัมพูชาอย่าง ชินยูบิน นักแสดงสาวสวยที่มารับบท ศร คู่กับดิม วงแทตทูคัลเลอร์ และยังนำยิ่งยง ยอดบัวงาม ที่เคยเป็นตัวขโมยซีนใน บอดีการ์ดหน้าเหลี่ยม มาเล่นเป็นประธานาธิบดีประเทศสมมติที่พูดภาษากัมพูชา

ทำให้เห็นช่องทางเลยว่าหนังน่าจะหวังขายตลาดเพื่อนบ้านเราได้แน่นอน และยังทำให้เกิดมุกพูดกันไม่รู้เรื่องที่ส่วนตัวมองว่า เวิร์กที่สุดแล้วในหนัง และพี่หม่ำก็ดูจะระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นการล้ำเส้นไปสู่การดูถูกดูแคลนได้ดีทีเดียว 

จะมีเสียดายที่สุดก็เห็นจะเป็นการปรากฎตัวของ ปาย สิตางศุ์ ปุณภพ ในบท โสภา ที่ได้เวลาบนจอน้อยไปหน่อย ทั้งที่บทของเธอ ถ้าปั้นให้ดีอาจได้หนังแนวผู้หญิงสวยดุ เซ็กซี่ และบู๊แหลกได้เลย แถมหนังยังไม่ได้ให้เธอเล่นอะไรมากไปกว่าแค่ ยิงปืน ทำหน้ามุ่ย และพูดประโยคแนวตัดพ้อกับพี่หม่ำเพื่อเล่นมุกเมียน้อยที่เชียงรายเท่านั้นเอง

ส่วนงานโพรดักชันยอมรับเลยว่าทั้งการดีไซน์คิวบู๊ หรืองานถ่ายภาพของ ทิวา เมยไธสงทำให้ภาพรวมของฉากแอ็กชันในหนังดูดีมาก เสียแค่การเลือกใช้บีบีกันในการถ่ายทำที่ดูมือสมัครเล่นไปหน่อย แม้ฝุ่นของบอลสีที่กระทบกับเนื้อตัวจะคล้ายเลือดพุ่งและมีการติดเอฟเฟกต์เลือดแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดูยังไงก็ดูออกว่าเป็นปืนบีบีกัน จนฉากบู๊ที่ดีไซน์มาอย่างดีมามีจุดด่างพร้อยไปอย่างน่าเสียดาย แต่ภาพรวมการออกแบบฉากวินาศสันตะโรต่าง ๆ ก็ทำได้ดี

แม้หลายจังหวะจะดูออกว่าได้แรงบันดาลใจจากหนังบู๊แห่งยุคอย่าง john wick  อย่างชัดเจนก็ตาม โดยมีซีนน่าจดจำเยอะทั้งฉากยิงกันที่ตลาดสด การสังหารหมู่ ณ ร้านบะหมี่โหน่ง การลอบสังหารประธานาธิบดี หรือฉากบุกทลายผู้ร้ายท้ายเรื่องก็ดูสนุกดี

สรุป

ใครอยากหาหนังไทยบู๊ ตลก ๆ บอดีการ์ดหน้าหัก ยังคงเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณอยู่ แต่หากมองหาหนังที่มีเนื้อหาสาระ มีข้อคิดเตือนใจ หรือหาหนังครอบครัวไม่มีพิษมีภัยให้เด็ก ๆ ได้ดู หนังยังไม่ตอบโจทย์เท่าใดนักครับ ดูหนังผ่านเน็ต